เที่ยวซินเจียงวันที่ 3
21 กย. 69
เราออกจากปู่เอ้อร์จิ้นเดินทางมาบนถนนแคบๆฉวัดเฉวียนขึ้นๆลงๆนาน
3 ชั่วโมงก็มาถึงปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติซึ่งจะนำเราไปสู่หมู่บ้านเหอมู่
เนื่องจากรถที่จะเข้าชมอุทยานมีมากเกินไป อุทยานจึงให้จอดรถไว้ที่นอกประตูแล้วจัดรถบัสของอุทยานเองจำนวนไม่มาก
(ผมนับได้ราวร้อยคัน)
หมุนเวียนรับส่งนักท่องเที่ยวระหว่างปากประตูอุทยานกับภายในอุทยาน และเนื่องจากเขาห้ามสร้างโรงแรมภายในอุทยาน
จึงมีโรงแรมเป็นอาคารเตี้ย (5-8 ชั้น)นับได้หลายสิบหรืออาจถึงร้อยโรงแรมตั้งเบียดเสียดกันอยู่ที่หน้าประตูอุทยานนี้
เราต้องสละรถของเราเพื่อไปขึ้นรถบัสของอุทยาน
ขึ้นเขาไปอีกชั่วโมงครึ่ง เพื่อไปชมหมู่บ้านเหอมู่ (Hemu) และนอนค้างคืนที่บ้านโฮมสะเตย์ของชาวบ้านที่บนโน้น
เมื่อมาถึงหมู่บ้านเหอมู่ ผมรู้สึกว่าตนเองเป็นชาวนาถูกเกณฑ์มารบในสงครามยกพลเข้าตีเมืองทรอย
บรรยากาศช่างน่าตื่นเต้น กำลังพลเป็นแสนๆคนแบ่งเป็นหลายร้อยกอง แต่ละกองมีผู้บังคับการชูธงนำสูงเด่นพลางส่งเสียงบัญชาการโหวกเหวกอย่างกระตือรือร้น
ธงนำมีหลากสีมีตัวอักษรเฉพาะ
คงบอกชื่อมลฑลที่ส่งนักท่องเที่ยวเข้ารวมกองทัพนั่นเอง
ถนนในหมู่บ้านเหอมู่มีกี่ตรอกกี่ซอยถูกกองทัพนักท่องเที่ยวแปรขบวนเข้ายึดไว้หมดจนแทบไม่เหลือพื้นถนนเปล่าเลย
ถ้าจะเทียบปริมาณนักท่องเที่ยวในหัวเมืองท่องเที่ยวระดับเอกทั่วโลก
ผมว่าเหอมู่มีนักท่องเที่ยวมากกว่าค่าเฉลี่ยราวหนึ่งร้อยเท่า หนึ่งร้อยเท่านะ
ผมอยากให้ท่านนึกภาพตามให้ถูกต้องว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมันมากขนาดไหน
ทั้งหมดนี้เป็นคนจีนเที่ยวจีนทั้งสิ้น ผมไม่เห็นมีฝรั่งแม้แต่คนเดียว
คนไทยคงจะมีแทรกเป็นยาดำบ้างแต่ผมมองไม่เห็น
เพื่อไม่ให้ท่านเสียอรรถรส
ต่อจากนี้ผมจะเล่าด้วยวิธีจินตนาการเอานักท่องเที่ยวออกไปให้หมดก่อน หมู่บ้านเหอมู่นี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติคานาสือซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์และสวยงามบนเทือกเขาอัลไต
ในอุทยานนี้มีชนเผ่าถูหวา (Tuwa) จำนวนประมาณ
2000 คนอาศัยอยู่มาแต่ดั้งแต่เดิม ชนเผ่านี้ไม่ถูกนับเป็นชนเผ่าหนึ่งในห้าสิบกว่าชนเผ่าของจีนด้วยซ้ำเพราะมีจำนวนไม่ถึง
3000 คนซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ จึงถูกเรียกเหมาโหลอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มชาติพันธ์มองโกล
ตัวคนถูหวาเองก็ถือตัวเองว่ามาอยู่ที่นี่ได้เพราะติดตามเจงกิสข่านมา ชาวถูหวากระจายอยู่เป็นสามหมู่บ้าน
คือหมู่บ้านเหอมู่ หมู่บ้านคานาสือ (Kanas) และหมู่บ้าน
หมู่บ้านไป๋ฮาปา (Baihaba) ซึ่งอยู่ติดชายแดนคาซัค
หมู่บ้านเหอมู่มีจำนวนราว 4 - 500 หลังคา สถาปัตยกรรมเป็นแบบกระท่อมไม้ซุงเหมือนกันหมดทั้งหมู่บ้าน บ้างเป็นบ้านเก่าอายุเป็นร้อยปีหรือเป็นหลายสิบปีบ้าง บ้างเป็นบ้านใหม่ที่เร่งสร้างขึ้นรับนักท่องเที่ยวบ้าง โชคดีที่มลฑลมีกฎให้คนที่จะซื้อที่ดินหรือเป็นเจ้าของกระท่อมได้ต้องเป็นสายเลือดตรงของเผ่าถูหวาเท่านั้น ทำให้การขยายตัวของหมู่บ้านไม่เร็วเกินไป บ้านทุกหลังทั้งเก่าและใหม่สร้างด้วยเทคโนโลยีเดียวกันซึ่งผมไปนั่งเฝ้าดูเขาสร้างกันที่หลังกระท่อมที่พักของผมเอง คือเขาใช้ไม้ซุงบากหัวท้ายแล้ววางขัดกันขึ้นไปโดยไม่ใช้ตะปู ของใหม่ที่ใช้กันบ้างก็มี เช่น โฟมที่ฉีดยาแนวระหว่างท่อนไม้ซุงเพื่อกันแมลงและกันลม และแผ่นเมทอลชีทที่วางซ่อนไว้ก่อนที่จะมุงหลังคาด้วยแผ่นไม้สนเซาะร่องตีซ้อนกันในแนวตั้งเพื่อให้น้ำไหลลงมาตามร่อง มองดูจากข้างนอกเหมือนของเดิมทุกประการ ส่วนอินทีเรียนั้นแยกเป็นสองส่วนเหมือนแยกโลกเป็นสองใบ กล่าวคือส่วนบนซึ่งเป็นห้องใต้หลังคาต้องใช้บันไดปีนขึ้นจากภายนอกนั้นเป็นที่อยู่ของเจ้าของบ้านเอง ซึ่งอยู่กันแบบเดิมๆ มีมุ้ง ที่นอน หม้อ ชาม ราม ไห ระเกะระกะ
ส่วนล่างคือตัวห้องหลักของกระต๊อบนั้นถูกอัพเกรดให้เป็นที่พักโฮมเสตย์สำหรับนักท่องเที่ยวแบบพวกเรานี้ ด้วยการใช้วัสดุสมัยใหม่กรุรอบผนัง ติดฮีตเตอร์ที่แผ่ความร้อนได้ทั้งจากพื้นกระเบื้องที่เหยียบ จากฝารองนั่งส้วมแบบไฮเทค และจากกระจกเงาส่องหน้า ทำให้อุ่นสบายตลอดวัน ประตูหน้าต่างก็ยกชุดสำเร็จรูปจากโรงงานมาเจาะเสียบเข้ากับผนังกระท่อมเดิม แต่ถึงจะไฮเทคยังไงก็ยังคงไว้ลายฝีมือช่างบ้านนอกของจีนให้เห็นบ้าง เช่น ต่อน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น สลักกลอนดูเท่แต่ปิดไม่ลง ที่แขวนฝักบัวติดกลับหัวทำให้เสียบฝักบัวไม่ได้ (ยกเว้นจะอาบน้ำด้วยท่าศรีษะอาสนะ หิ..หิ)
การจัดการโฮมสเตย์ของชนเผ่าถูหวาก็น่าสนใจ เขารับมือกับปริมาณนักท่องเที่ยวมหาศาลด้วยการใช้ผ้าเช็ดมือผ้าเช็ดตัวแบบใช้แล้วทิ้งหมด ซึ่งผมลองใช้ดู เออ มันก็เข้าท่าดีแฮะ เพราะซักตากไว้ใช้ต่ออีกก็ได้ด้วย เหลืออยู่อย่างเดียวที่พวกเขายังเอาไม่ทันคือการจัดการกับผ้าปูที่นอนปลอกหมอน ซึ่งทุกวันจะถูกขนออกมากองพะเนินแบบสุนอ๊ะ สุนอาน อยู่หลังกระท่อม
ผมเดาเอาว่าหากชาวถูหวายังปั่นตัวเองไม่ทันในเรื่องนี้
นักท่องเที่ยวรุ่นที่มาหลังจากผมต้องได้ใช้ผ้าปูที่นอนแบบใช้แล้วทิ้งอย่างที่ใช้กับเตียงตรวจผู้ป่วยในโรงพยาบาลแน่นอน
ทุกกระท่อมมีสนามเล็กๆหน้าบ้านซึ่งทุกบ้านพร้อมใจกันปลูกดอกไม้
แม้ตอนนี้จะโรยราเหี่ยวแห้งไปมากแล้วแต่ก็ยังมีร่อยรอยความสวยงามเหลือให้เห็นอยู่บ้าง
บางบ้านที่มีแขกมากเช่นร้านอาหารมักใช้วิธีเอาดอกไม้พลาสติกมาปลอมปนแทนดอกไม้จริง
ปลอมทั้งแปลงบ้าง ปลอมปนๆกันไปบ้างแล้วรดน้ำให้มีหยดน้ำเกาะด้วย ซึ่งก็หลอกนักท่องเที่ยวได้สำเร็จเพราะนักท่องเที่ยวเองก็แฮ้ปปี้ที่จะทำทีเป็นถูกหลอกแล้วถ่ายรูปไปหลอกเพื่อนๆแบบเนียนๆอีกต่อหนึ่ง
บ้านหลังไหนที่คนถูหวาอยู่เองโดยไม่แบ่งให้เช่าก็จะเห็นวิถีชีวิตที่จริงแท้ (authentic) ซึ่งแม้จะรกรุงรังด้วยราวตากผ้า
ครัวนอกบ้านที่เต็มไปด้วยหม้อไห แปลงดอกแปลงผักแห้งๆ และส้วมหลุมพาดไม้กระดาน แต่ก็มีความน่าทึ่งน่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวอย่างผมมากกว่าแปลงดอกไม้ที่ปลูกไว้อย่างสวยๆงามๆเสียอีก
พูดถึงตัวคนถูหวาผมไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาเลยเพราะผมพูดภาษาของเขาไม่ได้
ได้แต่สัมผัสจากภายนอกว่าพวกเขามีสีหน้าสงบเย็นอมยิ้มไว้ที่มุมปากราวกับว่าแม้โลกจะแตกในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้านี้เขาก็ไม่ร้อนไม่หนาวอะไร
เวลาทำงานไม่ว่าจะเป็นการถูพื้น เก็บกวาดโต๊ะ พวกเขาจะฮัมเพลงเป็นท่วงทำนองคล้ายเพลงเซเรเนดไปด้วย
เป็นอย่างนี้ทุกคน เอกลักษณ์ของคนถูหวาอีกอย่างคือเขาเจนจัดมากในเรื่องม้า
เขาเลี้ยงม้า สอนม้า ใช้ม้า และกินเนื้อม้า ชนิดที่ว่าเขาคงคุยกับม้ารู้เรื่องดีกว่าคุยกับคน
เขาใช้ให้ม้าวิ่งจากหัวหมู่บ้านไปหาอีกคนหนึ่งที่ท้ายหมู่บ้านได้เองโดยไม่ต้องตามจูงหรือบังคับได้ด้วย
(ผมถ่ายรูปไว้) ตอนนี้ม้าถูกใช้สนองการท่องเที่ยวมาก แต่ถึงจะต้องพานักท่องเที่ยวบุกไปตามภูมิประเทศที่ลาดชันมากมาย
ก็ไม่มีอุบัติเหตุประเภทม้าสลัดผู้โดยสารให้เห็นหรือให้ได้ยินเลย ทำให้ผมเริ่มกลัวม้าน้อยลง
(แต่ก่อนผมกลัวม้ามากเพราะเพื่อนคนหนึ่งซื้อม้าราคาหลายล้านให้ลูกสาวขี่แล้วมันสะบัดเจ้าของให้หล่นจากหลังม้าจนกระดูกกระเดี้ยวหักต้องเยียวยากันอยู่นานหลายเดือน)
ภูมิประเทศรอบหมู่บ้านเหอมู่เป็น
ทุ่งหญ้าสูง ภูเขา ป่าไม้ผลัดใบสีเหลือง ธารน้ำสีเขียวหยกมีท้องธารเป็นกรวด ทั้งหมดประกอบกันเข้าแล้วลงตัวสวยงาม
ผมสำรวจไปทั่วหมู่บ้าน ผ่านสะพานข้ามธารน้ำสีหยกพื้นหินกรวดที่น่าถ่ายรูปแต่ถ่ายไม่ได้เพราะติดหัวคน
ข้ามสพานไปแล้วเป็นบันไดทางขึ้นไปยังทุ่งหญ้าสูงเหนือหมู่บ้าน
ต้องเดินขึ้นอีกสักสามสิบนาที เพื่อนบางคนถอดใจแค่นี้ไม่ยอมไปต่อแล้ว แต่ผมเดินขึ้นไปสำรวจพบว่าเป็นทุ่งหญ้าสูงกว้างใหญ่
มองไปไกลๆเห็นคนขี่ม้าตัดทุ่งหญ้าสวยงาม จากขอบของทุ่งหญ้ามองลงไปข้างล่างเห็นธารน้ำและหมู่บ้านเหอมู่อยู่ข้างล่างนู้น..น
ขนาดหลังละประมาณเท่าหัวแม่มือ ดวงอาทิตย์กำลังจะตกที่เขาอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน
ผมบอกหมอสมวงศ์และลูกชายว่ารอให้พวกนักท่องเที่ยวกลับไปนอนที่โรงแรมข้างนอกอุทยานกันก่อน
พรุ่งนี้แต่เช้ามืดเราจะแอบขึ้นมาสูดอากาศบนนี้และถ่ายรูปควันไฟขึ้นเหนือหมู่บ้านยามเช้ากัน
จบการท่องเที่ยววันที่สาม










