01 พฤศจิกายน 2555

กินยาถ่ายพยาธิ แบบรูดมหาราช



กินยาถ่ายพยาธิ แบบรูดมหาราช


พักนี้มีคนเขียนมาถามเรื่องการกินยาถ่ายพยาธิหลายราย ผมเลือกมาตอบสองฉบับ

จดหมายฉบับที่ 1.
ขอคำปรึกษาเรื่องการถ่ายพยาธิหน่อยครับ


ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยถ่ายพยาธิเลยครับ ผมมีรูปร่างผอม กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ทั้งๆที่เป็นคนกินเยอะ ซึ่งเพื่อนๆที่กินเหมือนกันก็อ้วนกันหมดแล้ว แต่ผมนั้นน้ำหนักไม่ขึ้นมา 5-6 ปีแล้วครับ เพื่อนบอกผมว่าถ้าระบบเผาผลาญไม่ดีเกินก็เลี้ยงพยาธิไว้ ผมลองไปตรวจอุจจาระที่ คลินิกแถวบ้าน จ.ลำปาง เขาก็บอกว่าไม่พบพยาธิ ซึ่งผมก็ไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้านั้นผมรู้สึกคันก้นมาก แล้วมันก็หายไปเอง นานๆครั้งจะคันที แล้วผมก็มีพฤติกรรมเสี่ยงคือ กินหมูสุกๆดิบๆมากๆ อีกทั้งตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยถ่ายพยาธิเลย (ปัจจุบันอายุ 21 ปี) ดังนั้นผมจึงลองหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ก็พบว่าตนน่าจะเข้าข่ายว่ามีพยาธิ เช่น หิวบ่อย กินเยอะ  น้ำหนักไม่ขึ้น ท้องอืด เจ็บหน้าอก รู้สึกเพลีย นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผมร่วง ฯลฯ เป็นต้น ทั้งๆที่เป็นคนชอบออกกำลังกาย แต่ผมก็ไม่กล้าจะซื้อยามาทานเอง เพราะเกรงว่าจะทานยาไม่ตรงกับชนิดของพยาธิจะเกิดสภาวะที่พยาธินั้นชอนไชกระจายเข้าไปอยู่ในอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย
ดังนั้นผมจึงมาขอคำปรึกษาแพทย์หน่อยครับว่า ในกรณีอย่างผมนั้นควรจะทำอย่างไร ควรทานยาอะไร แบบไหน อย่างไรและเพียงใดครับ


ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

...........................................

จดหมายฉบับที่ 2.
สวัสดีครับหมอสันต์
ขออนุญาตถามเกี่ยวกับเรื่องยาถ่ายพยาธิ โดยเฉพาะยาถ่ายพยาธิตัวตืด ที่มีชื่อว่า "นิโคลซาไมด์" ผมไปซื้อยาถ่ายพยาธิจากร้านขายยา เภสัชกรก็ให้ยามาสองตัว ตัวนึงเป็น "นิโคลซาไมด์ 500มก. 4 เม็ด" อีกตัวเป็น "มีเบนดาโซล 500มก. 1 เม็ด"ทีนี้ผมก็ไปไล่อ่านจากในเว็บ มีหลายๆคนบอกว่ายาถ่ายพยาธิตัวกลมไม่ค่อยมีอันตราย แต่ยาถ่ายพยาธิตัวตืดไม่ควรซื้อกินเอง เพราะยามันทำได้แค่ให้พยาธิเมายา อาจจะเกิดการขย้อนเข้าสู่กระเพาะอาหารทำให้ไชขึ้นสู่สมองได้ แต่ผมก็ได้ไปอ่าน blog ของคุณหมอแล้ว คุณหมอก็ได้บอกว่าเป็นเพียงจินตนาการ ยังไม่เคยมีเคสแบบนี้เกิดขึ้น แล้วเภสัชกรบอกว่าให้รับประทานก่อนนอนทั้งสองชนิด คือผมเป็นคนที่ถ่ายไม่เป็นเวลา อยากทราบว่าถ้ารุ่งขึ้นตอนเช้าผมไม่ถ่าย จะเกิดผลข้างเคียงหรือเกิดอันตรายจากพยาธิเหล่านั้นรึเปล่าครับแล้วผมควรไปหาซื้อยาระบายมารับประทานควบคู่กับยาถ่ายพยาธิหรือเปล่า?

ขอบคุณมากครับ

………………………………….

ตอบครับ

1.. ถามว่าไปตรวจอุจจาระแล้ว ไม่พบไข่พยาธิ จะเชื่อถือได้แค่ไหน ตอบว่า งานวิจัยที่โรงพยาบาลแมสเจน (Massachusetts General Hospitalสรุปได้ว่าการตรวจไข่พยาธิจากอุจจาระ (stool exam) มีความไว 91% หมายความว่าถ้าเอาอึของคนที่มีพยาธิมาหนึ่งร้อยคน จะตรวจอุจจาระพบไข่พยาธิ 91 คน นี่เป็นข้อมูลของรพ.แมสเจนซึ่งเป็นรพ.ที่หมอที่นั่นได้รับรางวัลโนเบลแทบจะทุกๆสิบปีนะครับ ถ้าเป็นการตรวจที่โรงพยาบาลเหมืองห้วยในเขา คุณก็ประมาณความไวของการตรวจเอาเองก็แล้วกัน เพราะไม่มีข้อมูลวิจัยตีพิมพ์ไว้ หิ..หิ
  
2. ถามว่าผอมแห้งแรงน้อย และไม่เคยกินยาถ่ายพยาธิเลยตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้ ไม่เชื่อผลการตรวจอุจจาระด้วย ควรจะซื้อยาถ่ายมากินเองไหม ตอบว่าคุณมีทางเลือกสามทางนะครับ คือ

(1) ไปหาหมอเอาอึไปให้หมอตรวจและหมอว่าไงก็เอางั้น
(2) ซื้อยาถ่ายพยาธิกินเองไปเลยแบบว่า กินยาถ่ายล้างบาง รูดมหาราช
(3) อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ถือเสียว่าเมื่อไม่รู้อะไรก็ไม่ต้องเดือดร้อน

ทั้งสามทางนี้คุณต้องตัดสินใจเลือกเอง คำแนะนำของแพทย์ซึ่งเป็นสากลก็คือทางเลือกที่ (1) แต่ถ้ามันทำไม่ได้ เพราะไม่เชื่อผลการตรวจก็ดี หรือเพราะไม่กล้าขนอึของตัวเองออกนอกห้องส้วมก็ดี ผมมีความเห็นว่าหากมีอะไรให้ระแวงว่าตัวเองจะมีพยาธิ การใช้ทางเลือกที่ (2) คือซื้อยามากินเองก็น่าจะดีกว่าอยู่เปล่าๆนะครับ ดีกว่านั่งลุ้นไปวันๆว่าอาการโน่นนี่นั่นมันเป็นเพราะพยาธิหรือเปล่า แต่ทั้งนี้มีประเด็นว่าต้องซื้อยาให้ถูก กินยาให้เป็น อ่านฉลากยาให้ทราบถึงผลข้างเคียงของยาอย่างละเอียด

3.. ถามว่าถ้าจะซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเอง ควรซื้อยาอะไรและกินอย่างไร ตอบว่ามันก็แล้วแต่คุณอยากจะถ่ายพยาธิอะไรทิ้งนะครับ พยาธิแต่ละชนิด ถูกฆ่าด้วยยาที่ต่างกัน คือ

3.1 พยาธิเส้นด้าย ใช้ยา มีเบ็นดาโซล 500 มก. หนึ่งเม็ด (เด็กใช้ 11 มก./กก.) ถ่ายสองหรือสามรอบ แต่ละรอบห่างกัน 3 สัปดาห์ เพราะพวกตัวอ่อนที่อยู่นอกร่างกายตายยากต้องกินซ้ำๆซากๆ และต้องต้มทำความสะอาดเครื่องนอนด้วย ญาติโกโหติกาที่อยู่ด้วยกันคลุกคลีตีโมงกันต้องจับถ่ายยาให้หมด

3.2 พยาธิแส้ม้าและพยาธิปากขอ ใช้ยา มีเบ็นดาโซล 500 มก. หนึ่งเม็ด ( 11มก./กก.) กินวันละหนึ่งครั้ง ติดต่อกันสามวัน

3.3 พยาธิตัวกลม (ไส้เดือน..อี๋ย..) ใช้ยา อัลเบ็นดาโซล (albendazol) 400มก. หนึ่งเม็ด ครั้งเดียว หรือทางเลือกรองลงมาคือใช้ยามีเบ็นดาโซล 500 มก. หนึ่งเม็ดครั้งเดียวก็พอได้ แต่ไม่ดีเท่าอัลเบ็นดาโซล

3.5 พยาธิตัวตืด (ตัวแม่) ในลำไส้ (ตืดหมู ตืดวัว) ใช้ยา นิโคลซาไมด์ กินครั้งละ 2กรัม ครั้งเดียวหลังอาหาร

3.6 พยาธิตัวตืด (ตัวลูก) ที่ฝังเป็นซีสต์ในเนื้อเยื่อ (cysticercus) อันนี้เรื่องใหญ่ อย่าซื้อยากินเอง ต้องไปให้หมอรักษา เพราะต้องกินยานานหลายรอบ แต่ละรอบใช้เวลานานเป็นเดือน ต้องใช้ยากันชักและยาสะเตียรอยด์ร่วมด้วย วุ่นวายมาก หาหมอง่ายกว่า

3.7 พยาธิใบไม้ในตับ ใช้ยา Praziquantel กินในขนาด 20-30มก.ต่อกก.ต่อครั้ง (เช่นนน. 60 กก.ก็กินครั้งละ 1200 มก.) รวม 3 ครั้ง จบในหนึ่งวัน ทั้งนี้ปริมาณยาทั้งหมดต้องได้ไม่เกิน (max dose) 4,800 มก.หรือ 8 เม็ด   

3.9  ถ้าจะใช้นโยบายมวยวัด คือถ่ายยาแบบรูดมหาราช ถ่ายพยาธิในลำไส้ให้เกลี้ยงแนะนำต้องทำสองยก คือ

ยกที่หนึ่ง กินนิโคลซาไมด์ 2 กรัม ครั้งเดียว เพื่อน๊อคพยาธิตัวตืดไปก่อน แล้วก็พักรบไปหลายๆวันแล้วค่อยต่อ

ยกที่สอง กินมีเบ็นดาโซล 500 มก. หนึ่งเม็ด วันละครั้งติดต่อกัน3วันเพื่อทำลายพยาธิเส้นด้าย แส้ม้าปากขอ หลังจากนั้นอีกสามสัปดาห์กินอีก500 มก. หนึ่งเม็ดเพื่อทำลายพยาธิเส้นด้ายจากผิวหนังรอบทวารหนักที่กลับเข้าไปโตในลำไส้ ในกรณีที่ต้องการให้ชัวร์ป้าดหลังจากนั้นอีกสามสัปดาห์อาจกินอีก 500มก. 1เม็ด  รวมเวลาที่ใช้ยกนี้ก็สองเดือนกว่า เพื่อกำจัดพยาธิกระจอกทั้งหลายเช่นเส้นด้าย แส้ม้า ไส้เดือน ให้หมด

ทั้งสองยกนี้กำจัดแค่พยาธิในลำไส้นะครับ แต่ถ้าชอบกินปลาร้าปลาเจ่าดิบๆตัวอันตรายจริงๆคือพยาธิใบไม้ในตับ ถ้าจะน๊อคมันก็ต้องต่อ ยกที่สาม คือกินยา Praziquantel เม็ดละ 600 มก. ครั้งละสองเม็ด รวมสามครั้งจบในวันเดียว

4.. ถามว่าที่เภสัชกรขายยานิโคลซาไมด์ 500 มก. 4 เม็ด และมีเบนดาโซล 500 มก.เม็ด สูตรนี้จะมีความครอบคลุมและใช้ได้ไหม ตอบว่ายังใช้ไม่ได้ครับ นิโคลซาไมด์กำจัดพยาธิตัวตืดได้แล้วก็จริง แต่มีเบ็นดาโซลกินครั้งเดียวไม่สามารถกำจัดพยาธิเส้นด้ายผู้แหย่ให้คันก้นได้หมด เพราะลูกๆของมันที่อยู่นอกผิวหนังที่ก้นไม่โดนยา และจะกลับเข้าไปโตในลำไส้ได้อีกไม่รู้จบไม่รู้สิ้น อีกประการหนึ่ง สูตรนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับพยาธิใบไม้ในตับนะครับ หมายความว่ากำจัดพยาธิใบไม้ในตับไม่ได้

5.. ถามว่าเมื่อกินยาถ่ายพยาธิแล้วไปนั่งถ่าย จะเกิดอันตรายไหม (หมายความว่าไงครับ เช่นพยาธิฟื้นคืนชีพแล้วผงกหัวมาฉกเอารึ..แหะ แหะ พูดเล่น) ต้องไปหายาระบายมากินควบกับยาถ่ายพยาธิด้วยหรือเปล่า ตอบว่า

ประเด็น อันตรายไหม ตอบว่าไม่อันตรายครับ พยาธิโดนยา ไม่ตายก็ปล้องหลุด มีแค่นั้น

ประเด็น การกินยาถ่ายเช่นดีเกลือหลังกินยาฆ่าพยาธิ ตอบว่า ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบชมของเสียวๆสยิวๆไหม ถ้าคุณชอบชมก็ไม่ต้องกินยาถ่าย เพื่อจะได้ชมอะไรที่เสียวๆสยิวๆเป็นรูปเป็นร่างได้เต็มตา คนไข้ของผมคนหนึ่งซึ่งไปอยู่อินเดียมา เล่าว่าเธอกินมีเบ็นดาโซลแล้วเห็นพยาธิตัวตืดยาวขาวๆแบนๆแบบเส้นก๋วยเตี๋ยวอัดกันออกมานับได้ 6 ตัว (กึ๋ย..ย) แต่ถ้าคุณไม่ชอบดูอะไรเสียวๆ การกินยาถ่ายหลังกินยาฆ่าพยาธิก็จะได้รีบๆส่งออกไปๆให้พ้นหูพ้นตาไม่ต้องมามองมาลุ้นไงครับ แต่ว่าคุณอย่าไปเอาอย่างเธอที่มาจากอินเดียนะ ที่กินมีเบ็นดาโซลถ่ายพยาธิตัวตืดนะครับ เพราะมันไม่ใช่ยาจำเพาะสำหรับพยาธิชนิดนี้ อัตราการได้ผลมันต่ำกว่ายานิโคลซาไมด์

6.. ถามว่าจริงหรือไม่ที่ว่าถ้าซื้อยาถ่ายพยาธิตัวตืดมากินเองแล้วถ้ามันไม่ตายจะออกฤทธิ์ฟาดหัวฟาดหางให้เดือดร้อน  (ฮ้า..ฮ้า ขำ) อันนี้ผมแยกอธิบายเป็นสองประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ 1. ถ้ายาฆ่าพยาธิฆ่าพยาธิตัวตืดไม่ตาย หมายความว่ายาฆ่าพยาธินั้นทำได้แค่ทำให้ปล้องของตัวตืดหลุดออกมาทำให้เราเข้าใจผิดว่าพยาธิออกมาหมดแล้ว แต่ความจริงหัวของมัน (scolex) ที่เอาตะขอเกี่ยวห้อยต่องแต่งอยู่ที่ผนังลำไส้ยังอยู่ แล้วมันก็งอกปล้องออกมาใหม่ไม่กี่วันก็ยาวเป็นวาเหมือนเดิม เท่านั้นเอง มันไม่ได้ฟาดหัวฟาดหางอาละวาดหรอกครับ และการที่ปล้องแก่ของพยาธิตัวตืดหลุดนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันไม่ว่าจะทานยาถ่ายหรือไม่ทานยาถ่าย มันแก่แล้วมันก็หลุดของมันอยู่แล้ว

ประเด็นที่ 2. ปล้องแก่ของพยาธิ จะย้อนขึ้นมาที่กระเพาะอาหารแล้วออกลูกเป็นตัวอ่อนที่นั่น แล้วไชชอนเขากระแสเลือดไปตามเนื้อเยื่อ (internal autoinfestation) เป็นไปได้ไหม ถ้าเป็นไปได้ มีอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ได้บ้าง การอาเจียนหรือกินยาถ่ายที่ทำให้ปล้องหลุดออกจากตัวแม่ จะเป็นเหตุให้เกิดเรื่องอย่างนี้ได้ไหม อันนี้วงการแพทย์ไม่ทราบ มีนักเดาพากันเดาเอาว่ามันอาจจะเป็นไปได้ แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานพิสูจน์ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงสักราย การจะเข้าใจเรื่องที่ผมพูดถึงนี้คุณต้องเข้าใจวงจรชีวิตของพยาธิตัวตืด ผมจะเล่่าให้ฟังนิดหนึ่ง คือมันต้องมีผู้ให้ที่พักพิง (host) สองเจ้า คือผู้ให้ที่พักพิงชั่วคราว อันได้แก่สัตว์ เช่น หมู วัว สุนัข ปลา เป็นต้น กับผู้ให้ที่พักพิงถาวร คือคน วงจรชีวิตของพยาธิตัวตืดเริ่มจากตัวแม่ที่อยู่ในลำไส้ของผู้ให้ที่พักพิงถาวร (คือคน) แตกตัวเป็นปล้องๆแต่ละปล้องมีไข่อยู่เต็มแล้วปล้องแก่ๆก็จะหลุดออกมาพร้อมกับอุจจาระของคน แล้วผู้ให้ที่พักพิงชั่วคราวเช่นหมู วัว สุนัข ปลา มากินอุจจาระของคนเข้าไป เมื่อไข่ไปถึงกระเพาะอาหารของหมูวัวสุนัขปลาก็จะกลายเป็นตัวอ่อนไชเข้าไปทางผนังสำไส้ ไปตามกระแสเลือด แล้วไปสิงสถิตอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆของผู้ให้ที่พักพิงชั่วคราว เช่นเป็นเม็ดสาคู (cysticercus) ในเนื้อหมูเนื้อวัวหรือเนื้อปลา เมื่อคนซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงถาวรมากินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวหรือเนื้อปลาที่ดิบๆเข้าไปในกระเพาะอาหาร เม็ดสาคูนี้ก็จะถูกย่อยออกมาเป็นพยาธิตัวแม่ ซึ่งจะเลื้อยลงไปเอาหัวฝังเกาะอยู่ที่ผนังลำไส้แย่งอาหารผู้ให้ที่พักพิงแล้วแตกปล้องออกไข่ต่อไปอีกนานชั่วกัลปาวสาน นี่เป็นวงจรชีวิตแบบคลาสสิกสำหรับพยาธิตัวตืดทุกชนิด 
      แต่เฉพาะพยาธิตืดหมูมันมีความพิเศษตรงที่นอกจากจะใช้คนเป็นที่พักพิงแบบถาวรได้แล้ว มันยังสามารถใช้คนเป็นที่พักพิงแบบชั่วคราวได้ด้วย ดังนั้นสำหรับพยาธิตืดหมูจึงมีวิธีติดต่ออีกแบบหนึ่งคือแบบ external autoinfestation ซึ่งผมขอแปลง่ายๆว่าแบบ “คนกินอึคน” หมายความว่าอุจจาระของคนที่มีไข่พยาธิปนเปื้อนอยู่ในอาหารเช่นผักผลไม้บ้าง หรือปนเปื้อนอยู่ตามมือไม้ของเจ้าตัวเองบ้าง แล้วคนกินไข่พวกนี้เข้าไป มันก็จะไปกลายเป็นตัวอ่อนในกระเพาะแล้วไชเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ตามเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อเยื่อสมอง ทำให้ชักแด๊กๆเป็นครั้งคราวได้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกิดขึ้นแล้วมีแล้วจริงๆ แต่คอนเซ็พท์ internal auto infestationคือสมมุติฐานที่ว่าปล้องแก่ของพยาธิในลำไส้ใหญ่ถูกขย้อนย้อนทางขึ้นไปถึงกระเพาะอาหาร ซึ่งก็จะมีผลเหมือนกินอึตัวเองเข้าไป ทั้งหมดนี่เป็นเพียงสมมุติฐาน ยังไม่เคยมีใครพิสูจน์ได้ว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และอะไรเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้น
     เรื่องพยาธิย้อนจากลำไส้ขึ้นมากระเพาะอาหารนี้อย่าเอาพยาธิตัวตืดซึ่งเป็นปล้องๆแบนไปเปรียบเทียบกับพยาธิใส้เดือนนะ เพราะพยาธิไส้เดือนมีลำตัวใหญ่กลมยาวและแข็งแรง สามารถเลื้อยดันตัวเองไปกับผนังลำไส้ได้ พยาธิไส้เดือนนี้วงการแพทย์ทราบกันดีแล้วว่ามันเลื้อยขึ้นมาบนกระเพาะอาหารได้ หรือแม้กระทั่งออกมาทางปากทางจมูกหรือเข้าไปในหลอดลมยังได้เลย จะเล่าอะไรให้ฟังนะ ประมาณปีพ.ศ. 2524 ผมเป็นหมอใช้ทุนหนุ่มฟ้ออยู่ที่อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช วันหนึ่งมีแม่อุ้มลูกอายุราวสองขวบวิ่งมาให้ผมช่วย เด็กร้องเสียงดังแต่ตัวเขียวปั๋ด ผมสังเกตเห็นมีอะไรอุดอยู่ในรูจมูก แถมดิ้นได้ด้วย อ้อ เป็นหางไส้เดือนนั่นเอง ผมรีบเอามือเปลือยๆจับหางมันลากออกมา ไส้เดือนยาวเกินหนึ่งคืบพันขึ้นมาบนแขนจนผมตกใจต้องสะบัดให้มันไปอยู่บนพื้น พอตัวแรกถูกดึงออกมาแล้วตัวที่สองก็โผล่ออกมาแทนที่ ผมก็ดึงออกอีก.. อีก.. อีก ได้ไส้เดือนสิบกว่าตัวพากันเต้นระบำยึกยือๆส่ายสะโพกอยู่บนพื้นสุขศาลา บรรยากาสมันสุดสยิวจนผู้ช่วยพยาบาลละอ่อนอายุ 18 ลูกน้องของผมซึ่งตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นอะไรสยิวสยองขนาดนี้ ต้องร้อง ฮ่าย..ย แล้วเป็นลมล้มพับไปเลย นี่เรื่องจริงนะ คอนเฟิร์ม เปล่าโกหก

7. ไหนๆก็พูดถึงปลาร้าปลาเจ่าปลาดิบแล้ว มีคนเขียนมาถามว่าไปทานปลาแซลมอนดิบในร้านอาหารญี่ปุ่น (ในเมืองไทย) แล้วพบพยาธิตัวเล็กๆกลมๆดิ้นดุ๊กดิ๊กอยู่ในเนื้อปลาเป็นที่สยองขวัญยิ่งนัก ถ่ายรูปส่งมาให้ดูด้วย (แต่น่าเสียดายที่ผมทำเมลนั้นลบทิ้งหายไปโดยบังเอิญ) แล้วเธอผู้นั้นถามว่าอย่างนี้ต้องกินยาถ่ายพยาธิไหม ตอบว่าไม่ต้องหรอกครับ เพราะพยาธิในปลาทะเลอย่างปลาแซลมอนเท่าที่วงการแพทย์เคยรายงานไว้มันมีชื่อ Anisakis simplex  มันไม่ใช่พยาธิที่จะเติบโตในท้องคนได้ อย่างมากก็แค่ทำให้แพ้และปวดท้องในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังกินแล้วตัวพยาธิมันก็ตายไปแล้วก็จบกัน อนึ่ง การจะทำให้พยาธิในปลาทะเลนี้ตายก่อนกินปลาต้องแช่แข็งปลาที่อุณหภูมิต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสนาน 15 ชั่วโมง หรือต้มในน้ำอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศานานเกิน 5 นาที ดังนั้นทีหลังไปทานปลาทะเลดิบ ถ้ากลัวนักก็จับต้มเสียสิครับ ตัวผมเคยต้มปลาดิบในเรียวกังญี่ปุ่นมาแล้ว สาวเสริฟนุ่งกิโมโนนั่งมองตาโต คงนึกตำหนิว่าอีตาแก่นี่ทำของดีๆเขาหมดค่าเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

....................................................

จดหมายจากผู้อ่าน (7 พย. 55)

กราบเรียนคุณหมอที่เคารพครับ
  กระผมได้อ่านบทความการตอบคำถามของคุณหมอเกี่ยวกับพยาธิตัวตืดทำให้ได้รับความรู้มากและเป็นประโยชน์มากครับ กระผมก็มีอาการถ่ายอุจจาระออกมาแล้วมีพยาธิตัวตืดติดออกมายาวมาก ๆ ครับ ประมาณ 10 เซนติเมตรผมรู้สึกตกใจและกลัวมากพยายามแข็งใจดึงตัวพยาธิออกมาอีกแต่ว่ามันขาดเสียก่อน ผมจะรับประทานยาอะไรดีครับจึงจะกำจัดมันออกไปได้ และจะต้องทานยาถ่ายด้วยหรือไม่ครับ ขอบพระคุณคุณหมอมากครับ กระผมขอให้คุณหมอมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และร่ำรวยมาก ๆ นะครับ

ครูบ้านนอกครับ


.......................................

ตอบครับ

1. ก็ทานตามข้อ 3.5 คือทานยาถ่ายพยาธิตัวตืดในลำไส้ (ตืดหมู ตืดวัว)
 ใช้ยา นิโคลซาไมด์ กินครั้งละ 2 กรัม (เม็ดละ 500 มก. สี่เม็ด) ครั้งเดียวหลังอาหาร ยานี้ชาวบ้านรู้สึกจะเรียกว่ายาโยเมซาน (Yomesan) ตัวเดียวกันนะแหละ

2. กินยานิโคลซาไมด์แล้ว วันรุ่งขึ้นจะกินยาถ่ายตามหลังหรือไม่กินก็ได้


3. ประเด็นสำคัญคือหลังจากกินยาถ่ายแล้วอีก 3 เดือนควรจะเก็บตัวอย่างอุจจาระไปให้โรงพยาบาบตรวจหาไข่พยาธิอีกครั้งหนึ่ง เพราะประสิทธิภาพของยานี้มีประมาณ 90% ไม่ใช่ 100% หากพยาธิยังไม่หมดก็ต้องหาหมอให้เขาใช้ยาตัวอื่นต่อไป ซึ่งยาตัวอื่นมักเป็นการใช้ยาแบบไม่เป็นทางการ (
off label) ผมไม่แนะนำให้คุณใช้เอง ถ้าถ่ายครั้งแรกแล้วไม่หมด ไปให้หมอรักษาดีกว่า

4. ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเสียใหม่ เลิกการทานเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อปลาดิบๆ เช่นลาบดิบ ก้อย ปลาดิบ ปลาร้า ปลาเจ่า ที่ไม่ได้ปรุงให้สุก แล้วอย่าลืมสอนนักเรียนด้วย ถ้าอาจารย์มีความเป็นครูและเป็นนักวิทยาศาสตร์มากกว่าความขี้อายไร้สาระ ผมแนะนำให้เอาพยาธิใส่ขวดดองให้นักเรียนดู วิธีนี้จะเป็นการให้สุขศึกษาที่ได้ผลดีมาก

.........................................................

จดหมายจากผู้อ่าน (2 กย. 58)
ขอบคุณครับคุณหมอ ที่คุณหมอได้ลงคำแนะนำเรื่องการรักษาพยาธิตัวตืด ผมได้ค้นเจอและเข้าไปอ่านดู ก้อเลยไปหาซื้อยาตามที่คุณหมอบอกมาทาน ตอนนี้รู้สึกว่าจะหายแล้วล่ะครับ เพราะว่ามันออกมาความยาวน่าจะประมาณ 2 เมตร น่ะครับ ผมก้อคิดว่า มันน่าจะหมดแล้ว ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำดีๆเรื่องสุขภาพ

ตอบครับ
แหม อุตส่าห์เลี้ยงไว้จนยาวเป็นวาน่าจะเอาใส่ขวดไปบริจาคให้โรงเรียนแพทย์นะครับ เพราะนักเรียนแพทย์สมัยนี้เรียนจนจบแล้วบางคนยังไม่เคยเป็นพยาธิตัวตืด


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1.      Branda JALin TYRosenberg ESHalpern EFFerraro MJClin Infect Dis. 2006 Apr 1;42(7):972-8. Epub 2006 Feb 27. A rational approach to the stool ova and parasite examination.
2.      Keiser J, Utzinger J. Efficacy of current drugs against soil-transmitted helminth infections: systematic review and meta-aounalysis. JAMA. 2008 Apr 23;299(16):1937-48.
3.      Young, N. D.; Campbell, B. E.; Hall, R. S.; Jex, A. R.; Cantacessi, C.; Laha, T.; Sohn, W. M.; Sripa, B. et al (2010). Jones, Malcolm K. ed. "Unlocking the Transcriptomes of Two Carcinogenic Parasites, Clonorchis sinensis and Opisthorchis viverrini PLoS Neglected Tropical Diseases 4 (6): e719. doi:10.1371/journal.pntd.0000719PMC 2889816.PMID 20582164edit.
4.      Soukhathammavong, P.; Odermatt, P.; Sayasone, S.; Vonghachack, Y.; Vounatsou, P.; Hatz, C.; Akkhavong, K.; Keiser, J. (2011). "Efficacy and safety of mefloquine, artesunate, mefloquine–artesunate, tribendimidine, and praziquantel in patients with Opisthorchis viverrini: A randomised, exploratory, open-label, phase 2 trial". The Lancet Infectious Diseases 2011;11 (2): 110–118
5.      Polimeno L, Loiacono M, Pesetti B, Mallamaci R, Mastrodonato M, Azzarone A, Annoscia E, Gatti F, Amoruso A, Ventura MT. Anisakiasis, an underestimated infection: effect on intestinal permeability of Anisakis simplex-sensitized patients. .Foodborne Pathog Dis. 2010 Jul; 7(7):809-14.