อายุ 87 ปีแล้วคุณจะทำบอลลูนไปทำมาย..ย


ผมชื่อ .... เป็นเพื่อนคุณ ..... มีเรื่องจะสอบถามครับ คุณพ่อเป็นโรคไตเรื้อรัง เป็นความดันเลือดสูง ได้ไปเช็คหัวใจที่ รพ..... ผมได้แนบประวัติพร้อมกับสิ่งที่ทางคุณหมอได้ตรวจเช็คเบื้องต้นเกี่ยวกับหลอดเลือดในหัวใจ พบว่ามีอาการอุดตัน และหินปูน ตามรูปที่ได้ส่งไปให้ โดยทางรพ.ให้แนวทางในการรักษาเป็น 3 ระดับ โดยการบอลลูน เป็นวิธีธรรมดาและเป็นวิธีพิเศษในการใส่ยาเข้าไประหว่างการทำบอลลูน โดยมีราคาเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่วิธีธรรมดา เริ่มต้นที่ประมาณ 80000 บาท ขึ้นไปจนถึงเกือบๆ 200,000 บาท ในเบื้องต้น ซึ่งผมไม่ทราบเรื่องความเสี่ยงและประสิทธิภาพของการรักษา จึงรู้สึกหนักใจเพราะไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไร โดยเบื้องต้นคุณหมอจะให้ยาสลายลิ่มเลือด และบอกว่า ลิ่มเลือดที่สลายอาจไปอุดตันอาจเกิดปัญหาฉับพลันได้ จึงเป็นที่มาของการแนะนำให้รักษาในราคา 3 ระดับนั้น ผมถึงขอคำปรึกษามาที่เดิ้ลเพราะไม่ทราบถึงที่มาที่ไปและความเหมาะสมของการรักษาอันนี้ จุดประสงค์ในการสอบถามก็คือ
     1. วิธีรักษาที่เหมาะสมคืออะไร (ตามอายุของคนไข้ อายุ87ปี)
     2. ถ้าหากจำเป็นต้องรักษาอย่างที่รพ..... แนะนำ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน สามารถหาโรงพยาบาลที่ราคาถูกกว่านี้
และง่ายต่อการเข้ารักษา (ทราบว่ารพ.ของรัฐต้องต่อคิวยาวมาก)

จึงกราบเรียนสอบถามคุณหมอด้วยความเคารพ
หมายเหตุ:
คนไข้ช่วยเหลือตัวเองได้ เดินได้ด้วยตัวเอง มีปัญหาเรื่องสายตาบ้าง โดยตาข้างหนึ่งมัว จากต้อกระจก
..........................................

ตอบครับ

     1.. การตัดสินใจว่าจะทำการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดด้วยวิธีใดดี ในทางการแพทย์มีประเด็นพิจารณา 3 ประเด็นคือ
1.1  ทางเลือกในการรักษา
1.2  ประโยชน์ของการรักษา
1.3  ความเสี่ยงของการรักษาแบบต่างๆ

     2.. ในประเด็นทางเลือกในการรักษา สำหรับคุณพ่อของคุณซึ่งเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบสามเส้น มีทางเลือกในการรักษาสามแบบคือ
2.1 ไม่ต้องทำอะไร  (หมายความว่ากินยา)
2.2 ทำบอลลูนขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวดถ่าง  (PCI)
2.3 ทำผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG)
     กรณีของคุณพ่อคุณ เราพิจารณาสองทางก็พอ คือทำบอลลูน กับอยู่เฉยๆ ว่าอย่างไหนดีกว่ากัน ซึ่งผมจะคลี่ให้ฟังเป็นช็อตๆไป

     3.. ในประเด็นประโยชน์ของการรักษา หลักวิชาแพทย์นิยามว่าประโยชน์ของการรักษามีอยู่สองแง่ คือ 
3.1 คุณภาพชีวิต (quality of life)
3.2 ความยืนยาวของชีวิต (length of life)
     เรามาพิจารณาทีละเรื่องนะ 
     เอาเรื่องคุณภาพชีวิตก่อน คุณภาพชีวิตกำหนดด้วยความรุนแรงของอาการของโรค วงการแพทย์ทั่วโลกใช้วิธีจัดระดับความรุนแรงโรคหัวใจขาดเลือดตามวิธีแบ่งชั้นการเจ็บหน้าอก (class) ของสมาคมหัวใจหลอดเลือดแคนาดา ซึ่งลำดับความแรงเป็นชั้นๆ (class) ดังนี้
Class I คือจะเจ็บหน้าอกก็ต่อเมื่อออกแรงหนักมากๆและนานๆเป็นพิเศษเท่านั้น แต่แทบไม่รู้สึกว่ามันมีผลจำกัดการใช้ชีวิตเลย
Class II
 คือจะเจ็บหน้าอกก็ต่อเมื่อออกแรงหนักมากๆแม้จะไม่นาน ทำให้เริ่มรู้สึกว่ามีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตบ้างถ้าเผลอออกแรงมาก 
Class III
 คือเผลอออกแรงปานกลางก็เจ็บหน้าอกแล้ว ทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกแทบทุกวัน 
Class IV
 คือทำอะไรในชีวิตประจำวันแทบไม่ได้เลย หรือนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆก็ยังเจ็บหน้าอก 
  
 ในกรณีของคุณพ่อคุณนั้น หากถือเอาตามที่คุณบอกมาว่าท่านยังเดินเหินไปมาได้ ก็น่าจะจัดเป็นชั้น II อย่างมากก็เป็นชั้น III ต้นๆ คือพูดง่ายๆว่ายังมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอควร ทำให้การรักษาใดๆที่จะทำไปข้างหน้าจะมีประโยชน์ในแง่การเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อีกน้อยหรือไม่ได้เลย พูดง่ายๆว่าทำบอลลูนหรือผ่าตัดไปคุณภาพชีวิตก็จะประมาณเดิม

   คราวนี้มาพิจารณาในเรื่องความยืนยาวของชีวิต ข้อพิจารณาในแง่นี้ก็มีอยู่สองข้อ คือ

(1)   ลักษณะการตีบของหลอดเลือดมันรุนแรงจนเกิดความแตกต่างระหว่างการลงมือแทรกแซง (ทำบอลลูนหรือผ่าตัด) กับการอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรหรือเปล่า ลักษณะการตีบที่ทำให้การรักษาแบบแทรกแซงทำให้มีอายุยืนยาวกว่าการอยู่เฉยๆชัดเจนคือกรณีที่มีรอยตีบที่โคนของหลอดเลือดข้างซ้าย  (LM) และกรณีที่มีการตีบที่ส่วนต้นของหลอดเลือดที่วิ่งลงด้านหน้าซ้าย  (left anterior descending - LAD)  แต่ในกรณีของคุณพ่อคุณนี้ไม่มีการตีบแบบดังกล่าว ข้างซ้ายมีแต่รอยตีบที่กลางๆเส้น ไม่ใช่โคน (ส่วนข้างขวานั้นงานวิจัยพบว่าไม่ค่อยมีผลต่อความยืนยาวของชีวิต) ดังนั้นกรณีของคุณพ่อคุณนี้ มองจากมุมของลักษณะการตีบบนหลอดเลือด ประโยชน์ที่จะได้จากการทำบอลลูนในแง่ของการยืดอายุออกไปมีน้อย

(2)   ผู้ป่วยมีอายุคาดเฉลี่ยเหลืออีกกี่ปี หมายความว่าถ้าเสกเพี้ยงให้โรคหลอดเลือดหัวใจหายไปเลยเดี๋ยวนี้ สภาพร่างกายของผู้ป่วยจะมีชีวิตต่อไปได้เองอีกกี่ปี ในกรณีของคุณพ่อคุณนี้ท่านอายุได้ 87 ปีแล้ว แถมยังเป็นโรคไตเรื้อรังอีกต่างหาก ประโยชน์ที่จะได้จากการยืดอายุของท่านให้ยาวออกไปโดยการทำบอลลูนนั้น แหะ..แหะ ผมมองยังไงก็มองไม่เห็นเลยครับ

    4.. ประเด็นความเสี่ยงของการทำบอลลูน ทางการแพทย์มีวิธีคำนวณโดยใช้ตารางคำนวณความเสี่ยงตายจากการทำบอลลูนของเมโยคลินิก ผมจะลองเทียบตารางให้ดูนะ อายุ 87 ปี ได้คะแนนไป คะแนน เป็นโรคไตเรื้อรังได้ไปอีก คะแนน คะเนจากที่เริ่มมีข้อจำกัดการทำงานและการใช้ชีวิตผมเดาเอาว่าการทำงานของหัวใจห้องซ้ายจะเริ่มเสียไปเล็กน้อย ได้ไปอีก คะแนน รวมได้คะแนนความเสี่ยง คะแนน คำนวณเป็นอัตราตายที่จะเกิดจากการทำบอลลูนคือ 2.5% นี่หมายความว่าถ้ารักษาถึงตายนะ ถ้าไม่รักษาก็ไม่ต้องรับความเสี่ยงตรงนี้ พูดสั้นๆว่าคุณพ่อของคุณถ้าทำบอลลูนจะเสี่ยงตายมากกว่าคนทั่วๆไปประมาณ เท่า เพราะคนทั่วไปเขาทำบอลลูนจะมีความเสี่ยงราว 0.5% เท่านั้น

     5.. นอกจากหลักคิดเปรียบเทียบความเสี่ยงและประโยชน์แล้ว เรายังต้องมาดูงานวิจัยเปรียบเทียบในคนจริงๆด้วย ว่าการรักษาแบบทำบอลลูนขยายหลอดเลือด กับรักษาด้วยการกินยา จะมีผลแตกต่างกันอย่างไร งานวิจัยที่ดีที่สุดที่จะตอบคำถามนี้คืองานวิจัย COURAGE ซึ่งเอาคนไข้มีอาการเจ็บหน้าอกตั้งแต่ class I ถึง class III ที่สวนหัวใจแล้วพบว่ามีจุดตีบที่หลอดเลือดหัวใจทุกชนิดรวมทั้งชนิดสามเส้นแบบคุณพ่อของคุณเนี้ยแหละ มาจำนวน 2,287 คนจากทั่วอเมริกาและแคนาดา เอามาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งรักษาด้วยบอลลูนขยายหลอดเลือด อีกกลุ่มหนึ่งรักษาด้วยการให้กินยา อันได้แก่ยาทั้งหลายที่คุณกำลังกินอยู่นั่นแหละ แล้วตามดูคนไข้ทั้งสองกลุ่มนี้ไป 7 ปีว่ากลุ่มไหนจะตายหรือจะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมากกว่ากัน ผลปรากฏว่าทั้งสองกลุ่มมีอัตราตายและอัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไม่ต่างกัน แปลไทยให้เป็นไทยก็คือ กรณีแบบคุณพ่อของคุณนี้ ทำหรือไม่ทำบอลลูน ก็แปะเอี้ยแหละครับ
     สรุปว่ากรณีคุณพ่อของคุณ ประโยชน์ที่จะได้จากการทำบอลลูนทั้งในแง่คุณภาพชีวิตและความยืนยาวของชีวิตมีน้อย ความเสี่ยงที่จะเกิดจากการทำบอลลูนมีมาก ทั้งงานวิจัยเปรียบเทียบที่เชื่อถือได้ก็บ่งชี้ว่ากรณีของคุณพ่อของคุณนี้จะรักษาด้วยการทำบอลลูนหรือด้วยยาผลระยะยาวก็มีจุดจบที่ไม่ต่างกัน แล้วคุณจะไปทำบอลลูนไปทำมาย..ย ละครับ

     ปล. (เดี๋ยวนี้ผมชักติดปล.ตามน้องๆที่เขียนจดหมายมาหาบ้างแล้ว)
     
     ยังมีวิธีรักษาโรคหัวใจขาดเลือดที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งนะครับ งานวิจัยคลาสสิกที่ดีชิ้นหนึ่งที่ถูกวงการแพทย์จงใจลืมไป คืองานวิจัยของหมอออร์นิช ซึ่งเอาคนไข้ที่ตรวจสวนหัวใจพบรอยตีบที่หลอดเลือดแน่นอนแล้วอย่างคุณพ่อของคุณนี้มาจับฉลากแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการรับประทานอาหารมังสะวิรัติแบบไขมันต่ำ เลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายระดับปานกลางแต่สม่ำเสมอ และจัดการความเครียดด้วยวิธีต่างๆเช่นฝึกสมาธิ โยคะ เป็นต้นควบคู่ไปกับการรักษาปกติของหมอ กับกลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม ให้รักษากับหมอไปตามปกติ หลังจากนั้นจึงจับคนทั้งหมดนี้ตรวจสวนหัวใจอีกสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อครบหนึ่งปี ครั้งที่สองเมื่อครบห้าปี ก็พิสูจน์ได้โดยไม่มีข้อกังขาว่าขณะที่กลุ่มควบคุมซึ่งใช้ชีวิตปกติมีรอยตีบที่หัวใจมากขึ้นมีอาการเจ็บหน้าอกและเป็นโรครุนแรงขึ้น กลุ่มที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงกลับมีรอยตีบที่หัวใจลดลงและมีอาการเจ็บหน้าอกและเป็นโรคน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นเป็นแล้วหายได้ และวิธีหนึ่งที่จะทำให้หายได้คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอันได้แก่การออกกำลังกาย การโภชนาการ และการจัดการความเครียด แต่เชื่อไหมครับ หมอเกือบทั่วโลกไม่รู้จักงานวิจัยนี้ทั้งๆที่มีระเบียบวิธีวิจัยอย่างดี ตีพิมพ์ในวารสารระดับนำ (Lancet กับ JAMA) แถมหมอโรคหัวใจก็แทบไม่เคยมีใครพูดถึงงานวิจัยนี้กับคนไข้เลย ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม เพราะผมเองก็เป็นหมอหัวใจกับเขาเหมียน..กัน (แหะ..แหะ)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม
2.      Boden WE, O'rourke RA, Teo KK, et al; COURAGE Trial Co-Principal Investigators and Study Coordinators.The evolving pattern of symptomatic coronary artery disease in the United States and Canada: baseline characteristics of the Clinical Outcomes Utilizing Revascularization and Aggressive DruG Evaluation (COURAGE) trial. Am J Cardiol. 2007;99:208-212.
3.      Borden WB, Redberg RF, Mushlin AI, et al. Patterns and intensity of medical therapy in patients undergoing percutaneous coronary intervention. JAMA 2011; 305:1882-1889.
4.      Ornish D, Brown SE, et al. Can lifestyle changes reverse coronary heart disease. The Lancet 1990fb 336: 129-33 1990.
5.      Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998.

...............................................

17 กย. 55 (จากผู้อ่าน)

Unknown ได้ส่งลิงก์ถึงคุณเพื่อไปยังบล็อก: 
ขอบพระคุณมากครับ เป็นคำแนะนำที่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างดีเลยครับ ขอบคุณมากครับ 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว