สมัยนี้คนกินยากันมากจนต้องปลูกถ่ายอึกันแล้ว

(เขียนให้ "ชีวจิต" เมื่อมีค. 59)

     ปัญหาที่ปวดหัวผมมากที่สุดในการทำแค้มป์ก็คือผู้ป่วยที่มาเข้าคอร์สพลิกผันโรคด้วยตัวเอง แต่ละคนจะมียาที่หมอสั่งให้กินอยู่ในมือมาแล้วคนละเป็นสิบชนิด ที่เป็นแชมป์เลยคือมียาที่แพทย์สั่งให้กิน 17 ชนิด ไม่ใช่แพทย์ท่านเดียวสั่งนะ แต่แพทย์ท่านสั่งกันคนละหนุบคนละหนับ ถ้าคนไข้มีสักสี่ห้าโรคผ่านหมอสักสี่ห้าหมอก็ไม่แคล้ว ต้องมียาเป็นสิบขึ้นไปแน่นอน ทุกเม็ดล้วนเป็นคำสั่งให้กินแบบยั่งยืน คือกะให้กินกันจนตาย ไม่ใช่แต่แพทย์เท่านั้นที่ขยันสั่งยาให้กิน บ่อยครั้งทันตแพทย์ก็ผสมโรงสั่งด้วย โดยเฉพาะหากได้ทราบว่าคนไข้ผ่าตัดหัวใจมา ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดชนิดไหน เมื่อมาถึงมือหมอฟันเป็นต้องได้กินยาปฏิชีวนะแบบครอบจักรวาลแน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง การจะพลิกผันโรคด้วยตัวเองมันเป็นไปไม่ได้หรอกหากยังกินยาเป็นกำมืออยู่ แต่ว่าการบริหารการเลิกยานี่มันก็ไม่สนุกนักนะครับ

     คิดย้อนหลังไปเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว ผู้ป่วยที่ผมเคยผ่าตัดหัวใจไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นท่านหนึ่งได้ตะเกียกตะกายกลับมาผมด้วยเหตุว่าท่านเป็นโรคท้องร่วงทำอย่างไรก็ไม่หายเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลไปหลายแห่ง มีแต่อาการทรุดลงจนเจ้าตัวคิดว่าคงจะเอาชีวิตไม่รอดแล้วคราวนี้ สู้ตะเกียกตะกายกลับไปหาหมอผ่าตัดหัวใจให้รักษาท้องร่วงให้เราดีกว่า หิ หิ น่าขำแต่ก็ขำไม่ออก ผมรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลแล้วปรึกษาให้แพทย์โรคติดเชื้อมาช่วยดู พบว่าเป็นการติดเชื้อในลำไส้ชื่อโคลสติเดียม ดิฟฟิไซล์ ซึ่งเกิดจากการกินยาปฏิชีวนะมากเกินไป ทำให้บักเตรีดีๆในลำไส้ตายไปหมดเหลือแต่เจ้าตัวนี้ซึ่งเป็นตัวดื้อด้านและไม่ดี วินิจฉัยได้แล้วใช่ว่าจะดีใจได้นะครับ เพราะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย แม้จะหยุดยาปฏิชีวนะไปหมดแล้วก็ไม่หาย คนไข้ก็ซูบเซียวแห้งลงๆทุกวัน ผมจึงกระซิบบอกหมอโรคติดเชื้อท่านนั้นซึ่งเป็นหมอรุ่นน้องว่า

“..เอาอึของคนอื่นมาใส่ให้แกทางทวารหนักดีไหม?”

หมอรุ่นน้องท่านนั้นมองหน้าผมแล้วนิ่ง ท่านคงจะคิดในใจว่า

     “..ไปซะแล้วพี่เรา คงจะแบกหลายจ๊อบเลยเพี้ยนไป หรือพี่แกจะคิดว่าอึของคนมันเหมือนกับหัวใจที่เอามาผ่าตัดปลูกถ่าย (transplant) ให้กันได้”

     เจตนาของผมที่เสนอวิธีการรักษาพิสดารแบบนั้นไปก็เพราะสาเหตุของโรคคือบักเตรีดีๆที่เคยมีอยู่ในอึของคนไข้ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้วเพราะยาอย่างไม่มีวันกลับได้ มันก็ต้องไปขอบักเตรีในอึของคนอื่นมาทำพันธ์ใหม่นะสิครับ

     หลังจากคุยกันวันนั้นมาถึงวันนี้ สิบกว่าปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ปัจจุบันนี้การปลูกถ่ายอึ (fecal transplantation) ได้กลายเป็นมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยท้องร่วงจากการตะบันใช้ยาปฏิชีวนะแบบไม่บันยะบันยังไปเสียแล้ว โดยมีข้อมูลว่าช่วยแก้ปัญหาเชื้อโคลสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ดื้อยาได้ถึง 90% และยังมีความก้าวหน้าถึงขั้นมีการตั้งธนาคารเอาอึของผู้บริจาค (doner) ไปแช่แข็ง (frozen) เก็บไว้เพื่อเอามาปลูกถ่ายให้คนไข้ได้รวดเร็วทันใจไม่ต้องเสียเวลาคัดกรองเสียอีกด้วย

     แต่สิ่งที่ผมจะคุยกับท่านผู้อ่านในวันนี้ไม่ใช่เพื่อให้ท่านสบายใจว่าอึบริจาคยังไงก็คงหาได้ไม่ยากและมีเยอะแยะ แต่เพื่อติงท่านว่าอย่าเที่ยวกินยาสาระพัดมากเกินไป อย่าเชื่อหมอโดยไม่ได้เข้าใจคำแนะนำของหมออย่างถ่องแท้ ทุกครั้งที่หมอบอกให้กินยา ต้องถามให้เข้าใจว่ายานี้เป็นยาอะไร จะให้กินกันไปนานแค่ไหน กินแล้วได้ประโยชน์อะไร และยานั้นมีผลข้างเคียงหรือมีโทษอะไรบ้าง ยาใหม่นี้มันจะตีกับยาเก่าที่กำลังกินอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่กินมีทางเลือกการรักษาอย่างอื่นโดยไม่ใช้ยาได้ไหม

     โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่นโรคหัวใจ อัมพาต ความดัน เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง อย่าเข้าใจชีวิตผิดไปว่าโรคเหล่านั้นจะหายได้ด้วยยา โรคเหล่านี้ไม่มีหมอคนไหนหรือยาใดทำให้ท่านหายได้ดอก..ไม่มีเลยจริงๆ มีแต่การปรับวิถีชีวิตของท่านเสียใหม่ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการเปลี่ยนอาหารการกินไปกินพืชที่ไม่สกัดไม่ขัดสีให้มากขึ้น ออกกำลังกายทุกวัน และจัดการความเครียดให้ดีเท่านั้น โรคเหล่านี้จึงจะหายได้ ประเด็นของผมมีอยู่เท่านี้แหละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)