ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกหรืออาการใดๆแต่หมอแนะนำให้ผ่าตัดด่วน

เรียน อ.สันต์ครับ
ผม ... ครับ อายุ 60 ปี ไม่มีอาการอะไรครับ เริ่มต้นไปวิ่งสายพานเพื่อดูสมรรถภาพหัวใจจะไว้เป็น baseline เพื่อออกกำลัง ผลมี ekg ผิดปกติ เมื่อเริ่มปรับเป็น stage4 รวมเวลาตั้งแต่เริ่มเดินประมาณสิบนาที และรอ ekg กลับมาเป็นปกติ 7 นาที หมอแนะนำทำ CTA แต่เมื่อมาพบหมอที่ ... ท่านแนะนำทำ Cath เลยครับ จึงต้องมาทำสอดสายสวนหัวใจ  ผลดังที่ส่งมาครับ อ.ที่ทำแนะนำ ergent cabg ผมบอกต้องขอเวลาตัดสินใจ ท่านเลยให้ อ.อีกท่านในสถาบันเป็น second opinion ให้ความเห็นว่าน่าจะรอได้ ขอดู MRA ซึ่งจะดู function กล้ามเนื้อหัวใจด้วย นัดได้ 7 สค. อาการขณะนี้ก็เหมือนๆเดิมก่อนทำ cath. แต่ถูกถามถึงอาการหลายครั้งประกอบกับ อ.บอกว่าผมน่าจะเป็นมานานแบบ stable angina มีอาการอาจไม่ทราบว่าเป็นอาการของ MI หรือมีอาการเล็กๆน้อยๆที่ละเลยไป เลยต้องลองสังเกตอาการแบบ deep listening ก็อาจเป็นแค่หนึบๆ ไม่ถึงกับแน่น ไม่เสียว ไม่ปวดร้าว ขณะนี้ได้ยา ASA และ Atorvastatin 20 mg/d ประวัติไม่เคยสูบบุหรี่ แอลกอฮอร์น้อยมาก ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีเบาหวาน ไม่มีความดัน
ผลเลือดล่าสุด ตามที่ส่งมาครับ เริมกิน Atorvastatin 10 mg/d มาได้ 6 เดือน ก่อนเริ่มยาไขมันก็สูงตามผลเลือดเมื่อเดือน สค. 61 ระหว่างรอ MRA ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เข็มงวดขึ้นโดยไม่ต้องทำผ่าตัดบายพาสจะได้ไหมครับ
ขอบคุณมากครับ

..................................................................

ตอบครับ

     ผมตอบคุณโดยแจงเป็นประเด็นไปนะครับ จะได้ตอบให้ทันในเวลาที่มี คือก่อนจะเข้าห้องสอน

     ประเด็นที่ 1. ความสำคัญของการไม่มีอาการ คุณเป็นคนไม่มีอาการอะไรสักอย่างเลย ภาษาหมอเรียกว่า asymptomatic คนแบบนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาเรื่องทำเรื่องที่ทำให้เลือดตกยางออกหรือเป็นเหตุให้ตายหรือคางเหลืองได้ นี่เป็นหลักพิจารณาเบื้องต้นก่อน ซึ่งอย่าว่าแต่แพทย์เลย แม้คนธรรมดาไม่ได้เรียนอะไรซับซ้อนก็มีความเข้าใจหลักพื้นฐานนี้ดี

     ประเด็นที่ 2. การตรวจสมรรถนะหัวใจ (EST) ได้ผลบวกที่ระยะท้าย (high workload) ไม่ใช่เหตุที่จะต้องรีบไปทำอะไรรุกล้ำ เพราะการตรวจ EST นี้ให้ผลบวกเทียมได้ถึง 27% ยิ่งเป็นผลบวกที่ระยะท้ายๆอย่างของคุณนี้ยิ่งมีโอกาสบวกเทียมมาก ยิ่งผลบวกนั้นอ่านเอาจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจอย่างเดียวโดยไม่มีอาการผิดปกติขณะวิ่ง ก็ยิ่งเป็นผลบวกเทียมมาก เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะคนที่ไม่ฟิตเมื่อจับวิ่งสายพานไปสักพักให้เหนื่อยได้ที่คลื่นไฟฟ้าหัวใจก็จะแสดงอาการขาดเลือด (ST depression) ทุกคน วิธีประเมินก็คือไล้ให้ไปฝึกความฟิตสักสามเดือนหกเดือนแล้วมาตรวจใหม่ ผลบวกนั้นก็จะกลับเป็นผลลบ

     ประเด็นที่ 3. การประเมินหลอดเลือดแขนง ผมอ่านภาพผลการตรวจสวนหัวใจที่คุณส่งมาให้แล้ว หลอดเลือดที่มีรอยตีบอย่างมีนัยสำคัญ (เกิน 75% surface area) จริงๆมีเส้นเดียวคือแขนงซ้ายหน้า (LAD) ส่วนที่แขนงขวา (RCA) นั้นผมประเมินว่าโดยวิธีคำนวณหน้าตัดของรอยตีบเทียบกับขนาดของหลอดเลือดปลายทาง (arterial run off)  แล้วมีความเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ

     ประเด็นที่ 4. การประเมินโคนหลอดเลือดซ้าย (LM) ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าที่หมอหัวใจอ่านเป็น % รอยตีบนี้มีสามแบบนะ
     แบบที่ 1. คืออ่านตามพื้นที่หน้าตัดของหลอดเลือด (surface area) ซึ่งจะถือว่าตีบอย่างมีนัยสำคัญหากตีบเกิน 75% ขึ้นไป
     แบบที่ 2. คืออ่านตามเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือด (diameter) ซึ่งจะถือว่าตีบอย่างมีนัยสำคัญหากตีบเกิน 50% ขึ้นไป
     แบบที่ 3. คือประเมินความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่หน้าตัดรอยตีบกับพื้นที่รับเลือดปลายทาง (arterial run-off) ซึ่งจะถือว่ามีนัยสำคัญหากพื้นที่หน้าตัดรอยตีบเล็กว่าพื้นที่หน้าตัดหลอดเลือดปลายทางรวมกันเกิน 50% ในข้อนี้มีความสำคัญกรณีที่หลอดเลือดโคนมีรูปทรงเป็นกรวยหรือรูปทรงอื่นที่ไม่ใช่ทรงกระบอก ซึ่งจะประเมินหน้าตัดรอยตีบออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของหน้าตัดหลอดเลือดปกติไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตรงไหนคือหน้าตัดของหลอดเลือดปกติ

     ในกรณีของคุณนี้ ผมประเมินว่าหลอดเลือด LM มีรอยตีบตามพื้นที่หน้าตัดอย่างมาก 50% และมีรอยตีบตามเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างมาก 30% ซึ่งทั้งสองกรณีไม่ใช่รอยตีบที่มีนัยสำคัญถึงขั้นที่จะต้องผ่าตัดแก้ไข คุณอย่าสับสนกับ 50% ของ surface area ว่าเป็น 50% ของ diameter นะ ตรงนี้สำคัญ เรามีวิธียืนยันนัยสำคัญของรอยตีบที่โคนซ้ายด้วยการตรวจสอบกับอาการ เพราะรอยตีบที่โคนซ้ายระดับมีนัยสำคัญจะต้องมีอาการเจ็บหน้าอกแบบไม่ด่วน (stable angina) ในระดับรุนแรง (stage II-IV) ด้วยเสมอ ซึ่งในกรณีของคุณนี้ไม่มีอาการเลยก็ยืนยันคำวินิจฉัยของผมได้ว่าถูกต้อง

     ประเด็นที่ 5. ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดบายพาส หลักวิชาผ่าตัดหัวใจถือข้อบ่งชี้การผ่าตัดว่ามีสองกรณีคือ

     1. เพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งสามารถทำผ่าตัดได้ทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิธีบรรเทาแบบอื่นเช่นกินยาใช้ไม่ได้ผลแล้ว ในกรณีของคุณนี้คุณไม่มีอาการ ข้อบ่งชี้นี้ใช้ไม่ได้

     2. เพื่อเพิ่มความยืนยาวของชีวิต จะทำผ่าตัดบายพาสเมื่อ (1) กรณีมีรอยตีบที่โคนซ้ายระดับมีนัยสำคัญซึ่งควรเช็คกับการมีอาการรุนแรงซึ่งมักสัมพันธ์กันก่อนเสมอ (2) กรณีมีรอยตีบที่แขนงอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 เส้นร่วมกับมีอาการสูญเสียการบีบตัวของหัวใจ (LVEF ต่ำ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนเป็นเบาหวานและในผู้หญิง

ของคุณไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสองกรณีนี้เลย

     ประเด็นที่ 6. ความศักดิ์สิทธิ์ของรอยตีบที่โคนซ้าย (LM) ในปัจจุบัน งานวิจัยที่บ่งชี้ว่ารอยตีบที่โคนซ้ายหากรักษาด้วยการผ่าตัดจะมีอัตรารอดชีวิตในสิบปีมากกว่าการรักษาด้วยการกินยา (อัตรารอด 15 ปี 37% vs 27%) นั้นเป็นงานวิจัยชื่อ CASS study ซึ่งทำตั้งแต่สมัยผมเป็นนักเรียนแพทย์คือสี่สิบปีมาแล้ว คนไข้ทุกคนเป็นคนที่มีอาการเจ็บหน้าอกระดับรุนแรงหรือไม่ก็เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันถูกหามเข้ารพ. ไม่มีคนไข้ที่ปลอดอาการ 100% อย่างคุณอยู่ในงานวิจัยนี้สักคนเดียว นั่นประการหนึ่ง นอกจากนี้คนไข้ที่มีการทำงานของหัวใจล่างซ้าย (LVEF) ปกติอย่างคุณนี้ ไม่มีใครได้ประโยชน์ในแง่ของการเพิ่มความยืนยาวของชีวิตเลย นั่นอีกประการหนึ่ง และสมัยเมื่อสี่สิบปีก่อนวงการแพทย์ยังไม่รู้วิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือดดีอย่างทุกวันนี้ ยังไม่มียา statin ยังไม่มีการใช้ยาแอสไพริน ไม่มีความรู้เรื่องอาหาร และแพทย์สมัยนั้นยังห้ามออกกำลังกายเด็ดขาดด้วยความเข้าใจผิด นั่นอีกประการหนึ่ง ผมมีความเห็นว่าข้อมูลของงานวิจัย CASS study  ล้าสมัยไปแล้วเพราะสมัยนี้การรักษาแบบไม่ผ่าตัดมีความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากทำให้การรักษาด้วยยาได้ผลดี

     แต่ผลสรุปของงานวิจัย CASS ที่ว่าเป็นโรคที่โคนข้างซ้ายต้องเอาไปผ่าตัดนั้นยังศักดิ์สิทธิ์อยู่เพราะไม่มีใครทำวิจัยใหม่ในคนไข้กลุ่มนี้ว่าการไม่ผ่าตัดจะเป็นอย่างไรบ้าง มีหมอหัวใจที่ห่ามๆเอาคนไข้กลุ่มนี้ไปทำบอลลูนโดยไม่ยอมส่งผ่าตัดแล้วรายงานว่าให้ผลในแง่ของอัตรารอดชีวิตดีเท่ากัน แต่นั้นเป็นการวิจัยแบบติดตามดูกลุ่มคน (cohort) ไม่ใช่การสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ จึงยังสรุปจริงจังไม่ได้ ดังนั้นนับถึงว่านี้ หากเป็นหมอ รวมทั้งหมอสันต์ด้วย มีโรคที่โคนข้างซ้ายอย่างมีนัยสำคัญจริงๆเมื่อใดก็ต้องเอาไปผ่าตัดเมื่อนั้น แต่หากเป็นตัวคนไข้ คนไข้มีสิทธิ์ใช้ดุลพินิจเอาเองนะครับ ว่าข้อสรุปจากงานวิจัยเก่าสี่สิบปีที่แล้ว จะเอามาใช้กับบริบทปัจจุบันที่การรักษาด้วยยาได้ให้ผลดีขึ้นมากได้หรือไม่

     กล่าวโดยสรุป กรณีของคุณ ผมแนะนำว่าไม่ควรไปทำผ่าตัดบายพาส เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ว่าจะทั้งในแง่ของการบรรเทาอาการ และในแง่ของการเพิ่มความยืนยาวของชีวิต ไม่มีงานวิจัยไหนสนับสนุนว่าการเอาคนไข้อย่างคุณไปทำผ่าตัดจะได้ประโยชน์อันใดอันหนึ่งในสองอันนี้เลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว