โซเดียมในเลือดต่ำ โรคปราบเซียน

เรียนคุณหมอสันต์
คุณแม่อายุ 74 ปี ปกติเป็นคนแข็งแรงทำงานหนักแบกหามยกข้าวของ มีอาการสำคัญคือมึนหัวแบบงงๆและหมดเรี่ยวหมดแรง เมื่อห้าปีก่อนกินสมุนไพรจีนแบบกินๆหยุด แล้วมาหยุดเด็ดขาดเมื่อหนึ่งปีก่อน เมื่อไปตรวจสุขภาพแล้วแพทย์บอกว่าเป็นความดันเลือดสูง รักษากันไปพักหนึ่งต่อมาแพทย์บอกว่ามีโซเดียมต่ำด้วย แพทย์ได้ให้ยา Diovan 80 มก.วันละเม็ดมานานเกือบปี ต่อมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อนไปตรวจสุขภาพอีก แพทย์ตรวจพบความดันเลือดสูง ได้พยายามบอกแพทย์ว่าโซเดียมต่ำด้วยแต่แพทย์บอกว่าไม่เกี่ยวกับความดันสูง แพทย์แนะนำให้ตรวจคอมพิวเตอร์หัวใจฉีดสารทึบรังสี (CTA) เพราะอาจเป็นสาเหตุความดันเลือดสูง นอนรพ.สองวันแพทย์เจ้าของไข้ถึงได้มาดู แล้วบอกว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ นัดหมายให้ตรวจสวนหัวใจโดยไม่อธิบายอะไรเลย หนูจึงบอกแม่ว่าย้ายโรงพยาบาลหนีดีกว่า ต่อมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีอาการมึนงงอ่อนเพลียมาก หมดแรงกะทันหัน เหมือนใจจะขาด  ได้ไปรพ..... แบบฉุกเฉิน นอนรพ.สามวัน ให้น้ำเกลือแพทย์บอกเป็นโซเดียมในเลือดต่ำ พอออกจากรพ.ก็พากันย้ายไปรพ...... คุณหมอ.... แพทย์หัวใจตรวจแล้วบอกว่าความดันเลือดสูงขึ้นกว่าเดิมต้องปรับยาใหม่ หนูได้พูดเรื่องโซเดียมต่ำอีก คราวนี้แพทย์หัวใจได้ปรึกษาแพทย์โรคไต คุณหมอ.... แพทย์โรคไตตรวจแล้วบอกว่าเป็นโซเดียมในเลือดต่ำเพราะสาเหตุเกิดจากไตกักโซเดียมไม่อยู่ ไม่มีวิธีรักษาอย่างอื่นนอกจากให้กินโซเดียมตามให้ทันและจำกัดน้ำดื่ม  วันออกจากรพ.ได้ยา Atenolol 20 mg, Hydralazine 25 mg, Losartan 50 mg, Zanidip 10 mg, Aspirin 81 mg, และให้ทานเกลือโซเดียมครั้งละ  6 เม็ดวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับจำกัดน้ำดื่มไม่ให้เกิน 1000 ซีซี.ต่อวัน และมียาที่ให้กินเมื่อมีอาการอีกสองตัวคือ dimenhydrinate 50 mg ทุก 8 ชม.ถ้าอาเจียน Ranitidine 50 mg เช้าเย็นถ้าปวดท้อง และมียานอนหลับ diazepam 1 mg ก่อนนอน ต่อมามีอาการตาแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง ไปรักษาที่รพ.... (รพ.ตา) ได้ยา doxycline 100 mg ตอนนี้คุณแม่บอกว่าตั้งแต่ได้ยาลดความดันสี่ตัวหลังนี้เครื่องภายในรวนไปหมด มีอาการมีนงงเป็นบางครั้ง กินอะไรไม่ลงเลย และนอนไม่หลับทุกคืนต้องใช้ยาช่วย หากยังฝืนกินยาต่อไปคงจะต้องตายแน่ๆ จึงหารือกันว่าจะต้องหยุดยา แต่ไม่รู้จะหยุดอย่างไรดีให้ปลอดภัย  

....................................................
UA
SpGr = 1.003
pH = 7.0
Protein =  –ve
Glucose = –ve
Ketone  = –ve
Erythrocyte = trace
WBC = 0-1
RBC = 1-2

CBC
Hb = 12.0
Hct = 33.9
MCV = 91.4
MCH = 32.3
MCHC = 35.4
RDW = 12.3
WBC = 6.24 x 103
N = 53.0
L = 36
M = 9
E =1
B = 1
Plt count = 242000
Platelet smear = adequate

Chemistry
FBS = 93
Uric acid = 4.2
Cholesterol = 182
Triglyceride = 83
HDL-C = 53
LDL-C = 102
BUN = 8
Cr = 0.75
eGFR = 100
Albumin = 4.0
Sodium = 123 (ก่อนออกรพ. 135)
Potassium = 3.4
Chloride = 94
CO2 = 20
Magnesium = 1.9
TSH = 1.4
FT4 = 1.1
Sodium – urine random = 26 meq/L
Urine osmolarity = 92.0 mosmol/kg

CTA
Agatston score 431.67
45 - 50% stenosis LAD osteum,
Non significant RCA stenosis
LVEF 71%
No  wall motion abnormality

Kidney duplex scan = No vascular stenosis

……………………………………………………………………

ตอบครับ

     ปัญหาโซเดียมในเลือดต่ำ (hyponatremia) เป็นปัญหาปราบเซียนมาทุกยุคทุกสมัย บางทีเซียนหลายคนมาช่วยกันทำงาน กลับกลายเป็นว่าโรคยิ่งปราบเซียนง่ายขึ้น  ชื่อหมอที่คุณเอ่ยนามมาทั้งสองท่านนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเต้ยหรือเป็น  ”เซียน”  ในสาขาของเขา เซียนโรคหัวใจบอกว่าความดันสูงมากอย่างนี้ ต้องอัดยาเข้าไปเอาความดันลงมา ทั้งยากั้นเบต้า ยาขยายหลอดเลือด และยาต้านตัวรับแองจิโอเทนซิน (ARB) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ปกติมันทำหน้าที่หมุนปั๊มที่ปั๊มเอาโซเดียมในปัสสาวะกลับคืนเข้าสู่ร่างกาย  (Na-K pump) อีกต่อหนึ่ง หมอหัวใจคาดหมายว่าการบล็อกปั๊มตัวนี้จะทำให้ปริมาณเกลือในร่างกายลดน้อยลงไป ความดันจะได้ลดลงไปด้วย  แต่เซียนโรคไตบอกว่าเฮ้ย โซเดียมต่ำขนาดนี้อยู่ได้ไงเดี๋ยวก็ตายหรอก ว่าแล้วก็อัดเกลือเข้าทางปากวันละสิบสองเม็ดร่วมกับให้อดน้ำเพื่อเป็นมหาอุดกันโซเดียมออกมาทางปัสสาวะ สรุปว่าเซียนหนึ่งไขเอาเกลือออกจากร่างกาย อีกเซียนหนึ่งขนเอาเกลือเข้าสู่ร่างกาย นี่เป็นตัวอย่างกลไกที่เซียนพ่ายแพ้ต่อโรคทั้งๆที่มีเซียนหลายคนมาช่วยกัน เพราะเวลาทำงาน เซียนเขาใช้วิชาเจโตปริยญาณ คือไม่มีเวลาพูดกัน แม้จะเขียนหากันบ้างแต่ก็มักอ่านลายมือกันไม่ออก จึงใช้วิธีเดาใจกันเอา เดาผิดเดาถูกก็ขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของญาณแต่ละคน

     ที่ผมเกริ่นว่าโรคโซเดียมต่ำเป็นโรคปราบเซียนนั้นก็เพราะในแง่ของอาการวิทยา มันวินิจฉัยยาก ถ้ามีมูลเหตุชัดๆเช่นท้องร่วงบักโกรกก็อาจวินิจฉัยได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่กว่าจะวินิจฉัยได้ก็โคม่าไปแล้ว  ในแง่ของสาเหตุมันก็มีสาเหตุที่หลากหลายเยอะแยะแป๊ะตราไก่ ผมจะลองจาระไนสาเหตุให้คุณฟังเพื่อเทียบกับกรณีคุณแม่ของคุณนะ

     1.. การสูญเสียของเหลวจากร่างกาย ถ้าเป็นสูญเสียออกมาภายนอกให้เห็นจะจะเช่นท้องร่วงรุนแรงก็ง่าย แต่บางทีของเหลวมันสูญเสียอยู่ภายในร่างกาย เรียกว่าสูญเสียเข้าไปอยู่ในช่องที่สาม  (third space) คือในหลืบในโพรงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในช่องท้อง ช่องอก หรือแม้กระทั่งในตัวลำไส้เองก็อมของเหลวในร่างกายไว้ได้คราวละมากๆโดยไม่ถ่ายออกมา เรียกว่าเป็นลำไส้อืด (ileus) ยกตัวอย่างเช่นคนเป็นตับอ่อนอักเสบจะมีของเหลวรั่วออกไปอยู่ตามหลืบต่างๆได้มากจนช็อกได้ กรณีคุณแม่ของคุณนี้ไม่มีท้องร่วง ไม่มีท้องอืด ไม่มีไข้ ก็เดาเอาได้ว่าโซเดียมต่ำไม่ได้เกิดจากสาเหตุนี้

     2. การสูญเสียออกไปทางไต ซึ่งมีสามกรณีคือ

     2.1 เกิดจากเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) พูดง่ายๆว่าไตเสียการทำงานหรือ “วาย” ไปเสียแล้ว แต่หลักฐานที่ว่าตัวชี้วัดการทำงานของไต (eGFR) ของคุณแม่คุณยังปกติเป็นข้อยืนยันว่าคุณแม่คุณไม่ได้เกิดโซเดียมต่ำจากสาเหตุนี้

     2.2 บางครั้ง ไตดูเหมือนดี หมายความว่าตัวชี้วัดการทำงานของไตปกติ แต่ไม่ดีจริง คือเก็บโซเดียมไม่อยู่ เรียกว่าเป็นโรค salt loosing nephropathy  หมอไตที่ให้คุณแม่คุณกินเกลือเป็นอาหารและให้จำกัดน้ำนั้นผมเข้าใจว่าเขาวินิจฉัยว่าคุณแม่คุณเป็นโรคนี้ และเนื่องจากคุณพาคุณแม่ร่อนไปหลายโรงพยาบาล ผมเดาเอาว่าตอนที่เขาวินิจฉัยโรคนี้เขายังไม่เห็นข้อมูลความเข้มข้นของโซเดียมในปัสสาวะ เพราะค่าความเข้มข้นของโซเดียมในปัสสาวะที่คุณส่งมาให้ (20 mEq/L) นั้นต่ำมากจนบอกได้ว่าคุณแม่ของคุณไม่ได้เป็นโรคไตเก็บเกลือไม่อยู่อย่างแน่นอน

     2.3 บางครั้งไตดีจริงๆร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็เสียโซเดียมออกไปทางไตได้เพราะเหตุอื่น เช่นยา ยาที่คุณแม่ของคุณกินตัวแรกคือดิโอแวน นั้นมันเป็นยาสองตัวมายำรวมกัน ตัวหนึ่งคือยาขับปัสสาวะชื่อไทอาไซด์ ซึ่งขับโซเดียมทิ้งทางไตโครมๆๆโดยตรง อีกตัวหนึ่งเป็นยาปิดปั๊มโซเดียมชื่อยาโลซาร์ทานซึ่งก็มีฤทธิ์ขับโซเดียมทิ้งเช่นกันผ่านกลไกการบล็อกปั๊มโซเดียม สองแรงแข็งขันช่วยกันขับโซเดียมทิ้ง เมื่อเกิดโซเดียมต่ำ หมอท่านหนึ่งได้เปลี่ยนจากยาดิโอแวนมาเป็นโลซาร์ทาน ซึ่งก็เท่ากับว่าเอาไทอาไซด์ออกไปแต่โลซาร์ทานก็ยังอยู่และขับโซเดียมต่อ เรื่องนี้หมอที่ใช้ยาโลซาร์ทานอยู่ทั่วไปมักไม่ค่อยคิดถึงเพราะมันเกิดน้อย แต่มันเกิดได้แน่นอน ตัวอย่างเช่น ในรายงานการสำรวจของอย.สหรัฐ (FDA) จากผู้ได้รับผลข้างเคียงของยาโลซาร์ทาน  11,735 คน ในจำนวนนี้พบว่ามี 92 คนที่เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำถึงระดับมีอาการผิดปกติ และเป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนใหญ่ (60%) จะเกิดโซเดียมต่ำช่วงภายในหนึ่งปีแรกของการใช้ยาอย่างเดียวกับคุณแม่ของคุณนี้ และยาอื่นที่กินควบกับโลซาร์ทานแล้วเกิดโซเดียมต่ำบ่อยที่สุด  (27%) ก็คือยาแอสไพริน  ที่คุณแม่ของคุณกินอยู่ด้วยนั่นแหละ

     3. โซเดียมต่ำจากการมีน้ำคั่งค้างอยู่ในร่างกายมาก เช่นหัวใจล้มเหลว หรือเป็นตับวาย หรือเป็นโรคนกกระจิบกินลม (หมายถึงโรคไตรั่วชนิด nephrotic syndrome) แต่กรณีคุณแม่ของคุณ หลักฐานแล็บที่ส่งมาไม่มีอะไรส่อว่าหัวใจล้มเหลว การทำงานของตับปกติดี และการที่อัลบูมินในเลือดปกติและไม่มีโปรตีนในปัสสาวะแสดงว่าไม่ได้เป็นโรคนกกระจิบกินลม

     4. โซเดียมต่ำจากสมองปล่อยฮอร์โมนระงับฉี่ (antidiuretic hormone หรือ ADH) ออกมาแบบเยอะเกิดเหตุ เรียกว่าโรค inappropriate ADH secretion  ฮอร์โมนตัวนี้จะเก็บน้ำไว้ในร่างกายลูกเดียว ความจริงก็มักมีเหตุผลที่ทำให้สมองทำเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน เช่นถูกบ้องหูอย่างแรงมา ผมหมายถึงว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือนเช่นกรณีอุบัติเหตุรถยนต์ หรือมีเนื้องอกในสมอง หรือมีระดับฮอร์โมนบางตัวในร่างกายผิดปกติเช่นฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ หรือฮอร์โมนสะเตียรอยด์ต่ำ ทำให้สมองสั่งการชดเชย ในกรณีของคุณแม่ของคุณหมอเขาได้ตรวจค่าฮอร์โมนไทรอยด์แล้วพบว่าปกติดี แต่ไม่ได้ตรวจค่าฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนสะเตียรอยด์ คนที่ชอบกินสมุนไพร โดยเฉพาะสมุนไพรจีนหรือยาลูกกลอน เมื่อมีโซเดียมต่ำต้องตรวจดูค่าฮอร์โมนคอร์ติซอลเสมอ เพราะการได้สะเตียรอยด์จากภายนอกนานๆจะทำให้ร่างกายหยุดผลิตฮอร์โมนของตัวเองเลยทำให้ระบบเพี้ยนไปได้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีคุณแม่ของคุณ การที่ผลตรวจความเข้มข้น (osmolarity) ของปัสสาวะได้ต่ำกว่า 100 mOsm แสดงว่าสมองไม่ได้ปล่อยฮอร์โมนระงับฉี่ออกมา เพราะฮอร์โมนระงับฉี่จะทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง การที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นต่ำอย่างนี้แสดงว่าฮอร์โมนระงับฉี่ถูกยังยั้งไม่ให้ออกมาอาละวาดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

     5. โซเดียมต่ำจากการจงใจดื่มน้ำมากเกินไป (polydipsia) สาเหตุอันนี้มันเป็นสาเหตุตามทฤษฎี แต่ในชีวิตจริงตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นคนไข้เลยสักคนเดียว เพราะไตของคนเรานี้ปกติจะสามารถขับน้ำทิ้งได้ถึงวันละ 25 ลิตรทีเดียว การจะดื่มน้ำให้ได้มากจนไตขับไม่ไหวนั้นจะทำได้ก็แต่คนบ้าเท่านั้น และคุณแม่ของคุณตามข้อมูลที่ส่งมาก็ยังไม่ได้บ้า จึงควรตัดสาเหตุนี้ทิ้งไปได้

     6. เป็นโรคโซเดียมต่ำเทียม (pseudohyponatremia) คือวงการแพทย์ก็เจอปัญหาเช่นเดียวกับวงการอื่น คือของเทียมมีแยะ โรคเทียมก็มีแยะ โรคนี้หมายความว่าความจริงแล้วโซเดียมไม่ได้ต่ำ แต่ตรวจได้ค่าต่ำเพราะในน้ำเลือดมันมีโมเลกุลของสารอย่างอื่นมาเบียดจนเหลือน้ำนิดเดียว เมื่อตรวจความเข้มข้นของโซเดียมแล้วคำนวณจากฐานค่าของเหลวทั้งหมดจึงได้ค่าความเข้มข้นต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวอย่างโมเลกุลที่มาเบียดก็เช่นไขมันในเลือดที่สูงมาก ซึ่งกรณีของคุณแม่คุณนี้ไขมันในเลือดไม่ได้สูงมากมายอย่างนั้น อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือโมเลกุลโปรตีนผิดปกติ (paraprotein หรือ M protein) ซึ่งถูกตะบันผลิตออกมาในกรณีเป็นโรคเช่นมะเร็งของพลาสมาเซล (multiple myeloma) กรณีของคุณแม่ของคุณยังไม่ทราบว่าจะเป็นกรณีนี้หรือไม่ การจะตรวจยืนยันว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่ก็ต้องส่งน้ำเลือดไปตรวจหาโปรตีนผิดปกตินี้ด้วยวิธีใช้ไฟฟ้าแยก  (electrophoresis)

กล่าวโดยสรุป ณ ขณะนี้คุณแม่ของคุณเหลือโอกาสเป็นไปได้สองอย่างคือ

     (1) โซเดียมต่ำเพราะยาโลซาร์ทาน
     (2) โซเดียมต่ำเทียมเพราะโรคอื่นที่ผลิต M-protein ออกมา

เนื่องจากโอกาสเกิดจากยามีมากกว่าแยะ ผมแนะนำให้คุณทำก๊อกแรก คือไปหาหมอโรคหัวใจ ขอเขาหยุดยาโลซาร์ทานและยาแอสไพรินไว้ก่อน เพราะวาระแห่งชาติตอนนี้คือโซเดียมต่ำและความดันสูง เรื่องการป้องกันการเกิดลิ่มเลือดเป็นเรื่องรอง เอาไว้ก่อนก็ได้
ส่วนเกลือที่หมอไตให้กินแทนข้าวนั้นผมก็เห็นว่าควรจะแอบหยุดไว้ก่อนโดยยังไม่ต้องไปหาเขา เพราะเมื่อหยุดยาโลซาร์ทานหากตะบันกินเกลืออยู่ความดันจะขึ้นสูงและคุมยาก เพราะเกลือนี่แหละที่เป็นตัวทำให้ความดันขึ้น ช่วงนี้ผมแนะนำให้ใช้บริการ "เซียนเดียว" ไปพลางก่อน คือไปหาหมอหัวใจคนเดียวก็พอ น้ำท่าก็ดื่มได้เท่าที่ร่างกายอยากจะดื่ม ไม่ต้องจำกัดน้ำ

การจะหยุดยาโลซาร์ทานเพื่อให้โซเดียมกลับมาเป็นปกติและหายาอื่นมาคุมความดันแทนได้นั้น จะใช้เวลานานเป็นเดือนขึ้นไป เมื่อครบหนึ่งเดือนแล้วหากโซเดียมกลับมาเป็นปกติก็เป็นอันจบเคส 
แต่หากโซเดียมยังต่ำอยู่คุณก็ต้องไปก๊อกสอง คือผมแนะนำให้ไปหาหมอโลหิตวิทยา ขอเขาเจาะเลือดส่งตรวจ electrophoresis เพื่อพิสูจน์ว่าคุณไม่ได้มี M-protein ในเลือดสูงผิดปกติ แต่ถ้ามีก็แสดงว่าคุณเป็นโรคในกลุ่ม multiple myeloma คราวนี้คุณก็ต้องย้ายวิกจากหมอไตไปรักษากับหมอโลหิตวิทยาแทนแล้วละครับ

  
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.      FDA. Review: could Losartan potassium cause Hyponatraemia?. Accessed on August 6, 2014 at http://www.ehealthme.com/ds/losartan+potassium/hyponatraemia


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว