ไปดูเขากินแมงป่องที่เสียมเรียบ

ผมอยู่ที่เสียมเรียบ เสร็จการบรรยายไปเรียบร้อยแล้ว ถือโอกาสเที่ยวแถวนี้เสียสักสองวัน

     วันแรก เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพราะเจ้าภาพจะมารับที่โรงแรมตอนตีห้า เพื่อไปให้ทันถ่ายรูปตะวันขึ้นที่นครวัตตอนหกโมงเช้า ไปถึงนครวัดยังมืดตึ๊ดตื๋อ ไกด์ต้องคอยเอาไอโฟนส่องพื้นทางเดินให้เราเวลามีขั้นบันไดเพราะกลัวเราสะดุดอะไรหกล้ม มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด ได้ยินเสียงพวกนักท่องเที่ยวคุยกันเบาๆรอบๆตัวเรา แต่มองไม่เห็นกัน เราเดินในความมืดตามไกด์ไปได้นานประมาณครึ่งกม.ได้ ก็มาถึงจุดที่ไกด์เตรียมไว้ให้ว่าตรงนี้เหมาะจะถ่ายรูปมากที่สุดเพราะจะได้ทั้งดวงอาทิตย์อยู่ระหว่างปรางค์ของนครวัด และได้ทั้งเงาในน้ำ เรายืนอยู่ในความมืดกันนิ่งๆ เพราะยังไม่ตื่นนอนกันดีเลยเนื่องจากอดนอนมาสองคืนแล้ว คืนก่อนที่กรุงเทพก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ทันเครื่องบิน เมื่อคืนนี้หลังบรรยายเสร็จเจ้าภาพพาไปเลี้ยงอาหารฟังดนตรีอีก กว่าจะได้กลับที่พักเข้านอนก็เกือบเที่ยงคืน ตีสี่กว่าก็ต้องตื่นมานี่กันเลย

     อากาศหนาวพอควร ก่อนมาบรรดาผู้หวังดีบอกคนไม่มีประสบการณ์อย่างผมว่าจะไปนครวัดเหรอ ต้องเอาหมวก เอาแป้งขาวกันแดด ปลอกแขนกันแดด และเอาน้ำไปดื่มแยะๆนะเพราะร้อนตับแตก มาถึงที่จริงๆผมไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นเลย ผมยืนหลับๆตื่นๆอยู่ ฟ้าก็ค่อยๆสาง พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ก็..
เจ็ดแสดเจ็ดหมื่นคนเมื่อฟ้าสาง

     แอ่น..แอ้น..แอ๊น.น..น

     สิ่งแรกที่ประทับใจอย่างยิ่งไม่ใช่ความอลังการ์ของนครวัดหรอก หิ หิ  แต่เป็นคน ใช่..คนหรือมนุษย์นี่แหละ ไม่รู้มาจากไหนกันตั้งแต่เมื่อไหร่ พอฟ้าสางก็มาออกันอยู่ที่ริมบึงหน้านครวัดนี่เรียบร้อยแล้ว นับจำนวนได้ประมาณเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นคน ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะรู้ว่าโลกเรานี้มีประชากรมากแค่ไหน ให้ไปดูที่หน้าปราสาทนครวัดตอนตีห้าครึ่ง มีทุุกชาติทุกภาษาและทุกวัย บ้างขี่คอกันชูกล้องถ่ายรูป บ้างเอาอะไรก็ไม่รู้รูปร่างเหมือนไม้ไผ่ชูกล้องถ่ายรูปของตัวเองขึ้นไปบนท้องฟ้า บ้างยืนหันก้นให้นครวัดแล้วยื่นไอโฟนติดปลายไม้เซลฟี่ยัดเข้าไปในหมู่ฝูงชนเพื่อถ่ายรูปของตัวเองกะให้ติดนครวัดด้วย บางคนยื่นเข้าไปแล้วชักออกไม่ได้เพราะไอโฟนไปติดแขนชาวบ้านคนไหนก็ไม่รู้อยู่ แต่ก็ไม่มีใครโวยวายใคร เพราะนาทีทองที่จะได้รูปสวยๆขณะพระอาทิตย์ขึ้นมีอยู่ไม่กี่นาทึ ทุกคนจึงจดจ่ออยู่กับพันธะกิจของตนเป็นอย่างดีไม่มีใครเรื่องมาก
เทพอัปสร บอกสถิติจำนวนนักเที่ยวชาย

     ถ่ายรูปตะวันขึ้นแล้วเราไปนั่งกินข้าวห่อที่เจ้าภาพเขาให้โรงแรมจัดมาให้ที่หน้าประตูปราสาท อิ่มแล้วก็ไปรอรถและไกด์ที่โรงแรมจัดตามมาให้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าประตูซึ่งเป็นจุดนัดหมาย เขามากันตรงเวลาดี ตัวไกด์ชื่อปาน (ชื่อสมมุติ) แต่งเครื่องแบบไกด์และพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอใช้ทีเดียว

     เราเดินผ่านทางเดินที่มีนาคราชหินทอดตัวขนาบสองข้างยาวเหยียด ปานเล่าเรื่องที่มาของนครวัดและการบูรณะฟื้นฟูซึ่งช่วงแรกทำโดยช่างฝรั่งเศส ผมเหลือบดูเห็นเสาหินค้ำท้องพญานาคบางต้นเป็นเสาคสล.สี่เหลี่ยมแบบลุ่นๆ ต่างจากหินค้ำดั้งเดิมของเขาซึ่งเป็นหินสลักเสลาสวยงาม ผมชี้ให้ปานดูและว่า

     "คุณว่าคุณเอาคนฝรั่งเศสมาซ่อมเหรอ ผมว่าคุณน่าจะเลือกผู้รับเหมาผิดซะละมัง"

     ปานมองดูเสาค้ำท้องนาคแล้วหัวเราะ ผ่านทางเดินอันยาวเหยียดทอดข้ามบึงเข้ามายังตัวปราสาทแล้ว เขาชี้ให้ดูเทปอัปสรและบอกว่าทั้งนครวัดมีรูปสลักเทพอัปสรถึงสองพันกว่าองค์ ซึ่งคงจะจริง แต่เทพอัปสรองค์ที่เตะตาผมมากกว่าเขาเพื่อนคือองค์ที่อยู่ตรงทางเดินผ่านจากปราสาทหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่ง เธอเป็นหลักฐานทางสถิติที่บอกว่าในจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ เป็นนักท่องเที่ยวผู้ชายเสียไม่ใช่น้อย  เพราะหน้าอกของเธอมันแผล็บ
อรชุนกำลังแผลงศรควบสามดอกบนรถม้า ขณะกฤษณะนั่งขัดสมาธิควงแส้อยู่


     ปานพาเราชมภาพสลักหินรอบๆ ซึ่งสลักเล่าเรื่องของกษัตริย์สุริยวรมันที่ 2 บ้าง เล่าเรื่องรามเกียรติ์บ้าง และเล่าเรื่องภารตยุทธบ้าง ผมหยุดดูภาพสลักของอรชุน พระเอกของฝ่ายปานฑพกำลังแผลงศรแบบยิงทีเดียวควบสามดอก ขณะที่กฤษณะ คนขับรถม้าศึกของเขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นั่งคนขับและเงื้อมือควงแส้อยู่ จัดเป็นภาพแกะสลักที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกดีมาก ไม่น่าเชื่อว่าภาพนี้จะแกะสลักไว้นานแล้วเป็นพันปี

สำหรับแฟนบล็อกหมอสันต์ที่เกิดไม่ทันเรื่องภารตะยุทธ์ ผมจะเล่าบางตอนที่ผมชอบให้ฟังนะ
ภารตะยุทธ์เป็นสงครามระหว่างพี่น้องสกุลปานฑพซึ่งมีเทพหนุนหลัง กับพี่น้องสกุลเการพ
ซึ่งเทียบได้กับพวกมาร ฝ่ายปานฑพมีอรชุนเป็นพระเอก ส่วนที่ผมจำได้แม่นมีอยู่ตอนเดียวคือตอนที่อรชุนเซ็งการรบแล้วกฤษณะซึ่งเป็นพระเจ้าแปลงร่างมาเป็นคนขับรถม้าศึกให้เขาใช้วาทศิลป์ล่อหลอกให้อรชุนเดินหน้าลุยถั่ว เรื่องราวตอนนี้มีแปลไว้เป็นหนังสือฝรั่งหลายเล่ม ผมจะเขียนเล่าตามประสาหมอสันต์ให้ฟังนะ เป็นการเล่านิทานแบบเอาสนุกเข้าว่าและจำมาผิดบ้างถูกบ้าง ไม่เอาสาระนะ เอาสนุกเฉยๆ

ก่อนการประจันบาน อรชุนสั่งให้กฤษณะเดินรถม้าไปในระหว่างทัพอันมหึมาของทั้งสองฝ่ายเพื่อดูหน้าฝ่ายตรงข้ามว่ามีใครบ้าง เมื่อเห็นว่ามีไม่น้อยเป็นคนกันเองทั้งนั้น แม้พวกเขาจะเป็นคนขี้โลภ แต่ก็เคยเป็นพวกเดียวกัน เคยรู้จักกันและเคยดีๆกันอยู่ก็มี เห็นอย่างนั้นแล้วก็เกิดความเซ็งมะก้องด้องขึ้นในใจ จึงพูดกับกฤษณะว่า

     “...กฤษณะ นี่มันอะไรกัน เขาเหล่านั้นก็เป็นพี่น้องของเราทั้งนั้น ใยต้องมาเข่นฆ่ากันให้เป็นบาปกรรมไปภายหน้าด้วยเล่า ข้าเกิดความเก๊กซิมในหัวใจเหลือเกิน ไม่รบไม่เริ้บมันละ กลับไปอยู่บ้านขายเต้าฮวยดีกว่า..”

     ว่าแล้วก็ทิ้งคันศรและธนูลงกับพื้นรถ

กฤษณะเห็นท่าไม่ดีก็ร้องปรามว่า

     “...เฮ้ย อะไรกันวะอรชุน เอ็งจะมาท้อถอยตอนหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ได้อย่างไร คนเราเกิดมาเป็นคนก็ต้องทำหน้าที่ การจะเกิดจะตายนั้นมีใครบ้างเกิดมาแล้วไม่ตาย รบไม่รบท้ายที่สุดก็ตายกันหมดทุกคนแหละ แต่ว่าคนเราตายก็แค่ตัว แต่อาตมันไม่มีวันตาย มันเป็นแก่นแท้อันนิรันดร์เพียงแค่ละร่างเก่าไปสู่ร่างใหม่ กะอีแค่หนาวร้อนสุขทุกข์ต่อร่างกายและจิตใจนี้มันก็เป็นเพียงสิ่งภายนอกผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ของเราชั่วครั้งชั่วคราว จะหาแก่นสารความแน่นอนได้ที่ไหน ใยท่านไม่หัดทำใจให้นิ่งต่อโลกธรรมเหล่านี้เสียบ้าง จะมามัวหดหู่กับมันอยู่ทำไม

อรชุน.. เมื่อรู้ว่าชีวิตมีอาตมันเป็นนิรันดร์เป็นแก่นแท้เช่นนี้แล้ว ควรหรือจะมามัวกังวลกับชีวิต จงทำหน้าที่ของตนให้มั่นอย่าหวั่นไหว เพราะเกิดมาเป็นชายชาติกษัตริย์จะมีเกียรติอะไรเสมอการทำธรรมสงครามอีกเล่า

รบเถิดอรชุน อย่าไปห่วงว่าฆ่าคนแล้วจะเป็นบาปเลย เพราะฆ่าคอมมิวนิสต์ย่อมไม่บาป เอ๊ย..ขอโทษ แปลผิด ที่ถูกต้องแปลว่า..เพราะปรัชญาโยคะมีหลักว่าไม่เสียใจกับสิ่งที่เสียไป ไม่ดีใจกับสิ่งที่ได้มา อรชุน จิตที่เป็นอุเบกขาที่ข้ามพ้นสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้เพราะการลงมือปฏิบัติฝึกฝนจิตให้นิ่งเท่านั้น ไม่ใช่การนั่งรอผลแห่งกรรมในอดีตหรือการไม่ยอมปฏิบัติการใดๆเพราะกลัวกรรมจะตามไปในอนาคต ดังนั้น รบเถิดอรชน ลุยเถอะอรชุน...” 
ถ่ายแต่ข้างยักษ์ แต่ไม่ถ่ายข้างเทพ เพราะไม่ชอบเทพ


อรชุนได้ฟังดังนั้น แม้ในใจจะคิดว่าที่คนขับสามล้อ เอ๊ย ไม่ใช่ ที่คนขับรถม้าศึกของเขาพูดมานั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหนเลย แต่ก็ทำใจว่าเอาเถอะ เอาเถอะ ไม่รบก็ไม่เสร็จธุระ กลับบ้านไม่ได้สักที จึงสั่งเดินหน้าลุยถั่วทำสงครามเสียสิบกว่าวัน ลูกน้องทั้งสองฝ่ายตายกันเป็นเบือเลือดท่วมทุ่ง โดยฝ่ายอรชุนเป็นฝ่ายชนะในที่สุด เอวังของเรื่องภารตะยุทธ์ฉบับหมอสันต์ก็มีเพียงเท่านี้

     เรารีบออกจากนครวัดเพื่อหลบหนีผู้คนที่แออัดยัดทะนานไปยังปราสาทนครธม ปากประตูทางเข้านครธมมีสพานข้ามบึงขนาดใหญ่เข้าไปสู่ประตูเมือง สองข้างสพานมีรูปสลักหินขนาดใหญ่นั่งเรียงอยู่สองฝั่ง ผมให้ซัวซึ่งเป็นคนขับจอดรถให้ผมถ่ายรูป ปานเห็นผมถ่ายรูปแต่ฝั่งขวาของสพานฝั่งเดียวจึงเข้ามาบอกว่าแถวที่นั่งเรียงทางฝั่งขวานี่เป็นยักษ์ ส่วนที่นั่งเรียงทางฝั่งซ้ายโน่นเป็นเทพ ดีอกเตอร์ยูไม่ถ่ายรูปพวกเทพบ้างหรือ ผมตอบว่า
บายน มองไปเห็นแต่หน้าพรหม

     "ฮึ..ไม่เอาหรอก ผมไม่ชอบเทพ"

     ที่นครธมนี้เราเข้าไปชมปราสาทบายน ซึ่งมีปรางค์หลายยอด ทุกยอดมีหน้าพรหมอยู่สี่ทิศ เป็นหน้าพรหมระดับบิ๊กใหญ่กว่าตัวคนหลายเท่า เวลาเอาคนไปอยู่ใกล้ๆตัวคนเหลือนิดเดียว แต่ผมไม่ชอบถ่ายรูปคนจึงถ่ายแต่รูปมุมกว้างให้เห็นพรหมสี่หน้าแยะๆมาให้ดู


ตาพรหม เสื่อมเพราะเวลาหรือ?
     จากบายนปานพาเราพักกินข้าวที่ร้านอาหารติดแอร์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาพรหมที่เราจะไปเที่ยวตอนบ่าย ร้านนี้เขารับรองว่ากินที่นี่แล้วท้องไม่เสีย เมื่อเข้าไปในร้านพวกลูกค้ามีแต่ฝรั่งแน่นขนัดจนต้องเอียงตัวเพื่อเดินไปตามโต๊ะ อาหารที่นี่เป็นอาหารเขมร สั่งมากินหลายอย่างแต่จำได้อย่างเดียว เรียกว่า "อามก (Amok)" หรืออะไรทำนองนี้ เป็นปลาปรุงกับเครื่องแกงแบบเข้มข้นแต่ไม่เผ็ด จะว่าเป็นห่อหมกก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นแกงกะทิก็ไม่เชิง เอาเป็นว่าเป็นอาหารเขมรที่อร่อยดีก็แล้วกัน

     อิ่มได้ที่ดีแล้วเราก็ไปเที่ยวปราสาทตาพรหมต่อ เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ หรือจะเรียกว่าเป็นซากปรักหักพังในป่าก็ไม่ผิด เพราะบรรยากาศเป็นป่าแท้ๆ มีเสียงนกร้องขับขานก้องไพร และต้นไม้น้อยใหญ่ให้เงาร่มรื่น โดยที่ปราสาทหินตาพรหมถูกทิ้งให้รกร้างอยู่ในป่านั้น บ้างยังเป็นอาคารเห็นเป็นรูปเป็นร่างดีอยู่ บ้างแตกออกเป็นสองซีกทำท่าจะพังลงมา บ้างถูกกลืนเข้าไปอยู่ใต้รากต้นไม้ขนาดใหญ่เสียแล้วเรียบร้อย การได้มาเห็นอารยธรรมของขอมโบราณที่เคยเจริญถึงขั้นสร้างของยากๆใหญ๋ๆอย่างนี้ขึ้นมาได้ แล้วก็มาเสื่อมสลายหายสาบสูญไปโดยหาสาเหตุอะไรไม่ได้ ทำให้เกิดความคิดขึ้นได้ว่าช่างเหมือนกับชีวิตของคนเราเสียนี่กระไร ชีวิตคนเราที่เมื่อเกิดมาแล้วก็อุตสาหะสร้างสรรค์อะไรสักอย่างที่ตัวเองเห็นว่าดีอย่างตั้งอกตั้งใจ สร้างด้วยความ "อิน" แต่แล้วพอผ่านวัยกลางคนไปเมื่อย้อนกลับไปดูชีวิตของตัวเองคนส่วนหนึ่งกลับมีความหน่ายและงุนงงสงสัยว่า อะไรกัน ชีวิตที่ผ่านมาจนใกล้จะถึงหลุมฝังศพอยู่แล้วมีคุณค่าแค่เนี้ยเหรอ แล้วไม่มีความหมายอื่นใดนอกจากนี้เลยเหรอ มีสองประเด็นนะโปรดสังเกต คือประเด็นคุณค่า และประเด็นความหมาย คือรู้สึกเหมือนตื่นจากความฝัน ตื่นแล้วฝันนั้นก็หายไป จะเป็นฝันดีหรือฝันร้ายก็หายไปเพราะความตื่นเสียแล้ว โอ้..ชีวิตมีแค่นี้เองหรือ ช่างไร้คุณค่าและไร้ความหมายเสียนี่กระไร
เหลือแต่เรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยมี...

     เมื่อเห็นว่าที่อุตสาหะทำมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่นั้นเป็นแค่ความฝัน ความ "อิน" กับสิ่งที่ทำก็มอดหมดไป เกิดเป็นอาการเบื่อๆอยากๆ แล้วก็ค่อยๆเบื่อมากกว่าอยาก แล้วก็ค่อยๆทิ้ง ทิ้ง ทิ้ง ให้สิ่งที่สู้อุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นเสื่อมสลายหายไปตามกาลเวลา เหมือนอย่างปราสาทตาพรหมที่อารยธรรมขอมโบราณสู้อุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นมาตรงหน้าผมนี้ เหลือแต่เรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่ง เคยมี..

     หมอสันต์ครับ ถามตัวเองหน่อยสิว่าทำอย่างไรคนเราเมื่อแก่ตัวลงแล้วจึงจะไม่สูญเสียความ "อิน" กับงานสร้างสรรค์ที่เคยทำ ทำอย่างไรจึงจะให้คุณค่าและความหมายของสิ่งที่ทำนั้นคุโชนอยู่ในใจไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ทำอย่างไรจึงจะให้ความร่าเริงจากการได้กระทำยังคงซ่าอยู่ในใจจนหยดสุดท้ายเหมือนอย่างเป๊ปซี่ ฮี่..ฮี่

     ตอบว่า เออ.. แล้วข้าจะรู้ไหมเนี่ย

     อุ๊บ..ขอโทษ ลืมไปว่ากำลังคุยกันท่านผู้อ่านอยู่ ตอบว่า.. ในประเด็นของความรู้สึกว่าชีวิตไร้คุณค่านั้น มันเป็นเพราะว่าสิ่งที่คุณทำอยู่มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของคุณหรือเปล่า เพราะถ้าคุณทำอะไรที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ คุณก็ย่อมจะต้องรู้สึกว่าชีวิตมันมีค่าโดยอัตโนมัติ ส่วนในประเด็นที่ว่าชีวิตไร้ความหมายนั้น มันคงเป็นเพราะคุณกำลังเดินทางเข้าใกล้หลุมฝังศพละมัง ตราบใดที่คุณเชื่อมั่นว่าความตายคือจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง ยิ่งใกล้ความตายเข้าไป คุณก็ยิ่งมองสิ่งที่ผ่านมาว่าไร้ความหมาย อันนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเมื่อตัวคุณกลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ข้างหลังจะไม่ไร้ความหมายสำหรับคุณได้อย่างไร คุณมีสองทางเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตที่ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะมีความหมาย

     ทางที่หนึ่ง คือคุณสมัครเข้าค่ายสมาชิกชาติหน้าหรือสมาชิกชีวิตนิรันตร์กับพระเจ้า แล้วเชื่อและคิดให้เหมือนอย่างสมาชิกคนอื่นเขา ขีวิตใกล้ตายของคุณที่เคว้งคว้างอยู่ก็จะเกิดความหมาย รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหนและจะไปไหนต่อขึ้นมาได้ด้วยความเชื่อนั้นทันที

     ทางที่สอง คือ คุณใช้เวลาในวัยชรางกๆเงิ่นๆนี่แหละเสาะแสวงหาโมกขธรรมจนรู้แจ้งแทงตลอดถึงความเกี่ยวพันระหว่างตัวตน จิต โลก ดาราจักร เอกภพ และดวงดาว ด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณก็จะรู้จักความหมายของชีวิตขึ้นมาเอง..ผมหมายความว่าถ้าคุณไม่ต้องไปอยู่หลังคาแดงเสียก่อนนะ

     "..คุณ คุณ ตื่นเถอะ ไปกันได้แล้ว อะไรกัน เดินขึ้นบันไดหินแค่นี้ถึงกับต้องแอบมานั่งหลับนกอยู่ใต้ต้นไม้เลยรึ.."

     หิ หิ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ ปราสาทตาพรหมเนี่ย คลาสสิกเป็นบ้า คือคลาสสิกจนทำให้คุณเป็นบ้าสติแตกได้เลยนะเนี่ย โอเค. ไปกันดีกว่า ว่าแล้วเราก็มุ่งหน้าสำรวจวัดเล็กวัดน้อยระดับอะล็อกก๊อกแก๊กของอารยธรรมขอมกันต่อไปจนค่ำและเมื่อยจนขาลากแล้ว จึงพากันกลับโรงแรม

     ไปดูคนกินแมงป่อง
สาวฝรั่งกินแมงป่องคั่วให้เพื่อนถ่ายรูปเป้นหลักฐาน


     กลับมาถึงโรงแรมที่พัก หลับกันคนละหนึ่งปุ๋ย แล้วก็ตื่นเพื่อไปหาอะไรกินมื้อเย็นกัน หัวหน้าบริกรของโรงแรมช่วยจองโต๊ะที่ร้านอาหารชื่อจันเร เราก็ไปกินตามนั้นอย่างว่าง่าย เป็นร้านอาหารเขมรอร่อยระดับแพง กินแล้วก็พากันไปเดินเล่นที่ถนนชื่อพับสตรีท มีนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งเดินกันคราคร่ำแน่นขนัด เหมือนกับตรอกข้าวสารในเทศกาลสงกรานต์ ชาวเขมรท้องถิ่นก็เอาสินค้าและบริการสาระพัดออกมาขาย มีแผงหนึ่งขายสินค้าอาหารปิ้งเสียบไม้ ความน่าสนใจคือสินค้าที่เสียบไม้นั้นได้แก่ แมงป่อง และงูเขียวหางไหม้แบบเสียบให้เห็นงูทำท่าเลื้อยแบบซิกแซก เนื่องจากสินค้าแปลกและเตะตาผู้คน เพื่อป้องกันลูกค้านิสัยเสียมามุงถ่ายรูปแล้วไม่ซื้อ จึงต้องเขียนป้ายไว้ว่า

     ".. No Buy No Photo
     Photo Only $0.50"

     สินค้าทุกชิ้นมีราคาชิ้นละ 50 เซ็นต์เท่านั้น จึงมีฝรั่งหัวใสกลุ่มหนึ่งราวหกคน ซื้อสินค้าคืองูเขียวหางไหม้เสียบไม้ปิ้งมาไม้เดียว แล้วเอามารุมกันถ่ายรูปคนละแชะสองแชะ เท่ากับได้กำไรค่าถ่ายรูปไปแล้ว 2.5 เหรียญ แล้วก็ยังมีแหม่มสาวอีกคนหนึ่ง ซื้อแมงป่องปิ้งมายืนโชว์การกินแมงป่องให้เพื่อนถ่ายรูปเป็นที่สนุกสนาน ผมจึงผสมโรงถ่ายรูปของเธอมาให้ท่านได้ดูด้วย
ผู้ซื้อบริการเอาเท้าจุ่มอ่างเลี้ยงปลา

     ที่หัวมุมถนนคนเดินแห่งนี้มีอยู่ร้านหนึ่ง มีไฟส่องสว่าง เห็นมีคนนั่งอยู่เป็นกลุ่ม เข้าไปดูใกล้ๆจึงพบว่าเป็นการขายบริการเอาเท้าลงจุ่มในน้ำซึ่งเป็นอ่างกระจกเลี้ยงปลา หมายความว่าผู้ซื้อคือผู้ที่เดินเที่ยวจนเท้าหมักหมมได้ที่แล้ว มาจ่ายเงินให้เจ้าของอ่างปลาหนึ่งเหรียญ ก็จะได้สิทธิ์เอาเท้าลงแช่ในอ่างปลาให้ปลาช่วยกันรุมทำความสอาดเท้าให้ มีลูกค้ามาอุดหนุนบริการอยู่ไม่ขาด ขณะที่นั่งเอาเท้าแช่น้ำอยู่กลางตลาดนั้น บ้างก็คุยกันไป บ้างก็จิ้มไอโฟนไป

     สินค้าที่ขายในตลาดคนเดินกลางคืนนี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าใช้แล้วทิ้ง ซึ่งถูกนิสัยฝรั่งนักเดินทางยิ่งนัก เช่นผ้าถุง เสื้อยืด กางเกงขาสั้น หมวก เป็นต้น มีสินค้าตัวหนึ่งที่เตะตาผม คือถุงแบบกระเป๋าถือผู้หญิงที่ทำจากถุงปูนตราช้างที่ใช้แล้ว ผมเห็นแล้วจึงถึงบางอ้อ
กระเป๋าถือทำจากถุงปูนซิเมนต์ตราช้างบ้างเสือบ้าง
ว่าครั้งหนึ่งผมมีผู้ช่่วยทำงานบ้านเป็นชาวลาว เวลาจะกลับบ้านเธอจะต้องเก็บถุงปูนเก่าแบบนี้กลับบ้านด้วยเสมอ เพิ่งรู้ว่าเพราะว่ามันเอามาใช้ประโยชน์อย่างนี้นี่เอง

     เราชมตลาดกันต่อไป ผมสังเกตว่าผู้ขายที่นี่หามีแต่ชาวเขมรไม่ บางทีฝรั่งก็ตั้งรกรากทำมาหากินขายของที่นี่เสียเอง บ้างขายหนังสือ บ้างนั่งทำการฝีมือเอาทรายมาทำเป็นภาพลวดลายในขวดขาย บ้างเล่นดนตรี เฉพาะที่เล่นดนตรีนั้น มีอยู่คนหนึ่งแก่ผมขาวแล้วร้องเพลงดีดกีต้าร์ได้เพราะ เหลือบไปดูฝ่ายท่านผู้ชมซึ่งเห็นมีนั่งกินนั่งฟังอยู่ประมาณสิบคน ก็ล้วนเป็นระดับเดียวกัน คืออายุเจ็ดสิบอัพแล้วทั้งสิ้น เมืองเสียมเรียบนี้จัดว่าเป็นเมืองที่จะมีอนาคตทางการท่องเที่ยวได้อีกไกลมาก เพราะลูกค้ามากันทุกวัย คนแก่ก็อยากจะมาเสียมเรียบ บ้างมารำลึกถึงความหลังสม้ยสงครามเวียดนาม บ้างมาดูนครวัตก่อนตายเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นถึงหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง ด้านคนหนุ่มคนสาวก็ชอบมาเสียมเรียบไม่แพ้คนแก่ เพราะคนรุ่นนี้พ่อแม่รวย ของอะไรใหม่ๆก็ได้เห็น ได้ใช้ ได้กินหมดแล้ว จึงอยากจะมาเห็นของเก่าๆบ้าง ดังนั้นผมจึงว่าเสียมเรียบนี้จะเป็นเมืองที่มีอนาคตไปอีกไกล

     วันพรุ่งนี้เช้า เราวางแผนกันว่าจะให้คนขับรถพาออกไปในชนบทไกลๆหลายร้อยกิโลเมตรที่ไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง เพื่อไปดูความเป็นกัมพูชาที่แท้จริง ถ้ามีเวลา และได้พบเห็นอะไรที่น่าสนใจแล้วจะเขียนเล่าให้ฟังนะครับ แต่ถ้ากลับเมืองไทยเสียก่อนที่จะได้เขียนก็เป็นอันจบข่าว เพราะเมื่อใดที่อยู่เมืองไทย แปลว่าเมื่อนั้นไม่มีเวลา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren