ตับอักเสบไวรัสซี. ประเด็นก๊อปปี้ และล็อกของไวรัส


เรียนคุณหมอค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคุณหมอที่สละเวลาอันมีค่าอ่านอีเมลล์ฉบับนี้ของครีม(เป็นชื่อเล่น) ค่ะ ครีมอายุ30 ปี และเพิ่งทราบไม่นานมานี้ว่าครีมมีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในร่างกาย คือเมื่อประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว คุณแม่ของครีมท่านพบว่าตัวเองเป็นไวรัสตับอักเสบซี โดยตอนนั้นคุณแม่เคยรับเลือดตอนที่ท้องน้องสาวคนเล็ก (ที่บ้านมีครีมมีพี่น้องรวมกันสามคนค่ะ ครีมเป็นคนกลาง) คุณแม่มีภาวะแท้งคุกคามทางคุณหมอเลยตัดสินใจให้เลือดซึ่งช่วงนั้นคือปีพ.ศ. 2528 (ยังไม่เคยพบเจ้าโรคนี้มาก่อน) เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปีจนน้องสาวคนเล็กเรียนมหาวิทยาลัย คุณแม่มีเอนไซด์ตับสูงและเพลียมากเมื่อไปตรวจสุขภาพจึงพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในร่างกาย คุณแม่ได้รับการรักษาอย่างดีจากคุณหมอท่านหนึ่งในขณะนั้นค่ะ และตอบสนองการฉีดวัคซีนเป็นอย่างดี ไม่แพ้ยาใดๆซึ่งนับว่าโชคดีมาก และปัจจุบันคุณแม่ก็เจาะเลือดตรวจอยู่เสมอก็ไม่พบเชื้อไวรัสตับซีเลยค่ะ ซึ่งหลังจากนั้นน้องสาวคนเล็ก คนที่คุณแม่กำลังตั้งท้องขณะได้รับเลือดอยู่นั้นถูกบังคับให้ไปตรวจอย่างละเอียด และก็โชคดีมากค่ะที่น้องสาวคนเล็กไม่ได้รับเชื้อ จนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา (2555) ครีมได้มีโอกาสไปตรวจเลือดที่รพ.ทั้งๆที่ปกติแล้ว
ครีมจะมีการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นปกติ โดยค่าเอนไซม์ตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ถ้าระดับ 0-40 คือปกติ  ค่าของครีมจะอยู่ที่12-14 มาโดยตลอดค่ะ) แต่พอได้จังหวะตรวจละเอียดเลยครึ้มอกครึ้มใจตรวจไวรัสตับทุกชนิด (เพราะมั่นใจว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นอะไรเนื่องจากผลการตรวจสุขภาพ 2-3 ปีหลังปกติมากค่ะ) แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเองมีเชื้อไวรัสตับซี ทั้งๆที่ค่าเอนไซม์ในตับก็ยังเท่าเดิม ไม่สูง ไม่อักเสบ คราวนี้เรื่องใหญ่เลยค่ะ  ครีมเลยตรวจละเอียดเพิ่มเติม  เท่าที่ตรวจพบว่าครีมมีปริมาณไวรัสซีในร่างกาย ประมาณ 4 ล็อค  ซึ่งคุณหมออธิบายว่าไม่สูง แต่ก็ไม่น้อย คุณหมออธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่าจากค่าเต็ม 10 คุณมีแค่ 4 แต่เท่าที่ทราบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี ต้องเกิดจากการรับเลือด  และเพศสัมพันธ์  ซึ่งขอเรียนกับคุณหมอตามตรง ว่าครีมไม่เคยรับเลือดเลยค่ะ และก็ไม่เคยบริจาคเลือดด้วยเช่นกัน  และที่สำคัญกว่านั้น ครีมไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครค่ะ เงื่อนไขสองข้อนี้ทำให้แม้แต่คุณหมอเจ้าของไข้ก็ยังไม่แน่ใจว่าครีมได้รับเชื้อมาได้อย่างไร ผู้ต้องสงสัยเลยตกไปที่คุณแม่  แต่คุณแม่ก็รับเลือดตอนท้องน้องสาวคนเล็ก  ทำให้พวกเราไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

ขณะนี้คุณหมอเจ้าของไข้แนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์ดูการทำงานของตับ  ยังไม่ถึงขั้นขอเจาะตรวจชิ้นตับ

ครีมได้อ่านบทความของคุณหมอที่เขียนเกี่ยวกับตับอักเสบซีไว้ เลยอยากจะถามดังต่อไปนี้ค่ะ

1.หากเอนไซม์ตับไม่สูง แต่พบเชื้อไวรัสซี  ยังต้องฉีดวัคซีนมั้ยค่ะ  เพราะเท่าที่ทราบค่าใช้จ่ายสูงมาก
ประกันสังคมก็ไม่รู้จะ Cover หรือไม่ เพราะเคยอ่าน review คนที่เคยเป็น เค้าต้องต่อสู่กับรพ.และร้องเรียนไปที่ประกันสังคมว่ารพ.จะปฏิเสธการรักษา อ้างว่ายาที่ต้องฉีดไม่อยู่ในรายการยาที่ประกันสังคมกำหนด ซึ่งจริงๆอยู่ในรายการยาและคนไข้คนนี้ก็ได้รับการรักษาโดยใช้สิทธิ์ประกันสังคม
(ไม่อยากนึกภาพว่าตนเองต้องจ่ายแพงแค่ไหน)
2.แล้วถ้าไม่ฉีดวัคซีน  รับประทานแค่ยาบำรุงตับ  มันเท่ากับเป็นการซื้อเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่ค่ะ  มันจะถือเป็นการนับถอยหลังรอวันเป็นตับแข็งหรือไม่ เพราะตอนนี้ดรีมเพิ่งจะอายุ 30 ปีเท่านั้นเอง

ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอมากๆค่ะที่สละเวลาอ่านอีเมลล์ฉบับนี้

ขอบคุณมากๆค่ะ
ครีม
................................

ตอบครับ                                                 

     1..  เรื่องคุณได้รับเชื้อมาจากไหนอย่าไปค้นหาเลยครับ ความเป็นไปได้มันมีหลายอย่างมาก ที่สำคัญคนเป็นไวรัสตับอักเสบซี.มีจำนวนถึง 40% ที่หาเหตุไม่เจอว่าตัวเองได้รับเชื้อมาจากทางไหน อย่างกรณีของคุณมันเป็นไปได้ทั้งนั้นตั้งแต่ได้มาจากคุณแม่ซึ่งท่านได้มาจากไหนไม่รู้ตั้งแต่ก่อนท้องน้องสาว หรือตัวคุณเองได้มาจากไปฉีดยา เจาะหู อะไรอย่างนี้เป็นต้น

     2. ผมขอทำความเข้าใจเรื่องวิธีอนุมาณจำนวนไวรัสในทางการแพทย์หน่อยนะ ซึ่งมันมีอยู่สองประเด็น

     2.1 จำนวนของไวรัสในเลือด วิธีคลาสสิกคือบอกเป็น Viral load ซึ่งมีหน่วยเป็นตัว (copy) ของไวรัสต่อซีซี. แต่เนื่องจากวิธีตรวจของแต่ละบริษัทก็มีวิธีนับจำนวนก๊อปปี้ไวรัสไม่เหมือนกัน จึงมีผู้คิดหน่วยสากลขึ้นมา คือแทนที่จะบอกเป็นก๊อปปี้ก็บอกเป็นหน่วยสากลต่อซีซี. (IU/ml) แทน คือหากรายงานเป็น IU/ml ก็ถือว่ามีความหมายเดียวกันไม่ว่าจะตรวจมาจากวิธีไหน ดังนั้นแล็บที่ทันสมัยจะเลิกใช้ค่าก๊อปปี้ไปหมดแล้ว จะรายงานเป็น IU/ml หมด ตัวเลขที่เอามาคูณหรือหารค่า copy/ml ให้เป็น IU/ml นี้ก็แตกต่างกันไปตามยี่ห้อและรุ่นของน้ำยาแล็บที่ใช้ อย่างเช่นในเมืองไทยสมัยส่วนใหญ่ใช้น้ำยาของโรชรุ่นหนึ่งที่ผมจำได้ใช้ค่า 2.7 ไปหารจำนวนก๊อปปี้ก็จะออกมาเป็นค่า IU/ml ยกตัวอย่างเช่นตรวจไวรัสได้ 20,000 ก๊อปปี้ต่อซีซี.ก็เท่ากับ 7407 IU/ml เป็นต้น 

     2.2 การเพิ่มหรือลดจำนวนของไวรัสในเลือด นิยมรายงานว่าเพิ่มหรือลดเท่ากับ viral load ของเดิมคูณด้วยสิบได้กี่ครั้ง ยกตัวอย่างเช่นครั้งแรกตรวจพบว่ามีไวรัส 20,000 ก๊อปปี้ต่อซีซี. อีกสามสัปดาห์ต่อมาตรวจซ้ำพบว่าจำนวนไวรัสได้เพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ก๊อปปี้ต่อซีซี. เขาก็จะรายงานว่าตรวจได้เพิ่มขึ้น 1 ล็อก (log change) หมายความว่าจำนวนไวรัสเพิ่มมาเท่ากับของเดิมคูณด้วยสิบได้หนึ่งครั้ง คือคำว่าล็อกนี้เป็นระบบการเพิ่มจำนวนที่เอาสิบเข้าไปคูณในแต่ละ 1 ล็อก หรือเช่นถ้าครั้งที่สองนี้ตรวจได้ 2,000,000 (สองล้าน) ก๊อปปี้ เขาก็จะรายงานว่าตรวจได้เพิ่มขึ้น 2 ล็อก คือเท่ากับเอาสิบเข้าไปคูณค่าที่ตรวจได้ครั้งก่อนสองครั้ง การบอกเป็นล็อกนี้ทำให้เราทราบว่าไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนระเบิดเถิดเทิงแค่ไหน หรือว่ากำลังลดจำนวนลง (เช่นรายนี้ถ้าตรวจได้ลดลง  -1 ล็อก ก็เท่ากับมีไวรัสลดลงเหลือ 2,000 ก๊อปปี้) ในกรณีของคุณนี้ไวรัสเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน 4 ล็อก ก็หมายความว่าเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนหนึ่งหมื่นเท่า เช่น สมมุติว่าครั้งก่อนเจาะได้ 20,000 (สองหมื่น) ก๊อปปี้ ครั้งนี้ก็คือเพิ่มขึ้นเป็น 200,000,000 (สองร้อยล้าน) ก๊อปปี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นการเพิ่มที่ระเบิดเถิดเทิงทีเดียว การที่คุณฟังคุณหมอพูดแล้วเข้าใจว่าคะแนนเต็มมีอยู่ 10 ล็อก ของคุณได้แค่ 4 ล็อก แล้วคุณแปลว่ายังเป็นโรคไม่มากนั้น เป็นความเข้าใจผิดแบบคนละเรื่องเดียวกันไปเลย คือหมอเขาพยายามจะบอกคุณว่าล็อกคือระบบการบอกจำนวนด้วยหน่วยที่คูณค่าเดิมเข้าไปทีละสิบ คือในทางคณิตศาสตร์ล็อกเป็นระบบเลขฐานสิบ คือเลข 10 นี้หมอเขายกมาเพื่ออธิบายคำว่า “ล็อก” โอ๊ย พูดไปพูดมาแล้วเหนื่อย สรุปว่าคุณจะเข้าใจผมไหมเนี่ย คือเลข 10 นี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเป็นโรคมากหรือน้อยเลย นัยสำคัญของการเพิ่มจำนวนไวรัสทางการแพทย์ถือเอาที่หาก (เจาะเลือดห่างกันสองสามสัปดาห์ขึ้นไป) พบว่าไวรัสเพิ่มครั้งละมากกว่าครึ่ง (0.5) ล็อกก็ถือว่าเป็นการเพิ่มจำนวนอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ของคุณเพิ่มทีหนึ่ง 4 ล็อกก็เรียกว่าเพิ่มกันเร็วแบบตาเหลือกแล้วแหละ

     มันยังมีการใช้ค่าล็อกบอกจำนวนไวรัสในอีกความหมายหนึ่ง คือไม่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง แต่บ่งบอกถึงจำนวนไวรัส ณ วันที่ตรวจนั้น โดยวิธีโอนจำนวนไวรัสเป็น IU/ml มาเป็นค่าล็อกดื้อๆ เลย คือมีไวรัสอยู่กี่ IU/ml ก็เอามาทำเป็นเลขฐานยกกำลังสิบ เช่นเดิมมีไวรัสอยู่ 10,000 IU/ml เปลี่ยนเป็นเลขฐานยกกำลังสิบก็หมายความว่าเอาเลขสิบกี่ตัวมาคูณกันจึงจะได้ผลลัพท์เท่ากับ 10,000 ถ้าขี้เกียจคิดขึ้นตัวเลข 10,000 แล้วกดปุ่ม log ที่เครื่องคิดเลขมันก็จะให้ตัวเลขฐานล็อกมาว่าคือ 4.0 ก็เรียกง่ายๆว่ามีไวรัสอยู่ 4 ล็อก ซึ่งหากเป็นการใช้ค่าล็อกในแง่นี้ก็เท่ากับว่าของคุณมีไวรัสอยู่ประมาณ 10,000 IU/ml หรือประมาณ 27,000 ก๊อปปี้ (ถ้าใช้น้ำยาของโรชรุ่นที่ผมรู้จัก) ซึ่งก็ถือว่าจำนวนไวรัสยังไม่มาก

     3. ที่คุณว่าคุณแม่ได้วัคซีนดีเลยหายจากตับอักเสบซี.นั้นเป็นความเข้าใจผิด ยาที่ใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซี.ปัจจุบันก็คือยาต้านไวรัสนั่นเอง ไม่ใช่วัคซีน ณ วันนี้ยังไม่มีวัคซีนใดๆป้องกันไวรัสตับอักเสบซี.ได้ผล

     4. ถามว่าหากเอนไซม์ตับไม่สูง แต่พบเชื้อไวรัสซี จะต้องใช้ยาต้านไวรัสไหม ตอบว่าในกรณีของคุณการเพิ่มจำนวนของไวรัส (ล็อก) มีนัยสำคัญ บ่งชี้ไปในทางน่าใช้ยา ผมมีความเห็นว่าในชั้นนี้ควรตั้งใจว่าจะสมัครใจใช้ยาก่อนแล้วยอมให้หมอตัดตัวอย่างเนื้อตับมาตรวจก่อนตัดสินใจยืนยันเป็นขั้นสุดท้ายว่าจะได้ใช้ยาจริงหรือไม่ ถ้าผลชิ้นเนื้อมีตับอักเสบเรื้อรังจริงก็ใช้ยา ถ้าไม่มีก็รอดูเชิงไปก่อนได้ เพราะยาต้านไวรัสทั้งหลายทั้งปวงล้วนจะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อไวรัสบุกเข้าโจมตีเซลตับ คือต้องมีตับอักเสบ ยาจึงจะได้ผล เนื่องจากไวรัสเข้าไปในเซลแล้วจะไปขโมยเครื่องปั๊มดีเอ็นเอ.ของเซลตับของเรามาปั๊มก๊อปปี้ตัวไวรัสออกมายั้วเยี้ยจนเซลแตก ยาต้านไวรัสพวกนี้จะไปบล็อกเอ็นไซม์ซึ่งเหมือนเครื่องปั๊มกุญแจนั้นไม่ให้ไวรัสแอบใช้ได้ ดังนั้นหากไม่มีตับอักเสบ ก็หมายความว่าไม่มีการบุกโจมตีเซล ไม่มีสงคราม ยาก็ออกฤทธิไม่ได้ แม้ให้ยาไปก็ไลฟ์บอยหาประโยชน์อะไรมิได้

     5. ถามว่าการใช้ยาต้านไวรัสมีค่าใช้จ่ายสูงมาก กลัวประกันสังคมไม่จ่าย ตอบว่า มาตรฐานที่ใช้รักษาโรคนี้คือการควบยา peginterferon alfa กับยา ribavirin นาน 48-72 สัปดาห์ ขึ้นกับว่าเป็นไวรัสสายพันธ์ (genotype) ใด ยาทั้งสองตัวนี้มีชื่ออยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว หากมีข้อบ่งชี้ครบถ้วน ก็ใช้ได้ ทั้งนี้หมายความว่าแพทย์ผู้รักษาประเมินองค์ประกอบอื่นๆในตัวคุณแล้วไม่พบข้อห้ามการใช้ยานะ ถ้ารพ.ที่เป็น contractor ของคุณไม่ยอมจ่ายยาให้คุณโดยอ้างโน่นอ้างนี่ คุณก็ไปร้องเรียนกับคณะกรรมการแพทย์ของสำนักงานประกันสังคมสิครับ ผมรับประกันว่าคุณมีสิทธิ์เต็มๆตามกฎหมายที่จะได้ใช้ยาทั้งสองตัวนี้ ถ้าผลการตัดชิ้นเนื้อตับบ่งชี้ให้ใช้

     6. ถามว่าถ้าไม่ใช้ยาต้านไวรัส ทานยาบำรุงตับแทน จะเป็นตับแข็งไหม ตอบว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามียาบำรุงตับขนานใดชลอการเป็นตับแข็งในคนป่วยไวรัสตับอักเสบซี.ได้ สถิติปัจจุบันมีว่า ความเสี่ยงที่จะเป็นตับแข็งมีอยู่ 5-25% ในช่วงเวลา 25-30 ปีข้างหน้า จัดว่าเป็นความเสี่ยงที่มากกว่าความเสี่ยงของการใช้ยา ดังนั้นถ้าผลชิ้นเนื้อตับยืนยันว่ามีตับอักเสบเรื้อรัง ผมสนับสนุนให้คุณยอมใช้ยาต้านไวรัส ผมหมายถึงยาฟรีของประกันสังคมนะ


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ 

บรรณานุกรม
  1. American Association of the Study of Liver Disease (AASLD). Diagnosis, Management, and Treatment of Hepatitis C: An Update. HEPATOLOGY 2009:49 (4): 1335-1374; DOI: 10.1002/hep.22759
  2. คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ. บัญชียาหลักแห่งชาติ ปรับปรุงล่าสุดถึง ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ประกาศ ณ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2555. Accessed at http://www.nlem.in.th/medicine/essential/list on January 15, 2013

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren