เมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม

อาจารย์คะ
หนูเป็นพชท.3 อยากถามอาจารย์ว่า
..เมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม เพราะหนูว่ามันจะล่มแหงๆ ทางคนไข้ก็มาขู่หมอเบิกยาไปใช้แบบทิ้งๆขว้างๆ และมาจี้ให้ส่งตัวไปรักษาในรพศ.ซึ่งต้องเสียเงินค่าทำบอลลูนผ่าตัดกันคราวละมากๆ โดยที่ไม่เคยคิดจะดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกินการออกกำลังกายเลย ทางรพ.ก็มีแต่หนี้สินท่วมหัว ค่าหัวคิวที่ต้องจ่ายให้สธ.และสปสช.ก็สูง
..ทุกวันนี้แพทย์ต้องเสียเวลากับการมานั่งเมคตัวเลขแก้ coding เพื่อเต้ยเอาเงินให้ได้มากขึ้น เราเลิกระบบcoding นี้เสียไม่ดีหรือคะ
..การประชุมประจำเดือนกับผอ.ทีไรไม่มีทีไหนไม่พูดถึงหนี้ พูดไปพูดมาหนูเองก็ชักจะสงสัยว่าผอ.จะนิยามคำว่าหนี้ตรงกับชาวบ้านเขาหรือไม่ เพราะผอ.พูดถึงทรัพย์สินหนี้สินส่วนของเจ้าของราวกับว่าเข้าใจมันดี แต่หนูว่าพี่เขาไม่เข้าใจมันเลย อาจารย์ว่าท้ายที่สุดระบบสามสิบบาทจะเจ๊งไหม
..คำถามของหนูข้อสุดท้ายก็คือถ้าลดการบริหารจัดการรวมทั้งการตัดหัวคิวจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นสป.สช. หรือ สธ. เสีย อาจารย์คิดว่ารพศ. รพจ. รพช. จะมีปัญญาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายหัวทั้งหมดได้เองไหมคะ

........................................................

ตอบครับ

    1. ถามว่าเมื่อไหร่ระบบสามสิบบาทจะล่ม ตอบว่าเมื่อประเทศไทยล่มระบบสามสิบบาทจึงจะล่ม มันจะล่มก่อนนั้นไม่ได้ดอก เพราะ (1) ตอนนี้มันได้กลายเป็นระบบที่จำเป็นของสังคมไปเสียแล้ว เรียกว่าถ้าไม่มีระบบนี้ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับประเทศยากจนเมื่อใดก็ตามเมื่อ health care เข้าถึงได้ง่ายไม่ต้องจ่ายเงินนั่นคือสิ่งวิเศษได้เกิดขึ้นแล้ว ใครจะไปมีปัญญายุบสิ่งวิเศษทิ้งได้ (2) มันเกิดขึ้นได้ยากนะ เมื่อปีค.ศ. 2006 รัฐบาลประเทศแซมเบียได้ประกาศยกเลิกการเก็บเงินค่าบริการปฐมภูมิ (primary health care) พวกนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขทั่วโลกต่างฮือฮายกย่องกันเกรียวกราวว่าเป็นหมากที่สุดยอด แต่ระบบสามสิบบาทของประเทศไทยเรานี้ฟรีหมดทุกคนแบบครอบจักรวาล และทำมาตั้งแต่ปี 2004 ใครต่อใครก็พากันมาดูงานเมืองไทย แล้วก็กลับไปด้วยคำตอบที่ว่าถ้าไม่ได้ภาวะผู้นำที่แข็งแรงระดับบ้าดีเดือดแล้วไม่มีทางทำได้ดอก ไม่ต้องดูไกล ดูแผน Obama Care ก็ได้ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ในที่สุดก็ไปไม่รอด แล้วถ้าเราไปดูระบบรักษาฟรีของประเทศที่ทำมาจนอยู่ตัวแล้วเช่นอังกฤษและเยอรมันซึ่งเกิดมาคนละทาง เลี้ยงดูกันคนละวิธี จะเห็นกลไกการเกิดที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่ามันใช้กึ๋นของนักการเมืองที่มีภาวะผู้นำสูง และใช้เวลาบ่มเพาะสถานะการณ์ยาวนานกว่าจะเกิดได้ ของที่ใช้เวลาบ่มนานและเกิดยากอย่างนี้ เกิดแล้วยุบไม่ลงหรอกครับ เพราะฐานมันแน่นเกินไป

2. ถามว่าระบบโค้ดชื่อโรคออกมาเป็นตัวเลข (ICD coding) นี้ทำให้แพทย์เสียเวลามาก เลิกระบบนี้เสียไม่ดีหรือ ตอบว่าในการให้บริการสาธารณสุขนี้ประเทศเราไม่ได้คิดฝันอะไรขึ้นมาเองนะครับ เราเรียนรู้และลอกแบบจากประเทศอื่นทั่วโลกที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนทั้งสิ้น ประเทศเหล่านั้นเขาลองมาหมดทุกวิธีที่คิดฝันได้แล้ว อย่างเช่นที่เยอรมันตอนเริ่มระบบโดยจ่ายเงินให้รพ.ตามงานที่ทำให้คนไข้ เช่นให้น้ำเกลือหนึ่งรายก็จ่ายเงินให้ห้ามาร์ค ปรากฎว่าทุกรพ.จับคนไข้ให้น้ำเกลือหมด อย่างนี้เป็นต้น คือเขาลองกันมาหมดแล้ว จนมารู้ว่าวิธีจำแนกโรคออกเป็นโค้ดนี้เป็นวิธีที่เวอร์คดีที่สุด ส่วนการที่ทุกวันนี้แพทย์ต้องมานั่งปั่นโค้ดปลอมเพื่อเอาเงินนั้นมันก็เหมือนที่เด็กเรียนหนังสือไม่เก่งต้องแอบลอกคำตอบเพื่อนในห้องสอบไม่งั้นสอบตกแหง ต่อไปพอเรียนหนังสือเก่งก็ไม่ต้องลอกใครแล้ว ถึงระบบจะเปิดช่องให้ลอกก็ไม่ลอกเพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่ต้องทำเช่นนั้น

3. ถามว่านายแพทย์ ผอ.รพ. บ้านนอก อยู่กันคนละไม่กี่ปี ไม่เดียงสาเรื่องการเงิน จะมีปัญญาบริหารธุรกิจของรพ.ได้หรือ ตอบว่าได้สิครับ ผมเคยไปสอนการบริหารรพ.ที่ศศินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันสอนวิชาบริหารที่จริงจังกับหลักทฤษฎีบริหารต่างๆ แต่ผมบอกนักเรียนซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้บริหารรพ.ว่าการบริหารจัดการมันเป็นคอมมอนเซ็นส์มากกว่าหลักทฤษฎี ระบบบัญชีคู่ที่น่าปวดหัวนั้นมันเป็นเพียงเครื่องมือ ความจริงระบบนี้ซึ่งออกแบบโดยพระในยุโรปสมัยกลางมันเป็นระบบที่เหมาะกับองค์กรที่มีทรัพย์มากจนจำไม่ไหวว่าตัวเองมีอะไรบ้าง สำหรับรพ.เล็กๆที่ยากจน ระบบบัญชีเงินสดแบบเด็กป.สี่ก็เวอร์คแล้ว

     สมัยก่อนสธ.ก็อาศัยความเชื่อนี้เพื่อดึงเอารพ.ทั่วประเทศไว้ให้อยู่กับตัวเอง หมายถึงความเชื่อที่ว่าหมอไม่มีปัญญาบริหารการเงิน หากปล่อยรพ.ให้ไปบริหารเองจะเจ๊ง แต่พอรัฐบาลได้ให้ทดลองปล่อยรพ.บ้านแพ้ว (จ.สมุทรสาคร) ออกไปบริหารตัวเองแบบองค์การมหาชน ปรากฎว่ารพ.บ้านแพ้วกลับเจริญรุ่งเรืองทั้งในแง่การป้องกันรักษาโรคและในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจเกินความคาดหมาย จนความสำเร็จของรพ.บ้านแพ้วกลายเป็น "ผี" ที่หลอกหลอนผู้บริหารสธ.ว่ามันจะกลายเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าการมีสธ.ไม่ใช่สิ่งจำเป็น โครงการที่จ่อจะให้รพ.นำร่องอีก 7 โรง (เช่นรพ.หาดใหญ่ รพ.สระบุรี) ออกไปบริหารตัวเองต้องถูกงุบงิบงับเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างถาวรตั้งแต่นั้้น

      อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่รพช.หล่มเก่า (จ.เพชรบูรณ์) ยุคประมาณสี่ห้าปีก่อนหน้านี้ ก็เคยทำระบบบริหารจัดการตัวเองโดยอิงชุมชนอย่างได้ผลดีมาแล้ว สามารถทำได้ถึงขั้นประชาชนยอมลงขันคนละหนึ่งบาทต่อวันอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนกิจการของรพ.  ทำให้รพ.อยู่ได้ทั้งๆที่มีผู้ป่วยต่างชาติที่ทะลักผ่านเขตแดนเข้ามา "ขอ" ใช้บริการฟรีเป็นจำนวนมาก สมัยนั้นยังไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับคนต่างชาติที่ชายแดน แต่เขาก็สร้างระบบให้เขาอยู่ได้ ทั้งนี้มันขึ้นกับตัวผอ.ด้วย ที่หล่มเก่าพอเปลี่ยนผอ.ระบบนั้นก็เลิกไป

      หมอและพยาบาลในรพ.ทุกคนคุณหยิบขึ้นมาสักคนหนึ่งสิ คนไหนก็ได้ มีใครบ้างทำคลินิกซื้อขายยาประหยัดข้าวของเครื่องใช้และเรียกเก็บเงินคนไข้ไม่เป็น เกือบทุกคนทำเป็นทั้งนั้น ที่ผมรู้เพราะตัวผมเองก็เคยบริหารรพ.ชุมชนมา ที่พวกเขาอยู่ได้ทุกวันนี้ทั้งๆที่เงินสนับสนุนต่อหัวต่อปีถูกขลิบค่าโน่นค่านี่ไปจนค่าใช้จ่ายมันเกินรายรับไปบักโกรก แล้วทำไมเขาอยู่กันได้ละ พวกเขาอยู่กันได้ก็เพราะพวกเขามีทักษะในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรในการรักษาพยาบาลที่ดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสายเลือด

     4. ถามว่าถ้าลดการบริหารจัดการรวมทั้งการตัดหัวคิวจากส่วนกลางไม่ว่าจะเป็นสป.สช. หรือ สธ. เสีย รพศ. รพจ. รพช. จะมีปัญญาบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายหัวทั้งหมดได้เองไหม ตอบว่าได้สิครับ ได้แน่นอน ด้วยเหตุผลและตัวอย่างที่ผมยกให้ดูในข้อ 3 แล้ว

    5. ข้อนี้คุณไม่ได้ถาม แต่ผมมองเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้เรามีระบบสามสิบบาทขึ้นมา จึงขอพูดเพิ่มเติมว่าเรามีระบบสามสิบบาทเพราะความตั้งใจที่จะให้ผู้คนมีสุขภาวะ คือมีสุขภาพดี มีชีวิตที่มีความสุข คุณหมอเองก็มองเห็นว่าการที่ระบบไปจูงใจให้คนไข้มาขอยาดีๆฟรีๆไปกินก็ดี ไปจูงใจให้คนไข้อยากได้รับการส่งตัวไปรับการรักษาด้วยวิธียากๆแพงๆก็ดี ล้วนไม่ใช่วิธีที่จะทำให้คนไข้มีสุขภาพดี  ผมจะบอกว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้คนไข้มีสุขภาพดี คือการที่คนไข้สามารถลุกขึ้นมาบริหารจัดการตัวเอง ซึ่งเป็นคอนเซ็พท์ที่องค์การอนามัยโลกเรียกมันว่า self management  งานวิจัยที่รวบรวมโดยสมาคมหัวใจอเมริกัน (AHA) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation พบว่าขณะที่การรักษาในระบบโรงพยาบาลลดอัตราตายโรคหัวใจลงได้ 20-30% แต่การสอนให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองด้วยดัชนีง่ายๆเจ็ดตัว (Simple 7) คือน้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย และบุหรี่ มีผลลดอัตราตายลงได้ถึง 90% ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งมวล ส่วนระบบบัญชีคู่หรือกลไกการบริหารอะไรนั้นเป็นเรื่องรอง วันหนึ่งถ้าคุณหมอเป็นผู้อำนวยการรพ.บ้านนอกเสียเอง จะลองพิสูจน์คำพูดของผมดูก็ได้ ลองหยิบกลุ่มคนไข้ที่เป็นบัวพ้นน้ำแล้วขึ้นมาสักกลุ่มหนึ่ง แล้วลองกล้าๆหน่อยเปลี่ยนรูปแบบการดูแลพวกเขาจากแบบเดิมๆมาเป็นแบบสอนให้เขาดูแลตัวเองด้วยดัชนีง่ายๆเจ็ดตัวนี้ให้เป็นแทน แล้วคุณหมอจะเข้าใจที่ผมพูด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren