12 สิงหาคม 2559

MBT Day Camp ฝึกสติรักษาโรค

     ผมเพิ่งติดตาม Blog ของอาจารย์มาได้ไม่นาน ยังตามอ่านบทความเก่าๆยังไม่หมดเลย คิดว่ากว่าจะอ่านหมดคงอีกหลายเดือน  คงรบกวนขอคำปรึกษาคุณหมอไม่มากดังนี้ครับ
     ...ผมเคยทำบอลลูนหัวใจเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คงเพราะสูบบุหรี่จัด(มาก) เพิ่งรู้ว่าการเจ็บแน่นหน้าอกตอนเส้นเลือดหัวใจตีบมันหนักหนาสาหัสมากขนาดไหน ยังจำไม่เคยลืม ที่ผ่านมาก็ตรวจเลือด ซึ่งตัวเลขต่างๆอยู่ใน Range ระดับกลางๆทุกตัว ตอนนี้ผมมีอาการเจ็บแปล๊บๆที่หน้าอกซ้าย เวลาที่มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นแถวๆหัวใจก็จะทำให้วิตกกังวลตลอด  ปรึกษาแพทย์ที่ทำบอลลูนให้ ก็บอกว่าน่าจะเกิดจากเส้น ไม่ใช่อาการของหัวใจ แต่ผมรู้สึกแปลกๆว่ามันเจ็บแปล็บๆบ่อยมาก เรียกว่าเกือบตลอดทั้งวัน นั่งหรือนอนนิ่งๆก็เจ็บแปล็บๆได้ และที่สำคัญเวลาที่เจ็บแปล็บๆมันเหมือนจะมีอาการวูบ มันเหมือนความดันต่ำ มีเหงื่อออกนิดหน่อย
     ผมเป็นหอบหืด ต้องพ่นยาเช้าเย็น  และตอนนี้เป็นโรคกระเพาะเพิ่มเข้ามาอีก อยากขอคำแนะนำคุณหมอว่าผมควรตรวจอะไรเพิ่มเติม เพื่อความอุ่นใจ เคยขอคุณหมอที่ทำบอลลูนว่าผมอยากเดินสายพาน ทำ Echo หมอบอกว่าอาการของผมไม่ใช่โรคหัวใจ ก็เลยยังไม่ได้ทำอะไร ทุกวันนี้ออกกำลังกายปกติ ไม่เหนื่อยง่ายเหมือนก่อน จะมีแค่เรื่องเจ็บแปล็บๆที่ทำให้กังวลมาก

     ผมชอบบทความต่างๆในเวป คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะอ่านหมด ขอบคุณคุณหมอที่สละเวลามาทำ Blog ให้ได้อ่าน ขอบคุณมากจริงๆ

................................................................

ตอบครับ

     ปัญหาของคุณเป็นปัญหาเชิงอาการวิทยา หมายความว่าปัญหาเกิดจากการมีอาการ ซึ่งอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับโรคก็ได้ คือเจ็บหน้าอกบ่อย เจ็บแล้วไม่รู้ว่าเป็นเจ็บอกจากหัวใจขาดเลือด หรือเจ็บจากกรดกัดกระเพาะอาหาร หรือเจ็บเพราะประสาทกิน (panic disorder) ทั้งสามอย่างนี้แยกไม่ออก คนไข้ก็แยกไม่ออก หมอก็แยกไม่ออก ต่อให้หมอเทวดาก็แยกไม่ออก จึงไม่แปลกใจที่ในสถาบันการแพทย์ระดับดีมากๆก็ยังไม่วายเผลอจับคนไข้โรคประสาทสวนหัวใจฟรีบ่อยๆ และบางคนโดนหลายครั้ง เพราะอาการมันแยกสาเหตุไม่ออกจริงๆ

     การจะรับมือกับปัญหานี้ คุณต้องฝึกสามอย่าง คือ

1.. ต้องเรียนรู้เชิงอาการวิทยาว่าเจ็บอย่างไหน น่าจะเป็นหัวใจขาดเลือด กล่าวคือ ถ้าเจ็บเพราะหัวใจขาดเลือด (angina) มักจะมีแคแรคเตอร์ดังนี้
1.1 เจ็บแบบหนักๆตื้อๆ หรือเหมือนใครเอาเข็มขัดมารัดหน้าอก 
1.2 เจ็บเป็นบริเวณกว้าง เอานิ้วชี้จิ้มไม่ได้ เป็นทั่วไปหมด
1.3 อาจมีการเจ็บร้าวไปกราม หรือแขนซ้าย หรือไหล หรือหลัง
1.4 มักเป็นตอนออกแรง หรือตอนเครียด
1.5 พอผ่อนการออกแรงลง หรือผ่อนคลายความเครียด ด้วยการหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนลมหายใจออกและบอกกล้ามเนื้อทั่วตัวให้ผ่อนคลาย อาการจะหายไป
1.6 ไม่เกี่ยวกับท่าร่าง การขยับตัว หรือการไอ หมายความว่าไม่เจ็บเฉพาะขยับตัวหรือตอนไอ
1.7 ถ้าเจ็บแบบกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute MI) มักจะเจ็บแบบข้อ 1.1 - 1.6 แต่พักเกิน 20 นาทีแล้วก็ยังไม่หาย (กรณีนี้ต้องไปโรงพยาบาล)

2. ต้องเรียนรู้ที่จะรับรู้อาการต่างๆของร่างกาย และอยู่กับมันแบบนิ่งๆไม่กระต๊าก เพราะร่างกายเรานี้ คนดีๆไม่ต้องเป็นโรคอะไรก็มีอาการสาระพัดชนิดได้แล้ว อย่างคุณลองให้ความสนใจฝ่ามือของคุณสักพักสิ คุณจะรู้สึกว่าฝ่ามือนั้นอุ่นขึ้น ความเป็นจริงก็คือว่าปลายประสาทเขารับรู้และรายงานอุณหภูมิเข้ามาตลอดเวลา แต่เราไม่สนใจเราจึงไม่ได้รับรู้ พอเราสนใจเราก็รับรู้ว่ามีอาการ หรืออย่างคุณลองตั้งใจไว้ที่ปลายลิ้นตอนบนสักพักสิ ถ้าสมาธิดีพอก็จะได้รับรู้ความรู้สึกแปล๊บๆๆที่ปลายลิ้นตอนบนเหมือนไฟฟ้าชอตเล็กๆหรือเหมือนมีอะไรเผ็ดๆค้างอยู่ ไฟฟ้าจากตัวรับความรู้สึกเผ็ดที่นั่นจะถูกส่งเข้าสมองตลอดเวลา เป็นแบคกราวด์รีพอร์ต คือรายงานแม้ในภาวะปกติ ถ้าเราสนใจ เราก็จะรับรู้ได้ สรุปว่าอาการสาระพัดของร่างกายมันมีแยะ สำคัญที่เราตั้งใจรับรู้ให้ตลอดเวลา (come back to our sense) ที่นี่ เดี๋ยวนี้ และรับรู้แบบเฉยๆ อย่ารับรู้แบบฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด

3. ต้องเรียนรู้ที่จะตามให้ทันความคิดที่ก่อตัวขึ้นในสมองของเรา (formation of thought) เช่นความกลัวนี่ก็เป็นความคิดอย่างหนึ่ง ถ้าความคิดก่อตัวขึ้น แล้วเราไม่รู้ตัว เราก็จะถูก "อำ" ด้วยความคิดนั้น นั่นคือที่มาของความกลัวอาการของร่างกาย (panic disorder) คืออาการไม่ได้เป็นปัญหา แต่ความคิดที่ก่อตัวขึ้นโดยเราไม่รู้ตัว นั่นแหละตัวปัญหา

     การที่คนเรามีความทุกข์กับอาการของร่างกายนี้ ทำให้การนำวิธีฝึกสติรักษาโรค (MBT - Mindfulness Based Treatment) ช่วยแก้ปัญหาให้คนไข้ได้ ความจริง MBT นี้แต่ก่อนเรียกว่าฝึกสติลดความเครียด ( MBSR - mindfulness based stress reduction) แต่พอเอามารักษาโรคกันจริงจังจึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น MฺฺBT ไป งานวิจัยความสำเร็จของการฝึกสติรักษาโรค ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยุคการใช้สติลดความเครียดหรือยุค MBSR

     พูดมาถึงตอนนี้ก็มาลงมือสร้างความแตกต่างในเรื่องนี้กันเสียเลยดีกว่า คือผมผลัดผู้ป่วยหลายคนมาหลายเดือน บ้างก็หลายปีแล้ว ว่าผมจะนัดสอนการฝึกสติแบบ MBT แบบ day camp คือไปเช้ากลับเย็นสักหนึ่งครั้ง แต่ก็ผัดผ่อนมาเรื่อยนัดกันไม่ได้สักที ขอถือโอกาสนี้นัดเสียเลย คือวันที่ 10 กย. 59 ผมบังเอิญว่างขึ้นมาเพราะมีการงดการประชุมที่จะให้ผมไปเป็นวิทยากร จึงเอาเป็นว่าผมจะเปิดคอร์ส MBT day camp ที่เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์มวกเหล็ก โดยรับไม่เกิน 10 คน มีคนไข้รอเรียนอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เต็มสิบ คุณและท่านผู้อ่านท่านอื่นที่สนใจก็สมัครมาเรียนได้ เนื้อหาสาระของการเรียนจะเป็นประมาณนี้

..............................................

แค้มป์ฝึกสติรักษาโรคแบบวันเดียว (MBT day camp)

9.00 - 9.30 Autonomous nervous system briefing บรรยายสรุปเรื่องระบบประสาทอัตโนมัติ

9.30 - 10.00 Road map of MBT เส้นทางการฝึกสติรักษาโรคจากต้นจนจบ

10.00 - 10.30 Visualization of thought ฝึกมองความคิด

10.30 - 11.00 Mindful breathing ฝึกสติอยู่กับการหายใจ

11.00- 11.30 Posturing ฝึกสติอยู่กับท่าร่าง

11.30-11.45 STOP technique ฝึกหยุดดูปัจจุบัน

11.45-12.15 Mindful movement ฝึกสติอยู่กับการเคลื่อนไหว

12.00-13.00 Mindful eating ฝึกสติอยู่กับการกิน

13.00-13.30 Body scan ฝึกลาดตระเวณความรู้สึกทั่วร่างกาย

13.30- 13.45 Muscle relaxation ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

13.45 - 14.15 Befriending death ฝึกผูกมิตรกับความตาย

14.15-14.30 RAIN technique ฝึกเทคนิคจำความคิด

14.30-15.45 Sitting meditation ฝึกนั่งสมาธิ

15.45 - 16.15 Coping with pain ฝึกรับรู้อาการปวดแบบเฉยๆ

16.15 - 16.30 Debriefing สรุปสิ่งที่เรียนตลอดวัน

ความคาดหวัง

วัตถุประสงค์คือให้มีความรู้และทักษะการฝึกสติแบบ MBSR หรือ MBT พอที่จะเอาไปฝึกปฏิบัติต่อในชีวิตประจำวันของแต่ละคนได้

อย่างไรก็ตาม ชั้นเรียนนี้จัดเป็นครั้งแรก หลักสูตรที่กำหนดขึ้นอาจพอดีหรือไม่พอดีกับพื้นฐานทางจิตวิทยาของแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันได้มาก ผลสำเร็จจึงยังคาดเดาไม่ได้

ค่าเรียน

คนละ 2,000 บาท ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างสองเบรก ค่าวิทยากร ผู้ช่วยวิทยากร ค่าสถานที่ ค่าห้องแอร์ และอุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้ในศูนย์ แต่ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปเอง

ไม่จำเป็นต้องพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ไปกทม.ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชม. แต่สำหรับผู้ประสงค์ที่จะพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ ก็มีห้องพักให้ (ห้องละสองเตียง) ค่าห้องรวมอาหารเช้า (สองคน) คืนละ 2,500 บาท 

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 หรือคุณตู่ (ฐานวีร์ พีรกุล) โทร. 081 900 8321 หรือ 086 985 8628
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com หรือ thannawee_pur@phyathai.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี 

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

4. เงินค่าลงทะเบียนรับแล้วไม่มีคืน ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่คืน เพราะเอาไปจ่ายค่าจ้างคนค่าสถานที่ค่าอาหารไปแล้ว

   การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรเดิม คือมาก่อนได้ก่อน เต็มสิบคนแล้วปิด เพราะถ้ามากกว่านั้นจะเป็นสติแตกไม่ใช่สติรักษาโรค 

สถานที่ 

เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์  อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่

(สถานที่นี้ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ ไม่มีป้ายบอก แถมอยู่ในหมู่บ้านร้างพงรก ท่านต้องคลำทางไปเอาเอง ตามแผนที่ข้างล่าง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์