เที่ยวซินเจียงวันที่ 2
20 กย. 69
อยู่เมืองจีนมาสองคืน
ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ากล้องโทรทัศน์วงจรปิดมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ยกเว้นสองแห่งคือในห้องส้วมและในลิฟท์
สองที่นี้จึงเป็นที่ที่คนจีนนิยมใช้เป็นที่ลักลอบทำสิ่งผิดกฎหมายกันมากที่สุด
คือการสูบบุหรี่ ทำให้ส้วมและลิฟท์ทุกแห่งคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นบุหรี่ มักได้กลิ่นอ่อยๆลามออกมาถึงโถงล้อบบี้ของโรงแรมด้วย
ผมคะเนว่าผู้ชายจีนสูบบุหรี่กันเสียครึ่งหนึ่ง แม้ว่าการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเป็นการผิดกฎหมาย
แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง ผมเดาเอาว่าเป็นเพราะตัวกรรมการพรรคเอง 50%
ยังสูบบุหรี่กันอยู่ ..หิ หิ
วันนี้เราออกเดินทางด้วยรถตู้จากอุรุมฉี
มุ่งขึ้นเหนือ ตัดผ่านทะเลทรายกูร์บันตังกุดซึ่งเป็นทะเลทรายแบบคงที่ (fixed)
หมายความว่ายังพอมีหญ้าและกอไม้เตี้ยยึดทรายไว้ไม่ให้ลมพัดทรายโยกโย้ย้ายไปย้ายมาได้
นั่งมองทะเลทรายที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เดินทางกันมานานประมาณหนึ่งอสงไขยก็มาถึงรีสอร์ทพลาสติกแนวสวนสนุกกลางทะเลทรายชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว
ผมไม่ได้สนใจจำด้วยเพราะเราแวะที่นี่เพื่อ “ฉี่” เท่านั้น เผอิญคนอื่นที่เดินทางกลางทะเลทรายนี้ก็คงคิดเหมือนเรา
จึงเกิดจลาจลขึ้นที่หน้าห้องสุขา เมื่อเข้าไปข้างในได้แล้ว ผมไม่ทราบว่าเหตุการณ์ในห้องสุขาหญิงจะเป็นอย่างไร
แต่ในห้องสุขาชายเราต้องตั้งแถวตอนลึก หนึ่งโถต่อหนึ่งแถว
ระหว่างอยู่ในแถวต้องเตรียมความพร้อม กำหนดขั้นตอนปฏิบัติในใจหนึ่ง สอง สาม
ให้แม่น จะได้ไม่ใช้เวลาที่โถนานเกินไปอันอาจก่อการจลาจลขึ้นในแถวข้างหลังเราได้ สำหรับท่านที่ป่วยเป็นโรค
urinary urgency (โรคฉี่แตกก่อนการถอดผ้า) ผมแนะนำว่าขณะอยู่ในแถว
อย่าคิดลุ้นแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้ฉี่ ให้แหงนหน้ามองเพดานคิดถึงอดีตหรืออนาคตเรื่องอื่นที่สวยๆงามๆแทน
เพราะอนาคตที่ว่าเมื่อไหร่จะได้ฉี่นั้นเป็นของไม่แน่ บ่อยครั้งที่บางคนก่อนหน้าเรามีกระเพาะปัสสาวะใหญ่กว่าปกติและใช้เวลาปล่อยของนานเกินกว่าที่เราจะจินตนาการไปถึง
แล้วก็เดินทางกันต่อไปในทะเลทราย
อาฉิงคงเห็นพวกเราเบื่อนั่งรถ จึงพาแวะขับลงทางดินปนทรายไปยังทะเลสาปข้างทางซึ่งไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
นอกจากผืนดินสีเทา น้ำสีเทาปนขี้โคลน ท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัว ภูเขาสีเทาเข้ม พวกเราได้มา
ได้เห็น ได้เข้าใจ แล้วจึงเดินทางกันต่อไป
จนคะเนว่าเลยเวลาอาหารมาได้หลายชั่วโมงแล้วอาฉิงจึงพาแวะกินกลางวันที่เมืองห้องแถวข้างถนน
จากนั้นก็เดินทางต่อไปในทะเลทรายอีกหนึ่งอสงไขย
จึงได้มาถึงเมืองที่เราตั้งใจจะมานอนพัก ชื่อเมืองปู่เอ้อร์จิ้น (Burqin) อาฉิงพาแวะกินข้าว แล้วส่งเข้าโรงแรมที่พัก เท่ากับว่าวันนี้ทั้งวันการทัวร์ของเราคือการนั่งรถล้วนๆ
เจ็บก้นชะมัด ไม่ได้เที่ยวอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
![]() |
| ตลาดในรูปแบบถนนคนเดินเมืองปู่เอ้อร์จิ้น |
เอาของขึ้นเก็บแล้วเราตัดสินใจออกไปเดินเล่นชมเมืองยามใกล้ค่ำ เมืองนี้ดูหน้าตาเป็นเมืองใหม่ ตึกรามก็ใหม่ ดูจะจงใจสร้างไปตามแบบของยุโรปปนรัสเซีย คือมักมีมุขหลังคาแบบโดมธรรมศาสตร์แหมะอยู่ข้างบน เนื่องจากเมืองนี้อยู่สูงจนเกือบติดชายแดนคาซัคและมีแม่น้ำไหลจากตรงนี้เข้าไปในคาซัค ในอดีตจึงเป็นที่ค้าขายทางเรือกับรัสเซียโดยยังเหลือท่าเรือเก่าให้เห็นอยู่ ปัจจุบันนี้เมืองนี้ดูจะมีหน้าที่หลักอย่างเดียว คือเป็นที่แวะพักค้างคืนของนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติคานาสือ บ้านเมืองสะอาด ปลูกดอกไม้จริง (ไม่ใช่พลาสติก) และประดับตุ๊กตาหมีแพนด้าไว้ตามสี่แยกและริมทาง
![]() |
| ริมถนนเมืองปู่เอ้อร์จิ้น |
สำหรับพวกเราซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเมืองนี้คือตลาดสด ซึ่งจัดทำเป็นแบบถนนคนเดินขนาดกว้างใหญ่มาก
มีของขายคึกคักตลอดวันยันค่ำหรือยันดึก ผมไม่รู้เขาจะปิดกันกี่โมง ตอนที่เราเดินตลาดก็ใกล้เที่ยงคืนแล้วก็ยังคึกคักกันอยู่เลย
จบการเที่ยววันที่สอง


