 |
| ดอกบร็อคโคลี แก่เพราะเก็บไม่ทัน แต่ลวกทำสลัดกินก็อร่อยดี |
สวัสดีค่ะคุณหมอ
เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 69 ที่ผ่าน มาคุณพ่อมีอาการ หายใจไม่ทั่วท้องมีอาการจุกขึ้นมาที่คอหอย วันที่ 3 ก.พ.69ได้ไปพบคุณหมอที่คลินิกใกล้บ้านคุณหมอบอกว่ามีอาการเกี่ยวกับหัวใจให้รีบไปโรงพยาบาล พอวันรุ่งขึ้น วันที่ 4 ก.พ.69 ได้พาพ่อไปโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทรช่วงตอนเย็นเป็นคลินิกนอกเวลา เมื่อพบคุณหมอตรวจ คุณสั่งตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด พบน้ำท่วมปอด ผลค่าเลือดอยู่ที่ 250 คุณหมอสั่งแอดมิดคืนนั้นเลย พอวันที่ 5 ก.พ.69 คุณหมอโรงพยาบาลชัยนาทนเรนทรส่งตัวคุณพ่อไปโรงพยาบาลศรีสวรรค์ที่จังหวัดนครสวรรค์เพื่อฉีดสีดูเส้นเลือดที่หัวใจ ผลเลือดตามเอกสารที่แนบไปนะคะ ในวันที่ 19 ก.พ.69 นี้คุณหมอสั่งแอคโค่หัวใจ และจะทำเรื่องส่งตัวบายพาสเลยค่ะ แต่คุณพ่อไม่ยอมผ่าตัด ดิฉันเครียดมาก( ในวันที่ 5 ก.พ.69 ระหว่างเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลศรีสวรรค์ ดิฉันนอนไม่หลับนั่งหาข้อมูลทั้งคืนจนได้เจอคลิปคุณหมอสันต์ที่คุณกาละแมสัมภาษณ์ เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ดิฉันใจฟูมากๆเลยค่ะ ความเครียดเบาบางลง )
พฤติกรรมคุณพ่อก่อนที่จะตรวจพบเส้นเลือดตีบทั้ง 3 เส้น คือ1 กินกาแฟทีอินวัน บอกก้อไม่ฟังห้ามก็ไม่ฟัง 2 คุณพ่อทำสวนระหว่างวันแอบไปร้านค้ากินกระทิงแดงวันละ2-3 ขวด( เพิ่งมาบอกให้ฟังตอนหลังฉีดสีค่ะ) และมีน้ำแป๊บซี่ที่ซื้อมากินช่วงกลางวันในสวนอีกค่ะ 3 ตอนเย็นพ่อชอบหิวขนมแถวต่างจังหวัดมีแต่ขนมปีป ขนมปังราคาถูก จะซื้อมานั่งกินประจำตอนก่อนนอนทุกคืนค่ะ
พอหลังจากฉีดสีให้ปฎิบัติตัวตามคุณหมอสันต์คือให้งดทุกอย่างกินผัก และดิฉันทำน้ำผักปั่นให้คุณพ่อทุกวันค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ เนื่องจากมาอยู่กับแฟนอีกอำเภอนึง แต่จะสั่งคุณแม่ให้ทำกับข้าวแบบ งดของทอดของมัน งดเมนูที่ใช้น้ำมัน ให้ต้มและนึ่งแทนค่ะ และบอกให้พ่อออกกำลังในสวน ถ้าแดดร้อนหรือมีอาการให้หยุดค่ะ
คุณพ่อมีอาการจุกๆที่คอ1-2 ครั้งหลังจากฉีดสีอะคะ แต่อาการอื่นๆยังไม่มีค่ะ (พอเริ่มจุกพ่อหยุดทำงานก็หายค่ะ)
คุณพ่อวัย 79 ปี หนักแค่ 48 สูง 160 ดิฉันกังวลคุณพ่อกำลังจะไม่ไหว และคุณพ่อเป็นไตระยะ 3 เกือบ 4 ด้วยค่ะ คุณพ่อไม่ยอมผ่าท่าเดียวเลยค่ะ
จึงขอปรึกษาคุณหมอ ถ้าคุณพ่อไม่บายพาสจะเป็นอันตรายไหมค่ะ ดิฉันเครียดมากค่ะ ยิ่งใกล้วันที่ 19 ยิ่งเครียดนอนไม่หลับเลยค่ะ พอเจออีเมลคุณหมอเลยรีบสอบถามเลยค่ะ
..................................
ตอบครับ
อาการที่เป็นผมวินิจฉัยว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute MI) แต่รอดชีวิตมาได้ กลไกการเกิดก็คือมีตุ่มไขมันที่หลอดเลือดหัวใจทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบเป็นทุนอยู่อยู่ก่อน แล้วต่อมาตุ่มไขมันแตกออกทำให้มีเลือดมาก่อตัวเป็นลิ่มอุดตันหลอดเลือดนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบฉุกเฉิน มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เมื่อขาดเลือดอยู่นานกล้ามเนื้อหัวใจก็ตายลง เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนมีน้ำท่วมปอด แต่รอดตายมาเดินเหินใช้ชีวิตได้
งานวิจัย OAT trial พบว่าผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่รอดชีวิตผ่าน 24 ชั่วโมงแรกมาได้อย่างคุณพ่อของคุณนี้ หากเอามาแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้การรักษาแบบรุกล้ำ (บอลลูน บายพาส) อีกกลุ่มหนึ่งรักษาแบบไม่รุกล้ำ พบว่ามีอัตราตายและอัตราเกิดจุดจบที่เลวร้ายของโรคไม่แตกต่างกันในระยะยาว ดังนั้นการที่ท่านไม่ยอมผ่าตัดจึงไม่ใช่เรื่องซีเรียสในแง่ของความยืนยาวของชีวิต แต่อาจจะมีความแตกต่างกันในแง่ของคุณภาพชีวิต คือการมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกขณะทำงานออกแรง ถ้าท่านยอมรับคุณภาพชีวิตที่ดร็อปลงประมาณนี้ได้ ก็ปล่อยท่านเถอะ ไม่มีอะไรซีเรียส
อีกอย่างหนึ่ง การเป็นโรคไตเรื้อรังอยู่ด้วยเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ต้องคิดหนักยิ่งขึ้นหากจะเลือกวิธีรักษาแบบรุกล้ำไม่ว่าจะเป็นบอลลูนหรือบายพาส เพราะอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอัตราตายจากการทำบอลลูนหรือผ่าตัดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องสำคัญกว่าคืองานวิจัยแบ่งกลุ่มรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดระดับมีอาการมากอย่างคุณพ่อของคุณนี้ พบว่ากลุ่มที่เปลี่ยนวิถีชีวิต (เปลี่ยนอาหารเป็นกินพืชเป็นหลักแบบไขมันต่ำ ออกกำลังกาย จัดการความเครียด มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว) มีอาการเจ็บหน้าอกทุเลาลงมากกว่า คุณภาพชีวิตดีกว่า และการตรวจสวนหัวใจซ้ำพบรอยตีบโล่งขึ้นมากกว่ากลุ่มไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิต ดังนั้น จึงควรมุ่งเน้นการเปลี่ยนวิถีชีวิต ไม่ว่าจะยอมผ่าตัดหรือไม่ยอมผ่าตัดก็ตามครับ
สรุปว่าท่านเลือกของท่านดีแล้ว ส่วนที่ครอบครัวช่วยท่านเรื่องการเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารนั้นก็ยิ่งดีมากขึ้นเป็นทวีคูณ อย่าไปกังวลอะไรเกี่ยวกับอนาคตโดยไม่มีเหตุอันควรต้องกังวลเลยครับ
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์