หมอสันต์พูดกับสมาชิก SR เปรียบการจดจ่อสมาธิเหมือนการฟั่นแล้วคลายเกลียวเชือก

ภาพวันนี้ / มะเดื่อฝรั่ง (Fig)

วันนี้เราจะเรียนวิธีใช้เครื่องมือวางความคิดตัวที่หก คือการจดจ่อสมาธิ หรือ concentration

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับ “การจดจ่อ” ในระดับคอนเซ็พท์ก่อน

แม้ความคิดจะมีธรรมชาติเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ แต่ในชีวิตจริงความคิดเกิดดับๆติดๆกันถี่ๆจนกลายเป็นความต่อเนื่องเหมือนสายธารน้ำไหล แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปตัดกระแสน้ำให้ขาดเป็นสองท่อนที่ตรงไหน

การวางความคิดที่ดี จึงไม่ควรเข้าไปตอแยหรือพยายามหยุดยั้งความคิด แต่ควรเลือกวิธีหา “เป้า” ของการจดจ่อที่มีธรรมชาติเป็นความต่อเนื่องเช่นเดียวกับความคิด มาไหลพัวพันคู่ไปกับความคิด

ลมหายใจก็เป็นตัวอย่างของ “เป้า” ที่มีธรรมชาติเป็นความต่อเนื่อง หรือมันตราซึ่งเป็นเสียงที่เราเปล่งในใจเช่นโอม..ม หาก เราคอยเปล่งเสียงนั้นในใจซ้ำๆอย่างได้จังหวะมันก็จะกลายเป็นเป้าที่มีความต่อเนื่อง

เมื่อเราเลือก “เป้า” มาไหลพัวพันไปกับความคิด อุปมาในใจเรายามนี้มันก็เหมือนเชือกเส้นใหญ่ที่ฟั่นขึ้นมาจากเชือกเส้นเล็กสองเส้น สมมุติว่าสีแดงกับสีเขียว สมมุติว่าสีแดงแทนความคิด สีเขียวแทน “เป้า” สมมุติว่าเราใช้มันตราคือการเปล่งเสียงโอมในใจเป็น “เป้า” เมื่อเราเริ่มนั่งสมาธิ ในใจเราก็จะมีทั้งความคิดและเสียงโอมที่เราเปล่งขึ้นในใจพัวพันนัวเนียกันไปเหมือนเชือกเส้นใหญ่ที่มีทั้งเชือกเส้นเล็กสีแดงและสีเขียวพันเป็นเกลียวคู่กันไป

ณ จุดเริ่มต้นนี้ เราใช้ความเป็นผู้ทำ หรือ doer จดจ่อที่ “เป้า” ของเราซึ่งก็คือเสียงโอมที่เราเปล่งขึ้นในใจโดยไม่สนใจความคิดที่มันพัวพันนัวเนียอยู่ ความต่อเนื่องของเสียงโอมก็จะชัดเจนขึ้นๆ เพราะเราสนใจมัน หากความคิดที่พัวพันนัวเนียมากับเสียงโอมมันทำท่าจะชัดกว่าเสียงโอม เราก็เปล่งเสียงโอมในใจให้ดังขึ้นๆ ถี่ขึ้นๆ เราให้ความสนใจเสียงนี้ทุกครั้งที่เราเปล่งออกไป จดจ่อให้ลึกละเอียดลงไป ลึกละเอียดลงไป ย้ำอีกทีนะว่า ณ ขณะนี้เราเป็น “ผู้ทำ” เป็น “ผู้จดจ่อ” เป็น “doer” เพื่อช่วยให้ “เป้า” คือเสียงโอมค่อยๆเบียดความคิดให้ค่อยๆขาดหาย กระท่อนกระแท่นไป จนเหลือประปรายนานๆครั้งและมีขนาดเล็กลงๆจนไม่มีพลังก่อกวน อุปมาเหมือนการคลายเกลียวเชือกฟั่น ค่อยๆทิ้งเส้นแดงไป เหลือแต่เส้นเขียว การทำอย่างนี้แหละคือการจดจ่อสมาธิหรือ concentration “เป้า” ของการจดจ่อจะเป็นอะไรก็ได้ เช่น ลมหายใจก็ได้ ภาพจอดำตรงหน้าเมื่อเราหลับตาลงแล้วนี้ก็ได้ การทำงานอดิเรกก็ใช้เป็นเป้าของการจดจ่อได้ เพียงแต่ว่าในชั้นแรกนี้ จะให้ดีอย่าเพิ่งรีบไปยุ่งกับความคิดตรงๆ

การจดจ่อจะก่อให้เกิดแรงเหวี่ยงหรือโมเมนตัมที่หากเราจดจ่อถี่พอและนานพอ ถึงจุดหนึ่งเมื่อเลิกจดจ่อแล้วในใจของเราก็ยังเหลืออยู่แต่ “เป้า” ยังไม่มีความคิดแทรกเข้ามา อยู่แบบนี้ไปได้อีกนาน จนแรงเหวี่ยงหรือโมเมนตัมนั้นหมดแรงลง

อุปมาเหมือนการปั่นจักรยาน หากเราออกแรงปั่นให้ล้อหมุนเร็วๆและนานๆ พอเราหยุดปั่นมันล้อมันจะยังหมุนของมันเองได้ต่อไปอีกพักใหญ่เพราะอาศัยแรงโมเมนตัม จนหมดแรงโมเมนตัมจักรยานจึงจะหยุด

เมื่อเราจดจ่อๆๆๆ ซ้ำๆๆ นานๆ มันจะค่อยๆเกิดโมเมนตัมขึ้น ครั้นเราเลิกจดจ่อ โมเมนตั้นนั้นจะส่งให้ในใจว่างจากความคิดไปพักใหญ่ ณ จุดนี้เราไม่ต้องจดจ่อแล้ว ไม่ต้องเป็น doer แล้ว เราเป็นแค่ผู้สังเกตที่คอยรับรู้ประสบการณ์ว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นเท่านั้น คือเราเปลี่ยนจาก doer มาเป็น experiencer ช่วงที่เราเปลี่ยนเป็น experiencer นี้แม้ไม่ได้จดจ่อแต่ก็มีสมาธิดีมาก สิ่งรบกวนจากภายนอกจะตามเข้ามารบกวนไม่ถึง เหมือนคนที่กำลังง่วนกับงานอดิเรกอยู่ได้ที่ ใครมาเรียกก็ไม่ได้ยิน เหมือนว่าวที่เริ่มติดลม ไม่ต้องคอยสาวสายว่าวมากก็ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้ ดังนั้นในการฝึกจดจ่อสมาธิที่เราจะทำให้วันนี้ จะต้องยอมรับก่อนว่าเราต้องลงแรงมากหน่อยในช่วงแรก และต้องให้เวลาแต่ละครั้งในการตั้งใจจดจ่อนานพอที่จะเกิดแรงส่งให้ถึงจุดที่เลิกจดจ่อได้

เมื่อมาถึงจุดที่เลิกจดจ่อได้ ณ จุดนี้แม้จะไม่มีความคิดแทรกแล้ว แต่ “เป้า” ที่พาเรามานั้นยังอยู่ ให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อร่างกายลงให้สุดๆ ให้สังเกต “เป้า” อย่างแยบยล ไม่มีการจดจ่อใดๆเลย 0% ไม่มีการใช้ความพยายามใดๆเลย คือ effortlessness นี่เป็นคำสำคัญนะ effortlessness หากแรงส่งจากการจดจ่อที่เราทำมามากพอ เราจะดำรงความตื่นและรู้ตัวอยู่ได้ โดยที่ “เป้า” ที่พาความสนใจเรามานั้นจะค่อยๆหายไปเอง หากเป็นการใช้โอมเป็นมันตราเราก็จะพบว่าความจำเป็นที่จะต้องเปล่งเสียงโอมในใจนั้นเบาลงๆ และห่างไปๆ จนไม่ต้องเปล่งเสียงอะไรเลย

เมื่อมาถึงตรงนี้ ให้สังเกตนิดหนึ่งว่าตรงนี้มันเป็นความตื่น รู้ตัว มีความพร้อมที่จะรับรู้อะไรได้อย่างเฉียบไวทันทีจนความรู้อะไรใหม่ๆหรือพลังสร้างสรรค์ดีๆอาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นที่ปลอดความคิดซึ่ง “อีโก้” เจ้าประจำคอยชงขึ้นมา ที่ตรงนี้เราเห็นชัดว่าอีโก้ไม่ใช่เรา เราเป็นผู้เห็นอีโก้ แต่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องกับอีโก้ นี่เป็นคำสำคัญอีกคำหนึ่งนะ คือเราเปลี่ยนตัวตนจากตัวตนเดิมมาเป็นไม่ใช่ตัวตนเดิม (change of identity) ที่ตรงนี้จึงเป็นที่มีความสงบเย็น ไม่ตื่นตูม มีความพร้อมที่จะ “นิ่ง” ดูทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู่ชีวิตไปทีละโมเมนต์ ก่อนที่จะสนองตอบออกไปด้วยสติ ทีละช็อต ทีละช็อต

ที่ตรงนี้แหละที่เป็นส่วนลึกที่สุดของชีวิตเรา หากเราใช้ที่ตรงนี้เป็นฐานที่มั่นในการดำรงชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นการใช้ชีวิตของเราแบบทั้งสงบเย็น ทั้งสร้างสรรค์ โดยไม่เกี่ยวกับว่าสถานะการณ์ในชีวิตในแต่ละวันจะเป็นอย่างไร

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว