ความสุขสงบภายใน กับชีวิตนิรันดร์


     เกือบจะนอนอยู่แล้ว งานสุดท้ายก่อนนอนคือส่งเมลไปขอบคุณใครที่ผมไม่รู้จัก ชื่อดาตัม เขาเขียนบทความลงในจดหมายข่าวของศูนย์สุขภาพแห่งหนึ่งในอเมริกาซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่ ที่อยากขอบคุณเขาเพราะบทความนั้นผมอ่านแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้มาก พอส่งเมล์ไป แป๊บเดียวเขาก็ติดต่อผมมาทางแชท ตอนแรกนึกว่าจะคุยกันสองสามคำแล้วเข้านอน กลายเป็นต้องคุยกันยาว แต่บทสนทนาของคนไม่รู้จักกันสองคน มีเนื้อหาที่ท่านผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนหนึ่งอาจจะสนใจ ผมแปลเอามาลงให้อ่านบางตอน

ดาตัม: เป้าหมายปลายทางชีวิตคุณคืออะไร

หมอสันต์: ความสุขสงบภายใน (inner peace)

ดาตัม: แบบชีวิตนิรันดร์หรือเปล่า (eternal life?)

หมอสันต์: น่าจะใช่นะ

ดาตัม: แล้วเป็นอันเดียวกับนิพพานหรือเปล่า (Nirvana?)

หมอสันต์: ถ้าคุณหมายถึงภาวะที่จิตสำนึก (consciousness) มีอยู่ในภาวะที่ไม่มีความคิด (thought) ผมก็เดาเอาง่ายๆว่ามันคงเป็นอันเดียวกัน

ดาตัม:  คุณเคยเข้าไปอยู่ในภาวะนั้นมาหรือยัง

หมอสันต์: เคยแอบดูเป็นครั้งคราว แว่บหนึ่ง แว่บหนึ่ง

ดาตัม: : หมายความว่าคุณเคยตายมาแล้วหรือ

หมอสันต์: เปล่า ไม่เคยตาย แต่ก็ตอนที่ใจว่างจากความคิดไง นั่งอยู่กับธรรมชาติรอบตัว ในปัจจุบันขณะ ตอนนั้นแหละผมได้สัมผัสกับชีวิตนิรันดร์แว่บหนึ่ง

ดาตัม: : สุญญตา (Sunyata) คุณว่ามันหมายถึงอะไร?

หมอสันต์: ตอบตามความเข้าใจของผมเองนะ เพราะผมไม่ได้ศึกษาปริยัติมาดอก สุญญตา น่าจะหมายถึงอะไรที่อยู่นอกพื้นที่และเวลา (space and time) ให้ผมเรียกมันว่ามิติที่ห้านะ ถ้ามิติที่สี่คือเวลา ให้ผมอธิบายตามความเข้าใจของผมตรงนี้หน่อย สมมุติว่าบนโต๊ะนี้เป็นพื้นที่หรือ space แก้วน้ำนี้เป็นความคิด โดยธรรมชาติความคิดเกิดขึ้นในมิติของเวลาคือหมุนเวียนเปลี่ยนผันผลัดกันเกิดแล้วดับ ความคิดใหม่เข้ามาแทนความคิดเก่า ความคิดเก่ากลายเป็นอดีต เช่นนี้เรื่อยไป

ดาตัม: : แล้วปัจจุบันอยู่ไหนละ

หมอสันต์: ปัจจุบันที่รับรู้โดยจิตสำนึกนั้นอยู่นอกมิติของเวลานะ เพราะปัจจุบันเป็นสถานะที่จิตสำนึกกำลังรับรู้ความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้น (ความคิดผ่านไปแล้ว) ซึ่งเป็นภาวะที่จิตปลอดความคิด เพราะความคิดกับจิตสำนึกรับรู้ จะไม่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตอนที่จิตสำนึกเข้าไปรับรู้ความคิด ความคิดนั้นเป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นอดีตจึงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง ส่วนอนาคตนั้นเป็นเพียงเนื้อหา (content) ของความคิด อนาคตก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงเช่นกัน

ดาตัม: : โอเค. แก้วน้ำเป็นความคิด แล้วไง?

หมอสันต์: พื้นที่บนโต๊ะที่ไม่ใช่แก้วน้ำนี้ก็คือจิตสำนึก กรณีมีความคิดให้รับรู้ เราเรียกจิตสำนึกในภาวะนี้ว่าวิญญาณ ถ้าพื้นที่บนโต๊ะนี้ว่างเปล่าไม่มีแก้ว จิตสำนึกก็ไม่ต้องถูกเรียกให้มารับรู้ความคิด หมายความว่าเมื่อปลอดความคิด วิญญาณก็ไม่มี คือพูดง่ายๆว่าถ้าเราขยายพื้นที่บนโต๊ะนี้ให้กว้างไปจนสุดขอบจักรวาลโดยไม่มีโต๊ะ ไม่มีเราสองคน ไม่มีดาว ไม่มีเดือน ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แล้วใครจะรู้ว่ามันว่างเปล่าถูกไหม เพราะการจะรู้ว่าตรงไหนว่างมันต้องมีอะไรที่กินที่ให้เป็นสิ่งอ้างอิงและมีจิตสำนึกมารับรู้สิ่งอ้างอิงนั้น

ดาตัม: : อ้าวแล้วความว่างเปล่าตรงนั้นจะเป็นอะไรละ

หมอสันต์: ผมเดาว่าก็เป็นสุญญตา เป็นความว่างที่อยู่นอกมิติของเวลา มีแต่จิตสำนึก ไม่มีความคิด

ดาตัม: : แล้วสุญญตานี้เป็นอันเดียวกับนิพพานหรือเปล่า

หมอสันต์: ในแง่ของการเป็นสถานที่ ผมเดาเอาว่าคงใช่นะ มันคงเป็นอันเดียวกัน คือมันเป็นจิตสำนึกในภาวะว่างจากความคิด ผมเดาว่ามันเป็นอะไรที่อมตะ ไม่มีเกิด ไม่มีตาย แต่ในแง่กลไกการออกฤทธิ์ ผมว่านิพพาน หรือชีวิตนิรันดร์น่าจะหมายความรวมไปถึงวิธีการที่จิตสำนึกหลุดพ้นจากความคิดด้วย

ดาตัม: : คุณหมายความว่าจิตสำนึกเนี่ย เป็นอะไรที่ไม่ตายไปพร้อมกับเราเมื่อเราตายหรือ

หมอสันต์: ผมยังไม่เคยตายนะ ตรงนี้ผมไม่รู้จริงๆดอก แต่ความเชื่อของผมคือจิตสำนึกไม่มีวันตาย เพราะจิตสำนึกเองก็มีความละเอียดหลายระดับชั้น อีกอย่างหนึ่งถ้าจิตสำนึกหรือวิญญาณตายได้ แล้วส่วนไหนของชีวิตละ ที่จะไปมีชีวิตนิรันดร์หรือไปนิพพาน

ดาตัม: : ทั้งหมดนี้อยู่ในตัวเราเองทั้งหมดใช่ไหม

หมอสันต์: ผมว่าใช่นะ..ถ้าไม่เกี่ยงว่ามันเป็นคนละมิตินะ แต่ผมมีความรู้สึกจากการที่แอบเข้าไปดูแว่บสองแว่บว่า สิ่งที่เราเรียกว่าจิตสำนึก หรือวิญญาณ หรือแม้กระทั้ง awareness เนี่ย มันเหมือนจะย่อขยายขนาดได้ด้วยนะ หมายความว่าบางครั้งมันก็ขยายออกไปราวกับจะไปถึงสุดขอบฟ้าโน่นยังได้เลย หรือว่ามันจะเป็นเหมือนกับไฟฟ้าที่ไม่ว่าจะเป็นของแอร์ ตู้เย็น พัดลม มันล้วนมีแหล่งมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ไกลโพ้นโน่น..รึเปล่า ตรงนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจมันนัก แต่มันคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผมตอนนี้หรอก ประเด็นสำคัญคือ เมื่อจิตสำนึกเป็นอิสระจากความคิด ความสุขสงบภายในก็เกิดขึ้น รู้แค่นี้ผมปักธงชัยนำทางชีวิตผมเองได้แล้ว

ดาตัม: : คุณกลัวตายไหม?

หมอสันต์: ไม่กลัว เพราะผมเลือกข้างอยู่กับจิตสำนึก ไม่ได้เลือกอยู่ข้างความคิด ผมเชื่อว่าความตายไม่มีผลอะไรต่อจิตสำนึกที่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงแล้วจากความคิด

ดาตัม: : หมายความว่าทุกวันนี้คุณใช้ชีวิตโดยเป็นอิสระจากความคิดได้แล้วอย่างสิ้นเชิง

หมอสันต์: ยัง ยังไม่สิ้นเชิง ผมรู้ว่าถ้าผมเผอิญตายตอนที่จิตสำนึกเผลอกอดอยู่กับความคิด ผมก็คงต้องกลับไปเกิดใหม่ ไปตั้งต้นใหม่ที่สนามหลวง ดังนั้นผมจึงต้องใช้ทุกลมหายใจที่ผมยังเหลืออยู่ก่อนตายพาจิตสำนึกของผมออกมาจากความคิดให้ได้ตลอดเวลา

ดาตัม: : เพื่อไปสู่ชีวิตนิรันดร์?

หมอสันต์: ใช่ เพื่อให้ทันไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ก่อนที่ผมจะตาย

ดาตัม: : กลับไปพูดถึงการเป็นอิสระจากความคิด คุณทำอย่างไร

หมอสันต์: ผมใช้อยู่สองวิธี

     วิธีที่หนึ่ง ในฐานะจิตสำนึก ผมเฝ้ามองความคิดจากข้างนอก มองเฉยๆ มองแล้วมันก็จะฝ่อหายไปเอง

     วิธีที่สอง ผมโฟกัสที่ปัจจุบัน อยู่กับเซ็นเซชั่นของร่างกาย โดยวิธีปักหมุดทอดสมอจิตสำนึกไว้ที่ร่างกาย ไม่ให้มีโอกาสได้ไปพัวพันกับความคิด เช่นปักหมุดไว้ที่ลมหายใจบ้าง ท่าร่างบ้าง การเคลื่อนไหวบ้าง การกินบ้าง หรือแม้กระทั่งการทำบอดี้สะแกน ผมหมายถึงลาดตระเวนรับรู้ความรู้สึกไปตามร่างกายทีละส่วน วิธีนี้ทำให้ความคิดเจาะยางผมได้ยาก

ดาตัม: : แต่เวลาที่ร่างกายมีความเจ็บปวด มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะเกิดความคิด อย่างน้อยก็ในรูปของอารมณ์ความรู้สีก คุณทำยังไง

หมอสันต์: ความเจ็บปวดก็คือการที่เราไม่ยอมรับอะไรที่เกิดขึ้นในร่างกายหรือในความคิดของเรา อะไรที่ว่านั้นบ่อยครั้งก็เป็นเพียงแค่ความจำจากอดีต วิธีรับมือของผมมีวิธีเดียว คือผมยอมรับสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอย่างไม่มีเงื่อนไข ผมจะไม่ไปถือหางเป็นตุเป็นตะกับความเจ็บปวด มิฉะนั้นก็เท่ากับผมไปถือหางอดีต ในทางปฏิบัติเมื่อมีความปวด ผมจะใช้ความปวดเป็นเป้าให้จิตสำนึกวิ่งเข้าไปรับรู้ทันที เข้าไปสนใจ รับรู้ความรู้สึก รับรู้แบบยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และด้วยความเข้าใจว่าธรรมชาติของมันเกิดแล้ว มันก็จะดับ ผมจะเอาความสนใจเข้าไปขี่ม้าเลียบค่ายวนๆรอบๆลูบๆคลำๆบริเวณร่างกายที่เจ็บปวด แล้วหาทางแทรกเข้าไปอยู่ที่ใจกลางของความเจ็บปวดนั้น ไปสิงอยู่กับมัน รับรู้มันแบบเฉยๆไม่ต่อต้าน ไม่พิพากษา ถ้าสมาธิดีหากมันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงร่างกายก็จะร่วมมือด้วยการสร้างความสั่นสะเทือนเบาๆขึ้นมาช่วยลดความปวดเองโดยผมไม่ต้องสั่ง ผมมีประสบการณ์แบบนี้บ่อย ในที่สุดความปวดมันก็ค่อยๆฝ่อหายไปเอง ถ้าไม่หายก็เฝ้าดูกันอยู่อย่างนี้แหละ มันไม่มีโอกาสได้ขยายผลไปเป็นอารมณ์หรือความคิดเพราะจิตสำนึกผมเข้าประกบแต่ต้น แต่มีเหมือนกันที่พอหายจากที่หนึ่งแล้วมันไปตั้งต้นเกิดเป็นความปวดอันใหม่ในส่วนอื่นของร่างกาย ผมก็ตามไปดูอีก

ดาตัม: อย่างนี้คุณก็ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดเลยสิ

หมอสันต์: ผมไม่เคยกินยาแก้ปวดมาหลายปีแล้ว เพื่อนของผมเป็นมะเร็งตับก้อนบะเล่ง เธอก็ไม่เคยใช้ยาแก้ปวดเลย จนถึงวันที่เสียชีวิตไปอย่างสงบ

ดาตัม: พูดถึงการแยกตัวออกจากความคิด ถ้ามันเป็นอดีตที่อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวมันก็สยายปีกคลุมไปทั่วแล้ว แบบนี้คุณจะรับมือยังไง

หมอสันต์: หลักพื้นฐานก็มองความคิดจากข้างนอก aware of a thought ไม่ใช่ผสมโรงคิดซะเอง หรือ thinking a thought อันนี้เข้าใจตรงกันนะ เทคนิคอันหนึ่งที่ผมใช้บ่อยคือ ตอนนี้ไม่มีความคิดแล้ว มาเฝ้าดูแล้วลุ้นดูด้วยความท้าทายซิ ว่าความคิดแรกที่จะโผล่ขึ้นมาต่อจากนี้ไปจะเป็นความคิดเรื่องอะไร วิธีนี้ทำให้ผมอยู่กับปัจจุบันโดยไม่มีความคิดได้ทีละเป็นเวลานานเกินความคาดหมาย

..................................................  

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว