ดิฉันไม่ชอบหมอที่ต่อต้านวิตามินและอาหารเสริม

เรียน คุณหมอสันต์ที่เคารพ

ดิฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาล...ด้วยอาการไม่สบายแบบว่าเป็นหวัดเป็นไข้ คุณหมอซักประวัติเรื่องยาที่ดิฉันทานอยู่ ดิฉันได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินและอาหารเสริมที่ดิฉันทานอยู่ด้วย กล่าวคือดิฉันทานวิตามินซีวันละ 1,000 มก. แคลเซียมผสมวิตามินดี. (Caltrate Plus) เซเลเนียม เหล็ก wheat grass และวิตามินรวม (Centrum silver) คือดิฉันอายุมากแล้ว (62 ปี) จึงใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองเป็นพิเศษ แต่ดูเหมือนคุณหมอที่โรงพยาบาล.... กลับตำหนิดิฉันที่ทานวิตามินและอาหารเสริมมาก ดิฉันรู้สึกว่าหมอไม่พอใจที่ผู้ป่วยไปศึกษาหาความรู้แล้วพยายามดูแลตัวเอง ต้องการให้ผู้ป่วยมาหาแต่อหมอและทานแต่ยาที่หมอสั่งให้ ซึ่งดิฉันมองเห็นว่าหมอมีความเห็นคับแคบเชื่อแต่ในสิ่งที่ตนเรียนมาโดยไม่เปิดหูตารับทราบข้อมูลอื่นบ้าง ดิฉันจึงอดมีความรู้สึกไม่ค่อยชอบใจที่หมอต่อต้านวิตามิน

ดิฉันไม่มีคำถามอะไรคุณหมอหรอกนะคะ เพราะปัญหาที่ดิฉันเคยมีก็มีคนอื่นเขียนมาถามและดิฉันก็ได้อ่านและเข้าใจดีแล้ว เพียงแต่อยากระบายอารมณ์ให้คุณหมอฟัง

...........................................

ตอบครับ

1. คุณอยากระบาย ผมก็รับฟังคำระบายแล้ว เป็นอันว่าหายกันแล้วนะครับ

2. ที่ว่าแพทย์มีความเห็นคับแคบ เชื่อแต่ในสิ่งที่ตนเรียนมา แหม.. อันนี้ก็ไม่เชิงนะครับ คือแพทย์ถูกสอนให้ประเมินสิ่งต่างๆว่าอะไรดี อะไรไม่ดีตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ หมายถึงการใช้สถิติเปรียบเทียบโดยตัดเอาตรงที่ถ้ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติละก้อ..โป๊ะเชะ ใช่เลย แต่ถ้าข้อมูลสถิติจากอดีตถึงปัจจุบันบอกว่าเรื่องนี้ยังไม่มีประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แพทย์ก็จะถูกบังคับโดยทั้งจริยธรรมและทั้งกฎหมายว่าจะเอาเรื่องแบบนั้นมาใช้กับคนไข้ไม่ได้ ถ้าเอามาใช้ก็จะกลายเป็นหมอเถื่อนที่มีวิธีทำเวชปฏิบัติที่ไม่ได้มาตรฐานหลักวิชาแพทย์ ผมไม่เถียงว่าเรื่องที่ยังไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์หรือยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติอาจจะเป็นของดีมีประโยชน์ก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่าสำหรับแพทย์แล้วการจะบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดีต้องใช้ไม้บรรทัดอันเดียวเท่านั้น คือความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

3. การที่แพทย์ของคุณออกแนวขวางๆความนิยมวิตามินและอาหารเสริมนั้น แม้ผมจะชื่นชมในความซื่อตรงต่อวิชาชีพของท่าน แต่ผมก็อดนินทาไม่ได้ว่าแพทย์ท่านนั้นคงจะไม่เคยได้ยินพังเพยที่ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” ซะแล้ว เพราะการสำรวจโภชนาการแห่งชาติครั้งที่สามของสหรัฐฯสำรวจคนอายุเกิน 60 ปี พบว่า 40% ของผู้ชาย และ50% ของผู้หญิง กินวิตามินหรืออาหารเสริมอยู่ประจำอย่างน้อยหนึ่งอย่าง และเมื่อปี 2002 สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ทำวิจัยพบว่า 73% ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันกินวิตามินหรืออาหารเสริมอยู่ประจำ รายงานยอดขายวิตามินและอาหารเสริมในตลาดสหรัฐประเทศเดียวในปี 2005 มีมูลค่าถึง 20,000 ล้านเหรียญ หรือหกแสนกว่าล้านบาท น้ำเชี่ยวอย่างนี้ใครทะเร่อทะร่ามาขวางแล้วเจอของแข็งผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับ

4. ประเด็นที่ว่าการกินวิตามินและอาหารเสริมกันเป็นว่าเล่นมันมีหลักฐานว่าดีจริงหรือเปล่า คำตอบก็คือ "ไม่มีครับ" คณะทำงานป้องกันโรคสหรัฐ (USPSTF) ได้ศึกษาแล้วออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการว่า “ไม่มีหลักฐานพอที่จะแนะนำสนับสนุนให้กินหรือแนะนำต่อต้านไม่ให้กินวิตามิน ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ. ซี. อี. หรือวิตามินรเวม กรดโฟลิก และสารต้านอนุมูลอิสระ” สมาคมแพทย์อเมริกัน (AMA) แนะนำว่า “เฉพาะผู้สูงอายุที่มีเหตุให้กินอาหารทั่วไปได้น้อยลงเท่านั้นที่ควรกินวิตามินและอาหารเสริม” ขณะที่สมาคมโภชนศาสตร์อเมริกัน (ADA) แนะนำว่า “ให้ทำการประเมินภาวะโภชนาการเป็นรายคนก่อนแล้วค่อยแนะนำให้ผู้ที่มีแนวโน้มขาดวิตามินและเกลือแร่ทานวิตามินและเกลือแร่เสริม โดยไม่ควรแนะนำให้กินวิตามินและอาหารเสริมตะพึดทุกคน”

5. ประเด็นที่ว่าวิตามินและอาหารเสริมมันมีพิษภัยไหม แต่ก่อนเราก็เชื่อว่ามันไม่มีพิษภัยอะไร แต่มาระยะหลังมานี้ก็ชักจะมีหลักฐานโผล่ขึ้นมาประปรายว่าวิตามินและอาหารเสริมอาจมีผลเสียเหมือนกัน งานวิจัยเมตาอานาไลซีสของหอสมุดโค้กเรน ซึ่งวิเคราะห์งานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ 77 รายการ ครอบคลุมผู้ป่วย 232,550 คนแล้วสรุปผลได้ว่า “ไม่มีหลักฐานว่าการกินสารต้านอนุมูลอิสระใดๆจะช่วยป้องกันหรือลดอัตราตายได้ แต่มีหลักฐานว่าอาหารเสริมบางตัวมีโทษ เช่นพบว่าการกินเบต้าแคโรทีนเสริมเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปอดของผู้ชายที่สูบบุหรี่อยู่ก่อนแล้วมากขึ้น” และที่เปรี้ยงปร้างมากก็คืองานวิจัยใหม่ขนาดใหญ่ชื่อ “งานวิจัยสุขภาพหญิงที่ไอโอวา” ตีพิมพ์ในวารสาร Archive of Internal Medicine เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา หมายความว่าเป็นการวิจัยแบบตามดูกลุ่มคนโดยไม่ได้สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบแบบสองกลุ่ม งานวิจัยนี้ทำกับผู้หญิงอายุระหว่าง 55-69 ปีจำนวน 38,791 คน ติดตามดูนาน 19 ปี โดยให้กรอกแบบสอบถามการกินวิตามินและอาหารเสริมทุก 5-10 ปี แล้วพบว่า “อาหารเสริมตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือแคลเซียม วิตามินรวม วิตามินซี. และวิตามินอี. ในระหว่างการศึกษานี้มีผู้เสียชีวิต 15,594 คน (40.2%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่า "กลุ่มผู้ใช้วิตามินและอาหารเสริมหลายตัวรวมกัน มีอัตราตายสูงกว่าผู้ที่ไม่กินวิตามินและอาหารเสริมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการกินธาตุเหล็กเสริมซึ่งความสัมพันธ์กับอัตราตายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไอโอวานี้เป็นเพียงการติดตามดูกลุ่มคน ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ จึงไม่ใช่หลักฐานระดับสูง อาจมีปัจจัยกวนต่างๆได้มากมาย ยังควรฟังหูไว้หูก่อน

6. ถามว่าหมอสันต์ต่อต้านการกินวิตามินและอาหารเสริมหรือเปล่า แหะ..แหะ.. ยังไม่ทราบว่าจะสนับสนุนหรือต่อต้านครับ ทราบแต่ว่าผมกลัวคนกินวิตามิน อะจ๊าก..ก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.Glade MJ. National Institutes of Health Conference: dietary supplement use in the elderly. Nutrition. 2003;19:981-987.

2.US Preventive Services Task Force. Routine vitamin supplementation to prevent cancer and cardiovascular disease: recommendations and rationale. Ann Intern Med. 2003;139:51-55. Abstract

3.Bjelakovic G, Nikolova D, Gluud LL, et al. Antioxidant supplements for prevention of mortality in healthy participants and patients with various diseases. Cochrane Database Syst Rev. 2008;16:CD007176.

4.Albanes D, Heinonen OP, Huttunen JK, et al. Effects of alpha-tocopherol and beta-carotene supplements on cancer incidence in the Alpha-Tocopherol Beta-Carotene Cancer Prevention Study. Am J Clin Nutr. 1995;62:1427S-1430S. Abstract

5.Bolland MJ, Grey A, Avenell A, Gamble GD, Reid IR. Calcium supplements with or without vitamin D and risk of cardiovascular events: reanalysis of the Women's Health Initiative limited access dataset and meta-analysis. BMJ. 2011;342:d2040.

6. Mursu J, Robien K, Harnack LJ, Park K, Jacobs Jr DR. Dietary Supplements and Mortality Rate in Older Women, The Iowa Women's Health Study. Arch Intern Med. 2011;171(18):1625-1633. doi:10.1001/archinternmed.2011.445

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว