ทำอย่างไรจึงจะไม่ "เหวี่ยง" ใส่คนใกล้ชิด

เรียน คุณหมอสันต์
     อาการไบโพล่า สามารถรักษาอย่างไรได้บ้างคะ เนื่องจากหนูสังเกตุตัวเองและคิดว่าเป็นอาการนี้เช่นเดียวกับคุณพ่อค่ะ คือ ชอบทำอะไรตลอดเวลา ชอบคิดนู่นคิดนี่ และหากใครทำให้หงุดหงิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิด แล้วเราก็จะเหวี่ยงใส่ ซึ่งคุณพ่อเป็นหนักมากกับคุณแม่ 30 ปีที่ผ่านมา ทะเลาะกันมาตลอด อาการหนัก ถึง ขั้น ถือปืน เอาปืนมาวาง คุณพ่อไม่ฟังธรรมะ ไม่ศึกษาธรรม ส่วนอาการของหนู ก็จะเหวี่ยงเฉพาะกับแฟน ซึ่งก็พยายามศึกษาธรรมะให้เย็นลง แต่บางครั้งก็รู้สึก down แบบ ต้องเอาให้มันแย่ไปถึงที่สุดถึงจะกลับมาได้อยากรบกวนคุณหมอให้ช่วยหน่อยนะคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
   

........................................................

ตอบครับ

     ในแง่ของนิยามทางการแพทย์ (DSM) ไบโพล่าร์ (Bipolar disorder) เป็นชื่อโรคนะครับ ไม่ได้เป็นชื่ออาการ แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่าโรคความผิดปกติทางอารมณ์แบบมีช่วงคึกคักบ้าง มีช่วงเศร้าบ้าง แต่ทั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความผิดปกติแบบคนสองบุคลิก (dissociative identity disorder) อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน โรคไบโพล่าร์นี้แบ่งเป็นสองระดับความรุนแรง ส่วนใหญ่จะเป็นระดับเบา เรียกว่า ไบโพล่าร์1 (BP-I) อาการที่เป็นเอกลักษณ์คือมีช่วง “โลว์” คือซึมเศร้ายาวนานสลับกับช่วง “ไฮ” คืออารมณ์ขึ้น หงุดหงิดโมโหง่าย หรือโอ่อ่าร่าเริงผิดสังเกต นอนไม่หลับ พูดน้ำไหลไฟดับ ตัดสินใจอะไรแบบใจเร็วด่วนได้หุนหันพลันแล่นไม่คิดถึงผลได้ผลเสีย มีความคิดแปรปรวนสับสน บางครั้งจับประเด็นไม่ได้ ในระหว่างช่วงไฮกับโลว์นี้ก็มีช่วงปกติที่ทำงานทำการได้ดีไม่มีที่ติอยู่ด้วย

     ระดับหนัก เรียกว่า ไบโพล่าร์ 2 (BP-II) อาการจะมากถึงขั้นมีช่วงซึมเศร้าที่หนักถึงระดับมีผลต่อการงานหรือสังคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ และจะต้องมีช่วงไฮ หรือช่วงมาเนีย (mania) นานหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไปโดยที่ช่วงไฮนี้อย่างน้อยต้องมีอาการสามอย่างในเจ็ดอย่างต่อไปนี้คือ
(1) ทำตัวใหญ่โตโอ่อ่า (grandiosity)
(2) นอนน้อยลง
(3) พูดมากขึ้น
(4)  ความคิดกระเจิง (flight of idea)
(5) สมาธิสั้น
(6) มุ่งมั่นอะไรสักอย่างผิดสังเกต เช่นเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องเซ็กซ์
(7) ทำอะไรเพื่อความบันเทิงผิดสังเกตโดยไม่กลัวผลเสียที่จะตามมา

     วงการแพทย์ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้คือคนไข้จำนวนหนึ่งมีความผิดปกติของยีนที่ตรวจทางห้องแล็บได้แน่ชัด พูดง่ายๆว่าโรคนี้ส่วนหนึ่งมีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย ขณะเดียวกันการศึกษาเนื้อสมองของผู้เป็นโรคนี้พบว่าปริมาณเซลสมองในชั้นของ nonpyramidal cell ซึ่งเป็นส่วนควบคุมอารมณ์มีจำนวนลดลง

     การรักษาโรคไบโพล่า ตามสูตรปกติของวงการแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคในระยะไหน และรุนแรงแค่ไหน เช่นถ้าอยู่ในระยะซึมเศร้าและมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงก็ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล เป็นต้น เบาลงมาก็รักษาแบบกลางวันมาอยู่โรงพยาบาลกลางคืนกลับไปนอนบ้าน ถ้าอาการไม่มากก็รักษาแบบคนไข้นอก คือให้ทำงานทำการไปเป็นปกติแล้วมาหาหมอเป็นพักๆ การรักษาแบบคนไข้นอกนี้มีสาระสำคัญสี่อย่างคือ
(1) การให้ยาและเฝ้าติดตามดูว่ากินยาจริงหรือเปล่า เพราะคนไข้มักจะเป็นปฏิปักษ์กับยาด้วยไม่อยากเชื่อว่าตัวเองป่วย หลักฐานวิจัยเปรีียบเทียบในผู้ป่วยพบว่าการใช้ยาทำให้ทุเลาลงเร็วกว่าไม่ใช้
(2) จัดการความเครียด
(3) การสร้างพันธมิตรรอบตัวคนป่วยให้หนุนช่วยให้คนป่วยอยู่ในสังคมได้
(4) การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ให้เข้าใจโรค เข้าใจว่าประเด็นไหน ยาไหน สถานะการณ์ไหน อันตรายแบบใดที่จะต้องหลีกเลี่ยง เป็นต้น

     ปกติจิตแพทย์จะเป็นผู้ให้การรักษา ผมเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ของคุณอยู่ในความดูแลของจิตแพทย์อยู่แล้ว ส่วนตัวคุณเองนั้นหากยังไม่เคยไปพบและปรึกษาจิตแพทย์ ผมแนะนำอย่างหนักแน่นว่าขอให้ปรึกษาจิตแพทย์เถอะเพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

     ในส่วนของการดูแลตัวเอง สำหรับคุณพ่อคุณแม่นั้นปล่อยท่านไปเถอะเพราะท่านมีอายุมากแล้ว ผมอยากจะพูดกับตัวคุณเองมากกว่า ผมพูดจากความเห็นส่วนตัวของผมเองนะ ไม่ใช่หลักวิชา ว่าอาการชอบ "เหวี่ยง" ที่ตัวคุณเองเป็นอยู่นั้นคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยเขาก็เป็นกัน ต่างกันแค่มากบ้างน้อยบ้าง คุณอย่าไปโทษว่ามันเป็นเพราะโรค ขอให้มองไปที่รากของปัญหาในฐานะที่เราเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง รากของปัญหาอยู่ที่การไม่สามารถวางความคิดที่เกิดขึ้นมาแล้วลงได้ จึงปล่อยให้ความคิดนั้นวนรอบและขยายตัวใหญ่ขึ้นๆจนต้องไปจบกันที่ความแตกหักในรูปแบบใดแบบหนึ่งจึงจะลงจอดได้ ความคิดเหล่านี้ร้อยทั้งร้อยเป็นความคิดที่ถูกปรุงหรือก่อขึ้นมาจากสำนึกว่าตัวเรานี้เป็นบุคคลสำคัญ

     การจะวางความคิดที่เกิดขึ้นมาแล้วลงไปให้ได้ เราจะต้องถอยกลับไปฝึกกันที่ระดับเบสิก ไม่เกี่ยวอะไรกับธรรมะหรือศาสนาดอกนะ แต่เกี่ยวกับเบสิกของความเป็นคน คุณตั้งใจฟังนะ

     ในมุมมองที่ 1. ชีวิตประกอบด้วยสามส่วน คือ (1) ร่างกาย (2) ความคิด (3) ความรู้ตัว คำว่าความรู้ตัวนี้ผมหมายถึงจิตสำนึกรับรู้ (consciousness) หรือจะพูดอีกอย่างว่าเป็นความตื่น (wakefulness) ก็ได้ ซึ่งก็คือยามที่ใจเราไม่ไปสนใจความคิดใดๆ ไม่คิดอะไร ได้แต่ตื่นตัวและพร้อมรับรู้สิ่งเร้าใดๆที่จะเข้ามาอยู่ ผมจึงจะใช้คำว่า "ความรู้ตัว" หรือ "ความตื่น" คำใดคำหนึ่งนี้สลับกันไป โดยที่ในบรรดาองค์ประกอบทั้งสามของชีวิตนี้ ความรู้ตัวหรือความตื่นนี่แหละคือตัวเราที่แท้จริงถาวร ส่วนร่างกายและความคิดนั้นเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว

    ในมุมมองที่ 2. ชีวิตดำรงอยู่ในสองสถานที่ แต่ว่าซ้อนทับกันอยู่ คือ

     ชีวิตส่วนที่เป็น "ความรู้ตัว" หรือ "ความตื่น" นั้นดำรงอยู่ในจักรวาลที่ประกอบขึ้นมาจากคลื่นความสั่นสะเทือน (vibration) โดยไม่มีภาษาหรือรูปร่างใดๆบ่งบอกหรืออ้างถึงคลื่นเหล่านั้นได้ มีแต่ความตื่น รู้ สบายๆ ไม่มีความคิดใดๆ มีแค่นั้น

     ขณะที่ชีวิตในส่วนที่เป็นร่างกายและความคิดนั้น ดำรงอยู่ในโลกที่เกิดจากอายาตนะของร่างกายเรารับเอาคลื่นความสั่นสะเทือน (ในรูปของภาพเสียงสัมผัส) มาแปลงเป็นชื่อที่เรียกกันตามภาษา (names) และรูปร่าง (forms) แล้วส่งเข้ามากระทบใจให้รับรู้ ดังนั้นโลกของความคิดและร่างกายจึงเป็นโลกสมมุติขึ้นชั่วคราวโดยมีความคิดหรือคอนเซ็พท์ที่ว่าตัวเรานี้เป็นบุคคลมีตัวมีตนมีชื่อที่อยู่และสถานะในสังคมเป็นแก่นกลางของโลกสมมุติชั่วคราวนี้ ซึ่งเป็นโลกที่มีแต่การคิด คิด คิด ไม่หยุดหย่อน โดยมีความคิดว่า "ฉันคือบุคคลสำคัญ" เป็นแก่นกลางของความคิดทั้งมวล

     คนปกติมีชีวิตอยู่ในโลกสมมุติชั่วคราวที่ประกอบด้วยการคิด คิด คิด นี้เสีย 99% จะมีโอกาสได้อยู่ในความรู้ตัวที่ปลอดจากความคิดอย่างเก่งก็เพียงสัก 1%

     การจะวางความคิดได้สำเร็จ ก็คือการเข้าใจว่าโลกสมมุติชั่วคราวที่มีความเป็นบุคคลของเราเป็นศูนย์กลางนั้นเป็นโลกปลอม ส่วนความรู้ตัวที่มีสถานะเป็นคลื่นที่ภาษาอธิบายไม่ได้นั้นเป็นของจริง แล้วลงมือย้ายความสนใจ (attention) ของตัวเองกลับไปอยู่กับความรู้ตัวเสีย 99% เหลืออยู่กับความคิดไม่เกิน 1% เมื่อได้ทำอย่างนี้แล้ว ตัวเราก็จะเป็นแค่ความรู้ตัวหรือความตื่น ที่เฝ้ามองเรื่องราวในโลกสมมุติอย่างผู้สังเกต ไม่ได้มุ่นอยู่ในความคิดที่เชื่อว่าเราเป็นบุคคลที่มีตัวตนชื่อที่อยู่ศักดิ์ชั้นในสังคมแต่อย่างใด ชีวิตใหม่ก็จะดำเนินไปอย่างมุ่งแต่การทำหน้าที่โดยไม่มุ่งพอกพูนความเชื่อว่าเราเป็นบุคคลให้เป็นตุเป็นตุยิ่งไปกว่านี้ มันจะเป็นชีวิตที่ปล่อยวาง ตื่นตัว รับรู้ สบายๆ ไม่มีความคิดที่ลบหรือเร่าร้อนเพื่อปกป้องความเป็นบุคคลของเราถึงขึ้นต้องเหวี่ยงใส่ใครๆ

     ภาคปฏิบัติของการวางความคิดแล้วไปอยู่กับความตื่นหรือความรู้ตัวนี้ มีหลายวิธี เช่น

     วิธีที่ 1. วางดื้อๆ เหมือนคุณวางกระบุงตะกร้าลงกับพื้น วางหมายถึงไม่สนใจ ไม่ให้ราคา ไม่ไปคิดต่อยอด

     วิธีที่ 2. ถามตัวเองว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" แล้วพยายามตอบคำถามในใจ ในความพยายามตอบคำถาม ความสนใจจะถูกดึงกลับมาจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวโดยอัตโนมัติ

     วิธีที่ 3. ย้ายความสนใจจากความคิดมาจดจ่ออยู่กับร่างกาย (เช่นอยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับความรู้สึกซู่ซ่าบนผิวกาย หรืออยู่กับท่วงท่าการเคลื่อนไหวของร่างกาย) เป็นขั้นที่หนึ่งก่อน เมื่อความคิดหมดแล้วก็ย้ายความสนใจจากร่างกายไปอยู่กับความตื่นหรือความรู้ตัวเป็นขั้นที่สอง

     คุณค่อยๆอ่านคำแนะนำของผมไปนะ ตอนแรกเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่เป็นไร ให้อ่านซ้ำหลายๆครั้ง พอเริ่มเข้าใจครึ่งๆกลางๆแล้วก็ให้ลองทำดู การได้ลองทำ จะทำให้เข้าใจมากขึ้น แล้วในที่สุด คุณก็จะทำได้ มันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะการวางความคิดเพื่อไปอยู่กับความรู้ตัว ก็คือการกลับไปอยู่กับความเป็นปกติของเราที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ก่อนที่เราจะเรียนรู้ภาษาเสียอีก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren