ปวดหัวไมเกรนเป็นประจำ ทำไงดี

สวัสดีค่ะลุงหมอ
     วันนี้หนูเขียนมาขอคำแนะนำลุงหมอค่ะ หนูปวดหัวบ่อยมากค่ะ เคยไปหาหมอแล้วค่ะ หมอบอกเป็นไมเกรน ให้ยาไอบูโพรเฟนมากิน มันก้อดีขึ้นค่ะ ทีนี้พอปวดก้อกินอีก กินเรื่อยมา เรียกได้ว่าชีวิตอยู่กับยาแก้ปวดมากๆค่ะ ยิ่งช่วงหลังๆปวดบ่อยขึ้นก้อกินเกือบทุกวัน ยิ่งถ้าช่วงไหนที่ใกล้เป็นประจำเดือน หรือหลังหมดประจำเดือนนี่คืออัดยาแก้ปวดกันแบบสุดๆค่ะ ปวดหัวหนักมาก ยาที่กิน ก้อจะเป็นไอบูโพรเฟน แล้วก้อโทฟาโก้ เป็นหลักค่ะ กินมานานมากแล้วค่ะ หลังๆ ปวดหัวเกือบทุกวันค่ะ กินยาก้อไม่ค่อยเบาแล้วค่ะ ทรมานมาก ทุกวันนี้พอมันมีอาการเหมือนจะปวด หนูก้อกินยาแก้ปวดแล้วค่ะ หนูอยากเลิกกินยาแก้ปวดค่ะ แต่หนูกลัวปวดหัว ลุงหมอมีคำแนะนำบ้างไหมคะ
ขอบคุณลุงหมอล่วงหน้านะคะ
ส่งจาก Outlook

...................................................

ตอบครับ

     ประเด็นที่ 1. อาการปวดหัวมีหลายชนิด ไหนๆก็พูดถึงปวดหัวแล้ว ขอจะระไนให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นทราบด้วยเสียเลยว่าปวดหัวมีทั้งชนิดหาสาเหตุและหาสาเหตุไม่พบ ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดหาสาเหตุไม่พบ เฉพาะพวกหาสาเหตุไม่พบนี้ยังแยกย่อยไปเป็น

     1. ปวดหัวแบบกล้ามเนื้อตึง (tension headache) มักปวดระดับน้อยถึงปานกลาง ไม่มีคลื่นไส้อาเจียน ไม่มีอาการของระบบประสาท ไม่เกี่ยวกับการออกแรงหรือเคลื่อนไหว มักสัมพันธ์กับความเครียด อดนอน หิว ใช้ตามาก หรือเมื่อตำแหน่งศีรษะอยู่ผิดที่ การรักษาคือนอนให้พอ ลดการใช้สายตาลง ออกกำลังกายให้หายเครียด ถ้าปวดเมื่อยแถวคอ สาหลังหูก็บีบๆนวด ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ถ้าอยากใช้ยาก็ใช้แค่พาราเซ็ตตามอลครั้งละ 500-1000 มก. หรือแอสไพรินครั้งละ 300-600 มก. ก็พอ

     2. ปวดหัวแบบไมเกรน (Migraine) เป็นการปวดแบบตึ๊บๆ (vascular headache) ปวดครั้งหนึ่งกินเวลา 4-72 ชม. ถ้ามีอาการนำ (aura) ที่เกิดจากการเสียการทำงานของระบบประสาทเป็นการชั่วคราวเช่นเห็นแสงสีวูบวาบ เรียกว่า classic migraine ถ้าไม่มีอาการนำเรียกว่า common migraine มักคลื่นไส้อาเจียน มักเป็นข้างเดียว มักเป็นกรรมพันธุ์ มักมีอาการแพ้แสง นอนไม่หลับ และซึมเศร้า ร่วมด้วย

     3. ปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache) เป็นการปวดรุนแรงเฉพาะบริเวณที่เลี้ยงโดยประสาทสมองคู่ที่ห้า (trigeminal nerve) มักเป็นที่หลังลูกตาหรือที่เบ้าตา ร่วมกับมีอาการจากการทำงานของเส้นประสาทอัตโนมัติเช่นน้ำมูกน้ำตาไหล หรือเหงื่อหน้าออก หรือตาแดง หรือหนังตาบวม หรือหนังตาตก โดยที่เป็นอยู่ซีกเดียว มักเป็นมากจนลุกลี้ลุกลน อยู่ไม่สุข ถ้ายาธรรมดาเอาไม่อยู่ การรักษาอาจต้องใช้ยาแรง ไปหาหมอดีกว่า

     ส่วนพวกปวดหัวกลุ่มที่มีสาเหตุ ยังแยกย่อยออกเป็นสองพวกคือ พวกสาเหตุอยู่นอกสมอง เช่นตา หู โพรงไซนัส เป็นต้น และพวกสาเหตุอยู่ในสมอง เช่น หลอดเลือดโป่งพอง หลอดเลือดแตก ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด เนื้องอกสมอง เป็นต้น

     ประเด็นที่ 2. คนขี้ปวดหัว หมายถึงคนที่ชอบปวดหัวทุกคน ต้องรู้วิธีวินิจฉัยตัวเองว่าการปวดหัวครั้งนี้ซีเรียสหรือเปล่า ก็เช็คง่ายๆก่อนว่ามี “สัญญาณร้าย” อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้หรือเปล่า

     1. ปวดแบบสายฟ้าฟาด (thunderclap) เร็ว แรง ทันที ถึงขีดสุดในเวลาไม่เกิน 5 นาที หรือปวดจนปลุกให้ตื่นขึ้น หรือปวดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน

      2. ปวดศีรษะครั้งแรกในคนไข้อายุมากเกิน 50 ปี หรือคนไข้เอดส์ หรือคนไข้มะเร็ง

     3. ลักษณะการปวดปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น รวมถึงความถี่ และอาการร่วม

     4. มีอาการและอาการแสดงของระบบประสาทร่วม รวมถึง การมองเห็นผิดปกติ หรือคอแข็ง หรืออาการไม่เฉพาะที่ (non-focal) เช่น เสียความจำ

     5. มีข้อมูลส่อว่าเป็นโรคระดับทั่วร่างกาย (systemic disease) เช่น เป็นไข้ ความดันเลือดสูง น้ำหนักลด เป็นต้น

     ถ้ามีสัญญาณร้ายเหล่านี้ ก็แจ้นไปหาหมอได้ เพราะถ้าช้าอาจตายได้

     ประเด็นที่ 3. คุณเป็นไมเกรนประจำโดยไม่มีสัญญาณร้ายทั้งห้าข้างต้น แต่มันปวดประจำจะทำไงดี ตอบว่าวิธีรักษาไมเกรนต่อไปนี้เป็นวิธีที่อาจอยู่นอกเหนือหลักวิชาแพทย์ไปบ้างนิดหน่อยนะ คือผมแนะนำว่าคุณจะต้องปรับการใช้ชีวิตของคุณไปอย่างสิ้นเชิง จำไว้ว่าวิถีชีวิตแบบเดิมทำให้คุณเป็นไมเกรนเรื้อรัง ถ้าคุณยังทู่ซี้ใช้ชีวิตแบบเดิม คุณก็จะปวดหัวแบบเดิมไปทั้งชาติ ดังนั้นคุณต้องปรับวิธีใช้ชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงดังนี้

     1. จัดเวลาดูแลตัวเองวันละหนึ่งชั่วโมง ปิดโทรศัพท์ งดทีวีหรือดูหน้าจอทุกชนิด ใช้เวลานี้ดูแลตัวเองเท่านั้น จะเป็นการออกกำลังกาย รำมวยจีน โยคะ นั่งสมาธิ หรือนั่งอยู่เฉยๆในธรรมชาติที่เงียบๆก็ได้

     2. ต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ถึงระดับหนักพอควร คือหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ ครั้งละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 5-6 วัน เพราะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก จะทำให้เกิดสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นในร่างกาย ซึ่งจะรักษาอาการปวดหัวได้

     3. ต้องปรับอาหารด้วย คือทานอาหารที่มีพืชแยะๆ ในรูปแบบที่สดๆ ไม่หมักดองหรือเก็บไว้นาน พืชที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ลดการอักเสบได้ดีเช่น ผักสวนครัว ขมิ้นชัน แฟลกซีด ก็ควรหามาทานบ่อยๆ หลึกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นระบบประสาทกลาง เช่นแอลกอฮอล์ กาแฟ หลีกเลี่ยงยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทกลางทุกชนิด รวมทั้งยาคลายกังวล ยาต้านซึมเศร้า ยานอนหลับ

     4. ข้อนี้เป็นไฮไลท์นะ คือทุกเวลานาทีในชีวิตประจำวันให้หัดวางความคิดและผ่อนคลายตัวเอง โดยต้องหัดเทคนิคพื้นฐานสองเท็คนิคนี้บ่อยๆ คือ

     (1) เทคนิคลาดตระเวณร่างกาย (body scan) โดยหายใจเข้าลึกๆหายใจออกช้าๆแล้วลาดตระเวณความสนใจไปบนผิวหนังของร่างกายจากหัวจรดเท้า มีความรู้สึกอะไรบนผิวหนัง (เช่น เหน็บ ชา เจ็บ คัน อุ่น วูบวาบ ขนลุก) ก็รับรู้ ความรู้สึกที่รับรู้ได้จากการลาดตระเวณร่างกายนี้เรียกว่า "ปิติ" อย่าไปแปลคำนี้นะ เพราะมันใช้ได้ในหลายความหมาย ในที่นี้ผมหมายถึงความรู้สึกที่รับรู้ได้บนร่างกายเท่านั้น

     (2) เทคนิคผ่อนคลายร่างกาย (muscle relaxation) โดยหายใจเข้าลึกๆหายใจออกช้าๆพร้อมกับสั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายผ่อนคลายตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยเฉพาะที่หน้านั้นให้ใส่ใจสั่งให้ผ่อนคลายเป็นพิเศษ คลายหน้าผาก และยิ้มที่มุมปากนิดๆอยู่คนเดียว หรือจะใช้วิธีหยิบกระจกแต่งหน้าขึ้นมาส่องแล้วยิ้มให้ตัวเองในกระจกก็ได้ ผลจากการใช้เทคนิคนี้จะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เรียกว่า "สุข" 

     ทั้งวันคุณจะต้องทำให้ตัวเองมี "ปิติ" และ "สุข" อยู่ทั้งวัน แล้วสมาธิจะเกิดขึ้น ระบบประสาทอัตโนมัติของคุณจะคลายตัว อาการปวดหัวซึ่งเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติบีบหลอดเลือดก็จะหายไป

     5. เมื่อผ่อนคลายร่างกายได้จนจิตเริ่มมีสมาธิไม่ไปจมอยู่ในความคิดลบๆทั้งหลายแล้ว เวลาปวดหัวขึ้นมา ให้ฝึกรับรู้อาการปวดหัวแบบยอมรับ ยอมแพ้ ไม่ต่อต้าน ไม่ขับไล่ คือลาดตระเวณความรู้สึกไปรอบๆบริเวณศีรษะที่ปวด ทำความคุ้นเคยด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็น เมื่อคุ้นเคยแล้วก็ให้ชะแว้บเอาความสนใจเข้าไปนั่งอยู่ใจกลางตรงที่ปวดแบบนั่งอยู่ด้วยเป็นเพื่อนกัน หายใจช้าๆตั้งใจรับรู้พลังงานความร้อนแรงของอาการปวด ในที่สุดพลังงานนั้นจะกลายเป็นพลังงานที่มาเติมเต็มชีวิตให้คุณ แล้วคุณจะขอบคุณไมเกรนที่มาทำให้ชีวิตคุณมีพลังมากขึ้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว