หมอสันต์ทวนความจำสองนโยบายสุขภาพของพรรคภูมิใจไทย
![]() |
| ชัยวรมันที่ 8 ที่ปราสาทหินพิมาย |
เลือกตั้งจบไปแล้ว โดยพรรคภูมิใจไทยมาโลด ผมขอถือโอกาสนี้ "ทวนความจำ" นโยบายสาธารณสุขที่พรรคภูมิใจไทยจะทำ ซึ่งมีทั้งที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยผมจะไม่ทบทวน แต่จะขอทบทวนเฉพาะสิ่งที่ผมเห็นด้วย โดยจะจับความเอาตั้งแต่คำแถลงของ “นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ” สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค (ซึ่งผมเดาเอาว่าเป็นรมต.เงา ของพรรคด้วย) ที่ได้แถลงไว้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่า
1. พยาบาลอาสา 1 คน ต่อ 1 หมู่บ้าน
"พรรคจะพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เกิดขึ้นจริง โดยจะทำโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา คำว่าพยาบาลในที่นี้หมายความรวมถึงผู้จบการศึกษาสายสุขภาพอื่นๆนอกเหนือไปจากพยาบาลด้วย เช่น ผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย นักกายภาพบำบัด ซึ่งอาจไม่อยากรับราชการ หรือเกษียณอายุราชการแล้ว ก่อนเป็นพยาบาลอาสาก็ให้เข้าหลักสูตรฝึกอบรมก่อน หลักการคือ พยาบาลอาสาจะมีอยู่ใน 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน จะสร้างอัตราจ้างพยาบาลอาสา 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท ต่อสัญญาได้ทุก 4 ปี เพื่อให้เป็นคีย์แมนสำคัญเชื่อมประสานทุกภาคส่วน ตั้งแต่โรงพยาบาล แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ท้องถิ่น ชุมชน โดยเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค"
นโยบายข้อนี้ของท่าน หมอสันต์เห็นว่าดีเลิศประเสริฐศรีครบถ้วนในตัวเองอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเติมเสริมแต่งอะไร ขอนิดเดียวว่าในหลักสูตรการฝึกอบรมคนที่จะมาเป็นพยาบาลอาสานั้น ควรมีการฝึกทักษะในการช่วยเปลี่ยนนิสัย (coaching) ด้วย เพราะโรคเรื้อรังจะป้องกันหรือรักษาไม่ได้หากผู้ป่วยไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยการกินการใช้ชีวิตของตนเอง แพทย์และพยาบาลทุกวันนี้ส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักวิชา coaching จึงอาศัยใช้วิธีอบรมสั่งสอนจี้จิกที่ตัวเองถนัดตะพึด ซึ่งเผอิญเป็นวิธีที่เปลี่ยนนิสัยคนได้น้อยมาก
2. ดึงเอกชนร่วมรัฐตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
"จะให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับภาครัฐ โดยรัฐจะให้โอกาสใช้ที่ดินของรัฐที่ถือครองอยู่ ในทำเลต่างๆ โดยให้เอกชนมาร่วมลงทุนสร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยรัฐเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมราคาได้ นอกจากนี้ หากทำศูนย์ดีๆ ยังสามารถบริการผู้สูงอายุต่างประเทศได้ด้วย เพื่อเป็นรายได้ นำกลับมาดูแลคนไทย"
นโยบายของท่านข้อนี้ก็เจ๋ง แต่ผมขอปรับมุมมองปลีกย่อยไปอีกสองสามมุมดังนี้
1. การดูแลผู้สูงวัยมองเผินๆคือการหยอดข้าวหยอดน้ำให้ผู้ป่วยติดเตียง แต่ว่านั่นเป็นเพียงไม่ถึง 10% ของกิจกรรม ที่เหลือเป็นเรื่องการฟื้นฟูและพลิกผันโรคเรื้อรัง (reversing chronic diseases) ดังนั้น 90% ของกิจกรรมในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุต้องมุ่งไปที่การพลิกผันโรคเรื้อรังด้วยการเปลี่ยนอาหารและวิธีใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการลดการใช้ยาและใช้บริการในโรงพยาบาลลง ดังนั้นนอกจากจะดูแลคนติดเตียงรอวันตายแล้ว ยังควรครอบคลุมผู้เข้ามารับบริการเป็นช่วงสั้นๆเช่น 1-6 เดือน เมื่อดูแล้วตัวเองได้แล้วก็กลับบ้าน
2. คอนเซ็พท์ "เอกชนร่วมรัฐ" นั้นเจ๋ง และจะเจ๋งมากขึ้นหากมองไปถึงเอกชนระดับคนๆเดียวเช่นตัวพยาบาลหรือผู้เรียนมาทางสายสุขภาพหรือแม้กระทั่งผู้จบป.ตรีสาขาอื่นที่ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมที่รัฐกำหนดไว้แล้ว สถานประกอบการก็คือบ้านของตัวพยาบาลนั่นแหละ อาจมีการกำหนดสะเป๊คให้ปลูกบ้านแบบเอื้อต่อการดูแลฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้คราวละ 1-4 คนขึ้นไป โดยอาวุธสำคัญในการดูแลคือการโค้ชให้ผู้ป่วยเปลี่ยนนิสัยการกินการใช้ชีวิต วิธีนี้จะกระจายศูนย์ดูแลไปได้ทั่วประเทศในเวลาอันสั้น
3. หากจะใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐเพื่อการนี้ ผมเสนอให้มีทางเลือกหนึ่งที่สร้างเป็น Health Village ซึ่งอาจจะมีบ้านแค่ยี่สิบสามสิบหลัง ที่เปิดรับคนเข้าไปอยู่อาศัยทั้งระยะสั้น 1-6 เดือนหรือระยะยาวแบบอยู่จนตายก็ได้ โดยออกแบบหมู่บ้านให้สิ่งแวดล้อมบังคับให้คนมีสุขภาพดี เช่นมีอาหารดีขายราคาถูก มีทางเดินออกกำลังกายที่ไม่มีหมาไล่กัด เป็นต้น ซึ่งถ้าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว ลูกค้าก็คือนักท่องเที่ยวพำนักยาวที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการพลิกผันโรคของเขาเองด้วยตัวเอง รัฐอาจช่วยทำการตลาดให้ผ่านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลวิจัยการเปลี่ยนแปลงดัชนีสุขภาพของผู้เข้าพักอาศัยเป็นระยะๆ
ทั้งสองนโยบายนี้หมอสันต์เชียร์รัฐบาลใหม่ให้ทำสุดลิ่ม นานไปถ้าท่านเผลอลืม ผมก็ขออนุญาตไว้ล่วงหน้าว่าจะชวนท่านทบทวนอีกเป็นระยะๆ
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
