The Great Cholesterol Con วิทยาศาสตร์แบบมั่วนิ่ม


เรียน นพ.สันต์ ที่เคารพ
                  วันนี้มีคนFwd.เมล์หัวข้อ ความจริงเรื่อง Cholesterol มาให้  ทำให้คนที่ไม่อยู่ในวงการแพทย์/นักวิจัย อย่างดิฉันสับสนว่า แท้จริงแล้วสำหรับคนที่LDL / Triglyceride สูงควรกินยา หรือไม่ คงจะคล้ายเรื่องกินไข่นะคะ  จึงขอส่งบทความมาให้คุณหมออ่านเล่น และหากจะกรุณาช่วยให้คำแนะนำด้วยค่ะ (ตอนนี้ดิฉันเริ่มออกกำลังกายมากขึ้น และลดการบริโภคแป้ง ทานผลไม้มากขึ้น อีก 3 เดือน จะเจาะเลือด ทราบผลประการใดจะแจ้งคุณหมอทราบนะคะ)

                                ขอแสดงความนับถือ
                            .....................
ปล. หนังสือที่ว่านั้นชื่อ The Great Cholesterol Con โดย Dr. Malcolm Kendrick ISBN 978-1-84454-610-7 แปลเผยแพร่โดย มูลนิธิธรรมะเกษตรธรรมชาติ เปิดอ่านได้ที่ http://www.dnaf.org/cholesterol.html
.................................................................

ตอบครับ

ผมได้อ่านหนังสือที่ส่งมาให้แล้ว ผมขอสรุปประเด็นของหนังสือเพื่อง่ายแก่การตอบดังนี้

     1..มูลนิธิได้เรียบเรียง สรุป และนำเสนอเรื่องจากหนังสือของ Dr. Malcolm Kendrick แพทย์ชาวของอังกฤษ ชื่อ The Great Cholesterol Con” ซึ่งเป็นหนังสือขายดี ที่อาจแปลเป็นไทยว่า “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่เรื่อง Cholesterol” มูลนิธิเผยแพร่เรื่องนี้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ มิได้มุ่งหวังจะโจมตีหรือขัดผลประโยชน์ใคร

     2.. หนังสือได้กล่าวถึงความร่ำรวยมหาศาลของบริษัทยา และกล่าวถึงด้านลบของบริษัทยา เช่น การให้ข่าวที่เหมือนเป็นการให้ความรู้ การออกเงินสนับสนุนการวิจัยเพื่อส่งเสริมการขายยาของตน การสนับสนุนการประชุมวิชาการของแพทย์เพื่อให้แพทย์เชื่อและสั่งใช้ยาของตน การทำสัญญาจ้างวิจัยในลักษณะที่ห้ามแพทย์หรือนักวิจัยเปิดเผยข้อมูลส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์การขายยาของบริษัท การจ่ายเงินให้หนังสือพิมพ์หรือคอลัมนิสต์นำผลวิจัยที่ส่งเสริมการขายยาของตนไปเขียนกระจายข่าว ฯลฯ

     3.. หนังสือนี้ว่ามีการปิดบังข้อมูลทางการแพทย์ต่อสาธารณะชนเมื่อมีผลงานวิจัยยืนยันเมื่อปี พ.ศ. 2534 ว่าโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ได้สัมพันธ์กับการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

     4.. หนังสือบอกว่าเมื่อเริ่มตระหนักว่าผลการวิจัยที่ว่า Cholesterol สูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น ไม่เป็นความจริงตามที่บริษัทยาขู่เอาไว้ บริษัทยาเหล่านั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจว่าดู Total Cholesterol ไม่พอ ต้องดูละเอียดลงไปถึง LDL และ HDL โดยสร้างผู้ร้ายตัวใหม่ให้ LDL เป็น Bad Cholesterol และ HDL เป็น Good Cholesterol

     5.. บริษัทยาใช้อิทธิพลกำหนดมาตรฐานทางการแพทย์ว่าถ้า Cholesterol สูงเกิน 200 mg/dl ก็ควรกินยาลดไขมันในเลือด โดยบริษัทยาอยู่เบื้องหลังการทำวิจัยแบบลำเอียง เลือกกลุ่มข้อมูลบางส่วนที่จะเข้าทางบริษัทยาเท่านั้น แล้วทำการเผยแพร่ให้แพทย์และสาธารณะชนให้หลงหวาดกลัวโรคหัวใจ จึงยอมกินยาลดไขมันที่แพทย์แนะนำให้กิน ซึ่งวงการแพทย์ส่วนใหญ่ก็เห็นดีเห็นงาม

     6..ยาลดไขมัน statin แท้จริงแล้วเดิมเป็นยาเบื่อสัตว์ มีผลเสียมาก ได้แก่ ทำให้ปวดกล้ามเนื้อ  เป็นโรคกล้ามเนื้อสลาย มีพิษทำลายระบบประสาท ทำให้สูญเสียความจำ มึนงง เวียนหัว มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง มีโอกาสเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ มากกว่าคนที่ไม่ได้กินยานี้ถึง 3 เท่า มีโอกาสเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 27% ในอเมริกามีผู้เสียชีวิตโดยตรงกับการใช้ยานี้ไปแล้ว 416 คนในช่วง 6 ปี

    7..หนังสือนี้เล่าว่ามีการบิดเบือนสถานะของโคเลสเตอรอล เพราะ LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol และ Cholesterol เองก็ไม่ใช่ไขมัน เป็นความเข้าใจผิดหรือถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง LDL ย่อมาจาก Low-Density Lipoproteins ส่วน HDL ย่อมาจาก Hi-Density Lipoproteins ตัว Lipoproteins นี้คือ รูปแบบหนึ่งของไขมันผสมกับโปรตีน ที่สามารถละลายน้ำได้ และสามารถเคลื่อนตัวไปในกระแสเลือดได้ ส่วน Cholesterol คือ สารชีวเคมีอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถละลายในน้ำได้ มันจึงต้องเข้าไปแทรกตัวอยู่ข้างใน Lipoprotein เพื่อที่จะใช้เป็นพาหนะนำพา Cholesterol เข้าไปในกระแสเลือดและไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกาย

     8..หนังสือได้แสดงสถิติให้ดูว่าในช่วงปี 1958 – 1999 คนญี่ปุ่นมีโคเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น 20% แต่การตายด้วยโรคหัวใจลดลงหกเท่า และได้แสดงสถิติคนอินเดียในอเมริกาซึ่งมีอัตราความอ้วน , ความดัน, LDL, สูบบุหรี่ น้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาว แต่อัตราการ
ตายของคนอินเดียกลับสูงกว่า และสาเหตุของการตายที่มีอัตราสูงที่สุดคือโรคหัวใจ ทำไมข้อมูลต่อไปนี้ไม่ถึงมือผู้บริโภค?

     9.. หนังสือบอกว่าโคเลสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายที่ตับสร้างขึ้น ถ้าโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่า 200 มก./ดล.จะมีผลเสียต่อร่างกาย

      โดยสรุป (ตรงนี้ผมสรุปให้เองนะ) หนังสือนี้ชี้ว่าบริษัทยาปลุกผีโคเลสเตอรอลขึ้นมาหลอกคน เพื่อส่งเสริมการขายยาลดไขมัน ทั้งๆที่โคเลเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายและยาลดไขมันก็เป็นสิ่งที่มีพิษ

เอาละครับ คราวนี้ผมจะตอบให้คุณหายข้องใจทีละประเด็นนะ

     ประเด็นที่ 1.. หนังสือของ Dr. Malcolm Kendrick ชื่อ The Great Cholesterol Con” ที่ว่าเป็นหนังสือขายดีนั้น ในวงการแพทย์ถือว่าเป็นหนังสือตีสำนวนอ่านเอาม่วนสำหรับชาวบ้าน ไม่ใช่หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ใช้อ้างอิงหรือเชื่อถือได้ หากจะนับเป็นหลักฐานก็เรียกว่าเป็นหลักฐานระดับเรื่องเล่า (anecdotal) ซึ่งวงการแพทย์ไม่ได้นับเป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ และไม่ใช้ข้อมูลระดับนี้มารักษาคนไข้

     ประเด็นที่ 2.. ที่หนังสือพูดถึงความร่ำรวยของบริษัทยาก็ดี และพฤติกรรมด้านลบต่างๆของบริษัทยาก็ดี วงการแพทย์เองก็รู้กันอยู่เต็มอกว่ามันเป็นความจริงทั้งหมด แต่ทำไงได้ละครับ เพราะโลกที่เราอาศัยอยู่มันเป็นอย่างนี้ (this is the world we live in) อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับสิ่งดีๆที่บริษัทยาได้สร้างสรรค์ขึ้นมา โหลงโจ้งแล้ววงการแพทย์ก็ยังยอมรับว่าเรื่องดีๆของบริษัทยามีมากกว่าเรื่องเลว  

     ประเด็นที่ 3.. ที่หนังสือนี้ว่ามีการปิดบังข้อมูลทางการแพทย์ต่อสาธารณะชนเมื่อมีผลงานวิจัยยืนยันเมื่อปี พ.ศ. 2534 ว่าโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ได้สัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น อันนี้ไม่เป็นความจริงครับ ข้อมูลที่ชวนให้สงสัยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโคเลสเตอรอลในอาหารก็ดี โคเลสเตอรอลรวมในเลือดก็ดี กับอุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้ทยอยตีพิมพ์อย่างเปิดเผยในวารสารการแพทย์ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาและเป็นที่รู้กันทั่ว จนเดี๋ยวนี้เราทราบแน่ชัดแล้วว่าโคเลสเตอรอลในอาหารมีความสัมพันธ์กับโคเลสเตอรอลในเลือดและการเกิดโรคน้อยมาก และเรารู้ด้วยว่าระดับโคเลสเตอรอลรวมที่เราตรวจได้ ซึ่งเป็นผลรวมขององค์ประกอบย่อยอันได้แก่ไขมัน HDL,LDL, และไตรกลีเซอไรด์นั้น ก็มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคน้อย งานวิจัยระยะหลังทำให้เราทราบว่ามันอยู่ที่พฤติกรรมการนำโคเลสเตอรอลเข้าไปพอกในผนังหลอดเลือดกับการนำโคเลสเตอรอลออกมาจากผนังหลอดเลือดเพื่อเอามาคืนให้ตับ คือถ้าสองอย่างนี้ได้ดุลยภาพก็ไม่เกิดโรค แต่หากการนำเข้ามากกว่าการนำออกก็เกิดโรค และหลักฐานปัจจุบันทำให้เราทราบด้วยว่าระดับไขมัน LDL ในเลือดมีความสัมพันธ์กับการนำโคเลสเตอรอลเข้าไปพอกที่ผนังหลอดเลือดมากขึ้น ขณะที่ระดับไขมัน HDL ในเลือดมีความสัมพันธ์กับการนำโคเลสเตอรอลที่พอกแล้วบนผนังหลอดเลือดออกมาส่งคืนให้ตับ

     ประเด็นที่ 4.. หนังสือบอกว่าเมื่อเริ่มตระหนักว่าผลการวิจัยที่ว่า Cholesterol สูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจนั้น ไม่เป็นความจริงตามที่บริษัทยาขู่เอาไว้ บริษัทยาเหล่านั้นจึงเบี่ยงเบนความสนใจว่าดู Total Cholesterol ไม่พอ ต้องดูละเอียดลงไปถึง LDL และ HDL โดยสร้างผู้ร้ายตัวใหม่ให้ LDL เป็น Bad Cholesterol และ HDL เป็น Good Cholesterol อันนี้ก็ออกจะเป็นการ “ตู่” ที่ไร้สาระนะครับ คำว่าไขมันดีหรือไขมันเลว วงการแพทย์คิดขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในการอธิบายว่าอะไรก่อโรค อะไรลดการเป็นโรค เท่านั้นเอง

     ประเด็นที่ 5.. ที่หนังสือว่าบริษัทยาใช้อิทธิพลกำหนดมาตรฐานทางการแพทย์ว่าถ้า Cholesterol สูงเกิน 200 mg/dl ก็ควรกินยาลดไขมันในเลือด โดยบริษัทยาอยู่เบื้องหลังการทำวิจัยแบบลำเอียง อันนี้ผมตอบให้ได้ว่าไม่จริงหรอกครับ ธรรมชาติของวงการแพทย์เมื่อตีพิมพ์งานวิจัยหนึ่งแล้วมันไม่ใช่แล้วแค่นั้น มันจะต้องมีหมอคนอื่นอีกหลายคนมาทำวิจัยนั้นซ้ำเพื่อจะพิสูจน์ว่าที่คนแรกพูดไว้นั้นมันถูกหรือผิด การจะตีพิมพ์งานวิจัยหลอกกันนั้นอย่างมากก็ทำได้แป๊บเดียว เคยมีครับ ไม่ใช่ไม่เคยมี แต่ว่ามันจะไม่เป็นข้อมูลที่วงการแพทย์ยอมรับยั่งยืน การกำหนดเกณฑ์ว่าเมื่อไรจะใช้ยาลดไขมันนั้น กำหนดโดยที่ประชุมแพทย์นานาชาติโดยกลั่นกรองจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก มีขั้นตอนที่รอบคอบรัดกุม ทั้งต้องมีการคำนึงถึงระดับชั้นของความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ว่าถ้าโคเลสเตอรอลเกิน 200 มก/ดล.แล้วแพทย์จะให้ยาตะพึด เกณฑ์ที่ใช้กันในปัจจุบัน (NCEP III) เป็นการดูระดับ LDL เทียบกับชั้นของความเสี่ยงในแต่ละคน โดยคนที่ความเสี่ยงน้อยแนะนำให้เริ่มใช้ยาเมื่อ LDL มากกว่า 160 หรือ 190 มก./ดล.ขึ้นไป คนที่มีความเสี่ยงปานกลางใช้ยาเมื่อ LDL มากกว่า 130 มก./ดล.ขึ้นไป ส่วนคนเป็นโรคแล้วหรือคนมีความเสี่ยงมาก ใช้ยาเมื่อ LDL มากกว่า 100 มก./ดล.ขึ้นไป

     ประเด็นที่ 6..ที่หนังสือว่ายาลดไขมัน statin แท้จริงแล้วเดิมเป็นยาเบื่อสัตว์ มีผลเสียมากมายนั้น เป็นความจริงทั้งสิ้น แต่การเป็นยาเบื่อสัตว์มาก่อนไม่ใช่ประเด็น เพราะยารักษาโรคทุกวันนี้มีไม่น้อยที่เป็นยาเบื่อสัตว์มาก่อนหรือเป็นยาใช้กับสัตว์มาก่อน เช่นยาวาร์ฟารินที่ใช้ป้องกันอัมพาตในคนหัวใจเต้นรัวก็เป็นยาเบื่อหนูมาก่อน ส่วนที่ว่ายา statin มีพิษมากนั้นก็ไม่ใช่ความลับอะไร ที่ฉลากยาก็บอกไว้โต้งๆว่ามีพิษอะไรบ้าง และที่ว่ายาทำให้คนตายเป็นร้อยนั้นก็เป็นความจริงที่รู้กันทั่วเช่นกัน แต่ประเด็นอยู่ที่การใช้ยาของแพทย์อยู่ที่ผลการชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และโทษของยา เมื่อเห็นว่าประโยชน์มากกว่าโทษจึงจะใช้ยา ข้อมูลหลักฐานปัจจุบันบ่งชี้ว่ายา statin นี้จัดเป็นยาที่มีประโยชน์มากสำหรับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงเพราะยานี้ลด LDL ได้ดี ซึ่งเมื่อ LDL ลดแล้วส่งผลให้ตุ่มไขมัน (plaque) ที่ก่อตัวบนผนังหลอดเลือดแล้วกลับยุบลง (regression) หรือหายไปได้ ซึ่งมีหลักฐานวิทยาศาสตร์ระดับการตรวจสวนหัวใจในคนไข้ที่ถูกสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบมายืนยันเรื่องนี้หลายรายการ งานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดที่ยืนยันเรื่องนี้คืองานวิจัย PROSPECT trial ผมเองไม่ได้รักชอบยาลดไขมันหรือมีเอี่ยวอะไรกับบริษัทยานะครับ คนไข้ที่มาถึงมือผมหากกินยาลดไขมันอยู่ผมจะวางแผนให้ออกกำลังกายและปรับโภชนาการเพื่อเลิกยาให้ได้ทุกคน แต่การที่หนังสือนี้มุ่งถล่มยาลดไขมันโดยยกแต่ประเด็นพิษของยาโดยไม่พูดถึงประโยชน์ของยาอาจจะไม่ใช่วิธีเผยแพร่ความรู้ที่ดี

    ประเด็นที่ 7. ที่หนังสือนี้ว่ามีการบิดเบือนสถานะของโคเลสเตอรอล เพราะ LDL และ HDL ไม่ใช่ Cholesterol และ Cholesterol เองก็ไม่ใช่ไขมันนั้น อันนี้ผมมองว่าเป็นการเล่นคำที่ไร้สาระไม่มีประโยชน์อะไร เพราะในทางการแพทย์สารตัวหนึ่งมีชื่อเรียกหลายอย่างและจัดหมวดหมู่ได้หลายแบบสุดแล้วว่าคนเรียกหรือคนจัดจะมองจากมุมไหน การยกประเด็นการจัดหมวดหมู่ของสารเคมีในเลือดเพียงเพื่อจะดิสเครดิตผู้จัดนั้นไร้ประโยชน์ เพราะไม่ใช่วิธีดับทุกข์ ผมเคยนั่งประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร้อยกว่าคนจากหลายสิบประเทศที่เมืองดัลลัสเพื่อกำหนดมาตรฐานบางเรื่องในทางการแพทย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งเรานั่งคุยกันอยู่ครึ่งวันแต่ก็ยังเถียงกันไม่ตกฟากในเรื่องการตั้งนิยามหรือใช้คำพูด ดังนั้นอย่าไปเอานิยายกับประเด็นที่ว่าอะไรเรียกว่าอะไรและจัดอยู่ในหมวดไหนเลยครับ เราจะหลงทางไปในนั้นแล้วกู่ไม่กลับ

    ประเด็นที่ 8..ที่หนังสือได้แสดงสถิติให้ดูว่าในช่วงปี 1958 – 1999 คนญี่ปุ่นมีโคเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น 20% แต่การตายด้วยโรคหัวใจลดลง 6 เท่า และได้แสดงสถิติคนอินเดียในอเมริกาซึ่งมีอัตราความอ้วน , ความดัน, LDL, สูบบุหรี่ น้อยกว่าคนอเมริกันผิวขาว แต่อัตราการตายของคนอินเดียด้วยโรคหัวใจกลับสูงกว่า แล้วสรุปว่าโคเลสเตอรอลไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจนั้น อันนี้เป็นประเด็นการใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์แบบมั่วซั่ว คือสถิติที่หนังสือยกมานั้นเป็นผลการศึกษาย้อนหลังเชิงระบาดวิทยาแบบคร่าวๆ ไม่มีแม้แต่การกลั่นกรองปัจจัยกวน ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างเลย จึงเป็นหลักฐานระดับต่ำซึ่งวงการแพทย์ไม่ได้ใช้หลักฐานระดับนี้ในการรักษาคนไข้มากนัก แต่หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างไขมันเลว (LDL) กับการเป็นโรค และหลักฐานที่ว่ายาลดไขมันลด LDL และลดโรคลงได้นั้นเป็นหลักฐานที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบยาจริงกับยาหลอก เป็นหลักฐานระดับสูงซึ่งวงการแพทย์ใช้กันอยู่ การยกหลักฐานระดับต่ำมาหักล้างหลักฐานระดับสูงโดยไม่มีการจัดชั้นของหลักฐานก่อน ไม่ใช่วิธีให้ความรู้ทางการแพทย์ที่ดี แต่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า  

     ประเด็นที่ 9.. ที่ว่าโคเลสเตอรอลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายที่ตับจงใจสร้างขึ้น นั้นเป็นความจริง และประเด็นที่ว่าถ้ากดโคเลสเตอรอลในเลือดลงไปให้ต่ำมาก จะมีผลเสียต่อร่างกาย ก็เป็นความจริงพื้นฐานที่วงการแพทย์ทราบกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจต่ำ การกดโคเลสเตอรอลให้ต่ำจะได้ไม่คุ้มเสีย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์จึงต้องจัดชั้นความเสี่ยงของคนไข้ก่อนที่จะตัดสินใจให้ยา ไม่ใช่ให้ยาตะพึด

      กล่าวโดยสรุปผมมีความเห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีสองด้าน ด้านที่ดีคือมันทำให้เราชะงักนิดหนึ่งก่อนที่จะใช้ยาลดไขมันตะพึดโดยไม่ชั่งน้ำหนักดีเสียให้ดีก่อน ส่วนด้านที่ไม่ดีของหนังสือคือหนังสือนำเสนอข้อมูลออกแนวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยาลดไขมันมากกว่าแนวให้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ หรือจะเรียกว่าออกแนววิทยาศาสตร์แบบมั่วนิ่ม (bad science) ก็ว่าได้ คุณอ่านข้อวิจารณ์ของผมแล้วก็ใช้ดุลพินิจของตัวเองตัดสินเองก็แล้วกันนะครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

  1. Inoue  K., Motoyama  S., Sarai  M.;  et al.  Serial coronary CT angiography-verified changes in plaque characteristics as an end point: evaluation of effect of statin intervention, J Am Coll Cardiol Img 3 2010 691-698
  2. Stone  G.W., Maehara  A., Lansky  A.J.; PROSPECT Investigators  et al.  A prospective natural-history study of coronary atherosclerosis, N Engl J Med 364 2011 226-235
  3. Nicholls  S.J., Ballantyne  C.M., Barter  P.J.;  et al.  Effect of two intensive statin regimens on progression of coronary disease, N Engl J Med 365 2011 2078-2087

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว