ความคิด กับความรู้ตัว มันสัมพันธ์กันอย่างไร

หนูสมัครมา SR14 แต่เต็มเสียแล้ว จะรอลุ้น SR15 ตอนนี้ขอถาม 1. หนูไม่เข้าใจที่คุณหมอพูดถึงความคิดและการวางความคิด 2. ความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเราคิดก็หมายความว่ามีความรู้ตัวอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหม ถ้าความคิดดับแล้วความรู้ตัวไปอยู่ไหน 3. อย่างความรู้ตัวของหนู มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า 4. การวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม 5. ทำไมต้องทำสมาธิด้วย 6. อะไรเป็นปัจจัยให้ทำสมาธิได้สำเร็จ
ขอบพระคุณค่ะ

..............................................................

ตอบครับ

     1. ถามว่าความคิดคืออะไร ตอบว่าความคิดที่ผมพูดถึงนี้ผมหมายเจาะจงถึงความคิดที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ซึ่งเกิดขึ้นจากเชาวน์ปัญญาที่เรามีอยู่นี้เองมันหวังดีพยายามจะปกป้องสำนึกว่าเป็นบุคคลของเรา สำนึกว่าเป็นบุคคลนี้เกิดขึ้นจากการที่เราสำคัญมั่นหมาย (identify) ว่าเราหรือ "ฉัน" นี้เป็นใคร หรือการยึดติดว่าอะไรที่สื่อถึงความเป็นฉัน เช่น เพศของฉัน อายุของฉัน ครอบครัวของฉัน หมู่บ้านของฉัน โรงเรียนของฉัน อาชีพของฉัน ชื่อเสียงของฉัน บริษัทของฉัน ชาติของฉัน ศาสนาของฉัน ความเชื่อของฉัน การเป็นคนรักความยุติธรรมของฉัน หรือแม้กระทั่งพันธกิจในชีวิตของฉัน ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือตัวตนที่เป็นต้นกำเนิดของความคิดอันเป็นเหตุแห่งทุกข์

     2. ถามว่าการวางความคิดคืออะไร ตอบว่าการวางความคิดก็คือการวางสำนึกว่าเป็นบุคคลหรือ identity นี้ลงเสีย พูดง่ายๆว่าการจะพ้นทุกข์ได้ ต้องเปลี่ยนตัวตนหรือต้องเกิดการ shift of identity จากการเป็นบุคคลคนนี้ไปเป็นอย่างอื่น ถ้ายกตัวอย่างให้แคบลงมาเป็นตัวบุคคลอย่างตัวผมนี้การจะพ้นทุกข์ของผมก็คือการเปลี่ยนตัวตนจากการเป็น "หมอสันต์" ไปเป็นแค่ "ความรู้ตัว" ที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรเกี่ยวข้องกับ "หมอสันต์" เลย

    3. ถามว่าความคิดกับความรู้ตัวนี้มันสัมพันธ์กันอย่างไร ตอบว่า เปรียบเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างไฟกับต้นกำเนิดของไฟ คุณรู้จัก "ไฟ" เป็นอย่างดีแล้ว แต่ต้นกำเนิดของไฟที่เรียกกันว่า "ธาตุไฟ" นั้นคุณไม่รู้จัก มันเหมือนกับว่าธาตุไฟนี้มีอยู่ในทุกหนทุกแห่งแต่ว่าเราจับต้องมองเห็นไม่ได้ เมื่อใดที่มีเงื่อนไขพร้อมคือ (1) มีเชื้อเพลิง (2) มีความร้อน (3) มีอากาศ (4) มีความแห้ง มีครบสี่อย่างนี้ธาตุไฟซึ่งเป็นพลังงานอย่างหนึ่งของจักรวาลนี้ก็จะจุดไฟให้ลุกพรึบขึ้นทันที

     ฉันใดก็ฉันนั้น "ความคิด" เปรียบได้กับไฟ ความรู้ตัวซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ธาตุรู้" นี้เปรียบได้กับ "ธาตุไฟ" เมื่อใดก็ตามที่มีเงื่อนไขพร้อม คือ (1) มีสิ่งเร้า (2) มีอายตนะรับรู้สิ่งเร้า (3) มีกลไกการเปลี่ยนคลื่นสิ่งเร้าเป็นภาษา ความรู้ตัวหรือธาตุรู้ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานที่มีรอพร้อมอยู่แล้วก็จะจุดความคิดให้เกิดขึ้นในใจ

      3. ถามว่าเมื่อความคิดดับลง ความรู้ตัวมันไปอยู่เสียที่ไหน ตอบว่า ก็เมื่อตอนที่กองไฟดับมอดลงแล้วนั้น ธาตุไฟไปอยู่เสียที่ไหนละ

     ความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้ก็เหมือนกัน เมื่อหมดความคิด ความรู้ตัวก็เป็นความรู้ตัวอยู่นั่นแหละ มันอยู่ของมันที่นั่นแหละ มันมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง มันอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยห้องหับหรือที่ทางจัดเก็บ

     4. ถามว่าอย่างความรู้ตัวของหนูนี้ มันเป็นของหนูคนเดียวหรือเปล่า ตอบว่า ไม่เป็น เหมือนอย่างคุณจุดไฟหุงต้มในบ้านคุณคุณอาจพูดได้ว่าไฟนั้นเป็นของคุณ แต่ธาตุไฟที่จุดไฟนั้นขึ้นมาไม่ได้เป็นของคุณดอกนะ คือคุณอย่าเอาของที่อยู่คนละมิติมาสัมพันธ์กัน สิทธิความเป็นเจ้าของเป็นความคิด เป็นคอนเซ็พท์ เป็นภาษา เป็นสิ่งสมมุติขึ้น ส่วนความรู้ตัวหรือธาตุรู้นั้นอยู่พ้นไปจากความคิด ตรงความรู้ตัวที่ว่านี้มันไม่ได้เป็นความรู้ตัวของคุณหรือของใครนะเพราะคุณในที่นี้มันเป็นแค่ความคิดที่ถูกกุขึ้นมากลางอากาศ ไม่ได้มีอยู่จริงมันจึงเป็นเจ้าของอะไรจริงๆไม่ได้ ส่วนความรู้ตัวนั้นมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในลักษณะไร้รูปและแทรกซึมไปทุกอนูของจักรวาลนี้ มันเป็นธาตุพื้นฐานของจักรวาลนี้ ไม่ว่าคุณหรือผมเมื่อถอยกลับไปอยู่ที่ความรู้ตัว ก็จะถอยไปอยู่ที่ความรู้ตัวหรือธาตุรู้อันเดียวกัน หมายความว่าทั้งคุณและทั้งผม เมื่อปอกเปลือกสำนึกว่าเป็นบุคคลที่เป็นเพียงความคิดที่ห่อหุ้มข้างนอกและแยกร่างกายนี้ออกไปแล้ว ส่วนของชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ว่าของคุณหรือของผมก็คือสิ่งเดียวกัน ถ้าคุณตระหนักรู้ตรงนี้คุณก็ไม่ต้องมานั่งแผ่เมตตาให้ผมหรอก เพราะลึกๆพ้นจากความคิดและร่างกายลงไปแล้ว คุณกับผมก็คือสิ่งเดียวกัน ตรงนี้แหละที่วิชาโยคะเขาเรียกว่า "รวมเป็นหนึ่ง" คือคำว่า "โยคะ" แปลว่ารวมเป็นหนึ่ง ซึ่งก็หมายถึงว่าเป้าหมายของวิชาโยคะนั้นก็คือวางความคิดกลับไปเป็นความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง

     5. ถามว่าการวางความคิดกับการทำสมาธิเหมือนกันไหม ตอบว่า การทำสมาธิเป็นขั้นตอนไปสู่ความรู้ตัวอย่างยั่งยืน การทำสมาธิหรือ meditation หมายความเฉพาะเจาะจงถึงการตั้งใจโฟกัสทำให้ความสนใจตั้งมั่นอยู่กับอะไรสักอย่างไม่ว่อกแว่กกลับไปหาความคิด ซึ่งต้องจดจ่อที่อะไรสักอย่างเช่นลมหายใจหรือความรู้สึกบนผิวกายแล้วเกาะติดอย่างลึกละเอียดลงไปจนในที่สุดแม้ลมหายใจเองก็หายไป เหลืออยู่แต่ความรู้ตัว

     6. ถามว่าทำไมต้องทำสมาธิด้วย ตอบว่า อ้าว..ก็เพราะต้องการถอยความสนใจออกมาจากความคิดให้ได้นานๆไง จึงต้องทำสมาธิเพื่อป้องกันไม่ให้ความสนใจถูกลากกลับไปหาความคิดอีก จากนั้นสิ่งที่ถูกจดจ่อจะค่อยๆหายไปเหลืออยู่แต่ความรู้ตัว ตัวความรู้ตัวหรือธาตุรู้นี้เป็นจิตสำนึกรับรู้บริสุทธิที่ไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสำนึกว่าเป็นบุคคล เป็นพลังงานต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง รวมทั้งเป็นที่มาของปัญญาญาณที่ก่อให้เกิดความเข้าใจแบบรับรู้ตรงๆตามที่มันเป็นโดยไม่ต้องผ่านภาษา พูดง่ายๆว่าปัญญาระดับเจ๋งจริงมันต้องอาศัยสมาธิจึงจะมีได้ มันจึงจะต้องผ่านสะเต็พนี้ไปก่อน ความหลุดพ้นจากความยึดติดในความคิดจึงจะมีขึ้นได้

    7. ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ ตอบว่า การรู้จักผ่อนคลายร่างกาย และการรู้จักกระตุ้นใจให้ตื่นตัวเมื่อง่วง เป็นปัจจัยสำคัญให้ทำสมาธิได้สำเร็จ

     หมดคำถามแล้วนะ ก่อนปิดไฟเข้านอน ผมขอย้ำส่งท้ายกับคุณหน่อยว่าที่คุณถามมาทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากคุณไม่ได้ลงมือปฏิบัติวางความคิดและทำสมาธิ ไม่ว่าคุณจะฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรก็ตาม คุณไม่มีวันเข้าถึงสิ่งที่อยู่พ้นความคิดออกไปด้วยการพยายามคิดเอาดอก เพราะความคิดมันจำกัดคุณไว้ในกรอบของภาษา คุณจะเอาความคิดไปอนุมาณสิ่งที่พ้นกรอบของภาษาไปได้อย่างไร

    เขียนถึงตรงนี้ว่าจะจบแล้วขอต่ออีกหน่อย เพิ่งนึกถึงอุปมาขึ้นได้ ครั้งหนึ่งราวยี่สิบปีมาแล้วผมเป็นกรรมการจัดงานประชุมแพทย์ผ่าตัดหัวใจระดับนานาชาติในกรุงเทพ ต้องคอยต้อนรับพวกวิทยากรฝรั่งที่เชิญเขามาพูด สมัยโน้นหมอฝรั่งบางคนไม่เคยมาทางซีกนี้ของโลกเลยในชีวิต วันหนึ่งพวกเรานั่งใส่สูทผูกเน็คไทคุยกันอยู่ที่ห้องล็อบบี้ของโรงแรมช้้นหนึ่งในกรุงเทพที่เราใช้ประชุมกัน หมอฝรั่งคนหนึ่งเห็นอากาศปลอดโปร่งดีมากก็ขออนุญาตผมออกไปเดินเล่น ผมพยักหน้า ออกไปได้สักพักเขาก็แจ้นกลับเข้ามารายงานหน้าตาตื่นว่า

     "ข้างนอกมันร้อนมากนะ"

     ผมอมยิ้ม คือฝรั่งเผลอลืมไปว่าเราอยู่ในห้องกระจกติดแอร์ เขาเอาอุณหภูมิของห้องไปอนุมาณอุณหภูมิของสนามเขียวๆแดดดีๆที่มองเห็นข้างนอก เขาลืมไปว่าอุณหภูมิของห้องที่เขารับรู้ได้นี้มันถูกครอบด้วยกระจกจึงจะอาศัยมันอนุมาณถึงอุณหภูมิข้างนอกไม่ได้เลย ฉันใดก็ฉันนั้น คุณอย่าเอาความคิดซึ่งถูกครอบด้วยกรอบของภาษาไปอนุมาณถึงสมาธิและความรู้ตัวซึ่งเป็นสิ่งที่พ้นภาษาออกไป มันเป็นไปไม่ได้ คุณต้องลงมือปฏิบัติด้วยการวางความคิดก่อนคุณจึงจะรู้ถึงสมาธิและความรู้ตัวได้

     เออ จะจบแล้วนะ รู้สึกว่าลืมอะไรไปอีกอย่างหนึ่งที่จะบอกคุณก่อนจบ อ้อ นึกออกแล้ว ครั้งหน้าถ้าถามมาอีก ผมจะตอบแต่คำถามที่เกิดจากการพยายามลงมือปฏิบัติแล้วติดขัดเท่านั้นนะ หากถามเพราะอยากรู้โน่นนี่นั่นไม่รู้จบอีกจะไม่ตอบให้แล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว