พยาบาลกับหูดหงอนไก่หนักหนึ่งกิโลกรัม


ได้อ่านบันทึก "ติดหูดหงอนไก่มา ขณะที่ภรรยาตั้งครรภ์ " แล้วอยากปรึกษาอาจารย์เกี่ยวผป.ที่อยู่ในความดูแล มีเคสชายไทยโสดวัย40+ เศรษฐานะปานกลาง-ดี ติดเชื้อ HIV และปัจจุบันมีหูดหงอนไก่ขนาดใหญ่มาก (ประเมินเป็นนน.1Kg.หรือ>) จนผป.ไม่สามารถนั่งเก้าอี้ได้ต้องคุกเข่าหรือนั่งยองๆหรือยืนทำงาน ผป.รักษาอยู่ที่รพ.ศูนย์ที่พยาบาลทำงานอยู่ แต่เนื่องจากอยู่ฟากชุมชนจึงอยากทราบแนวทางการรักษาจากที่เคยปรึกษาศัลยแพทย์เจ้าของไข้ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม พูดประมาณว่าก็ตามสภาพ ไม่สามารถทำอะไรได้ เหมือนคุณหมอจะปล่อยแค่รักษาเมื่อมีอาการติดเชื้ออื่นซ้ำคือเมื่อผป.มีไข้แล้วกินยาลดไข้เองหลายมื้อแล้วไม่หาย มีเลือดออกจากแผลมากทำให้เลือดหยุดเองไม่ได้ หรือแผลอักเสบปวดมากจนยาแก้ปวดที่หมอให้กินแล้วไม่ได้ผลก็จะมารพ. ผป.ดูแลสุขอนามัยตนเองดีมาก แต่แผลก็ยังมีกลิ่นรบกวนให้เสียบุคลิกภาพ พยาบาลประเมินและซักประวัติคนไข้ยังไม่เคยได้รับการรักษาโดยวิธีการจี้ ไม่ว่าด้วยยาหรือไฟฟ้ามาก่อนเลยตั้งแต่เป็นเมื่อหลายปีก่อน และเคยมีความรู้ว่าโรคสามารถรักษาให้หายได้หรือลดขนาดลงได้ ผป.ควรย้ายไปรักษาที่ใดได้บ้างคะ ผป.เล่าว่าแพทย์ที่มาตรวจสั่งเตรียมผ่าตัด พอแพทย์เจ้าของไข้คนเดิมมาก็สั่off case พยาบาลควรให้คำแนะนำอย่างไรดีคะ พยาบาลประเมินพบว่าผป.มีการงานเลี้ยงตนเองได้(สถาปนิก) มีกำลังใจที่จะต่อสู้หลังจากผ่านการปรับตัวยอมรับภาวะโรคได้แต่ยังไม่เปิดเผยให้ญาติทราบ พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว มีพี่ชาย 1 คนที่ทราบและเข้าใจผป.ดี ทำงานมีครอบครัวอยู่ที่กทม. ซึ่งหากต้องไปรักษาที่กทม.ก็สามารถไปได้คะ

ขอบพระคุณอาจารย์ล่วงหน้าคะ
พยาบาลชุมชน

………………………………………………….

ตอบครับ

ประเด็นที่ 1. หลักเบื้องต้นในการรักษาหูดหงอนไก่ (condyloma accuminata) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV มีหลักสองประการคือ
(1) กำจัดหูดออกไปให้ได้มากที่สุดให้เหลือจำนวนน้อยพอที่ภูมิคุ้มกันร่างกายจะสู้ได้
(2) บำบัดอาการที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตให้ได้มากที่สุด

     จะเห็นว่าหลักทั้งสองข้อนี้ไม่มีข้อไหนให้มุ่งกำจัดไวรัส HPV ออกจากตัว เพราะมันยังทำไม่ได้

     การกำจัดหูดก็มีสามวิธี คือ
(1)   ผ่าตัดออก
(2)   เอาความเย็นจี้ (cryotherapy) หรือ
(3)   เอาสารเคมี (เช่นโปโดฟิลลิน) จี้ ซึ่งมีทั้งแบบร้อนแรงที่ต้องให้หมอหรือพยาบาลเป็นคนจี้ให้ กับแบบเจือจางที่ให้คนไข้เอาไปจี้ตัวเอง แต่ไม่ว่าจะให้ใครจี้ ก็มีหลักเหมือนกันคือจี้ได้แต่ตัวหูด อย่าทะลึ่งไปจี้เยื่อเมือกหรือเนื้อเยื่ออ่อนรอบๆเข้า

     ทั้งสามวิธีนี้จะเลือกวิธีไหนก็แล้วแต่สถานการณ์ สำหรับคนเป็นเอดส์ซึ่งภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี อาจจะต้องใช้หลายวิธีควบกัน และไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ก็ต้องยอมรับว่าหูดมีโอกาสกลับเป็นใหม่หลังกำจัดแล้วได้เสมอ แถมบางครั้งตรงที่เป็นหูดซ้ำซากก็กลายเป็นมะเร็งไปซะอีกต่างหาก ดังนั้นใครไม่อยากเป็นหูดหงอนไก่ก็ให้รีบหาวัคซีนป้องกันไวรัส HPV มาฉีดเสียก็ดีกว่าเป็นแน่แท้

ประเด็นที่ 2. หมอเล็กตั้งท่าจะผ่าตัด หมอใหญ่มาถึงสั่งอ๊อฟ ถามว่าคุณเป็นพยาบาลตาปริบๆจะทำอย่างไร ตอบว่าอย่าไปยุ่งกับพวกเทพเวลาเขาทะเลาะกันเลยครับ จะเปลืองตัวเปล่าๆ อันนี้ผมตอบรวมๆนะโดยที่ยังไม่ทราบเหตุการณ์แวดล้อมขั้นละเอียดนะครับ การที่หมอที่รักษาคนไข้สองคนมีความเห็นไม่ตรงกันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา คุณอย่าไปซีเรียสให้ชีวิตมันหนักกว่าที่เป็นเลย อย่างในกรณีการออฟเคสที่คุณเล่านี้อาจเป็นเพราะหมอเล็กสั่งเซ็ทเพราะเห็นว่ามีข้อบ่งชี้ แต่หมอใหญ่สั่งออฟเพราะเห็นว่าทรัพยากรของรพ.คือคิวห้องผ่าตัดมีจำกัด ต้องกันเอาไว้ให้คนไข้ที่จะได้ประโยชน์จากการรักษามากกว่าก่อน คือหมายความว่าหมอคนแรกมองจากประโยชน์ของผู้ป่วยคนเดียว หมอคนที่สองมองจากมุมของผู้ป่วยทุกคนรวมกัน แค่นี้ก็ขัดกันได้แล้วทั้งที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีดุลพินิจที่ดี หรือบางเรื่องอาจจะลูกทุ่งกว่านั้นก็ได้ เช่นผมยกตัวอย่างกรณีสมมุติ สมมุติเท่านั้นนะ ว่าเทพน้อยเซ็ททำเพื่อกะ “เกิด” กันละวะคราวนี้ แต่เทพใหญ่เห็นเข้าก็รีบมาสั่งงดเพื่อเตะตัดขาสกัดดาวรุ่งซะงั้น อย่างนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกันนะ ที่ผมแนะนำให้คุณอยู่ห่างๆเทพเวลาเขาทะเลาะกันนี่มันเป็นคำแนะนำที่มาจากการที่ผมเป็นหมอแก่เห็นโลกมานาน พวกฝรั่งเขารู้ซึ้งดีเขาถึงตั้งฉายาให้หมอผ่าตัดว่าเป็น “เด็กที่สวมเสื้อผ้าผู้ใหญ่” เขียนมาถึงตรงนี้ผมจะเล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง เป็นนิทานนะ อย่าสำคัญผิดหรือยกไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์จริงและห้ามเอาไปกล่าวอ้างที่อื่นนอกบล็อกนี้ นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่าบนทรัพยากรของสวรรค์ที่มีจำกัด พวกเทวดาต่างก็แย่งกันใช้ โดยเฉพาะเทวดาหนึ่งกับเทวดาสองเนี่ยขบกันประจำ มีอยู่วันหนึ่งเป็นคิวของเทวดาหนึ่งจะได้ใช้ห้อง แต่เทวดาสองเซ็ทเคสเข้าไปโดยอาศัยช่อง “ฉุกเฉิน” ความทราบถึงเทวดาหนึ่งเจ้าของคิวเข้าก็ยั้วะเดินจ้ำพรวดเข้าไปถึงในห้องที่เทวดาสองกำลังจะลงมีดแล้วตะโกนออกคำสั่งให้งดแล้วเอาเคสออกไป๊ฉันจะเอาเคสของฉันเข้าแทน เกิดเป็นปากเสียงกัน เทวดาสองเกิดอาการยั้วะบ้างเอามีดไล่จิ้มเทวดาหนึ่ง เทวดาหนึ่งวิ่งหนีแล้วแต่งทนายไปฟ้องตำรวจ เทวดาสองก็เอาเส้นไปหาตำรวจบ้าง ตำรวจถึงกับครวญเบาๆว่า

“..ถ้าท่านชกกันให้หน้าหงายไปซะโครมหนึ่งมันก็ไม่มีปัญหานะครับ เพราะผมจะตั้งข้อหาทะเลาะวิวาทปรับห้าร้อยบาทแล้วให้กลับบ้านได้ แต่นี่ท่านเล่นเอามีดไล่จิ้มกัน แล้วเขาฟ้องมาฐานพยายามฆ่าซะด้วย ท่านจะให้ผมทำยังไง้..ท่านเทวด๊า..”

แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น..ตะแล้น ตะแล้น จบละ

ประเด็นที่ 3. คุณควรจะแนะนำคนไข้ให้ไปเสาะหาการรักษาที่ไหนดี อันนี้ผมเข้าใจคุณ คุณเป็นพยาบาล เห็นหัวอกคนไข้ และก้นบึ้งหัวใจบอกคุณว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดที่คนไข้พึงได้รับ คุณจึงอยากจะเสาะหาวิธีอื่น “นอกรอบ” มาเป็นทางเลือกให้แก่คนไข้ ผมแนะนำว่ามีสามวิธีดังนี้ครับ

     วิธีที่ 1. ให้คนไข้หาทางเลียบๆเคียงๆ “จับเส้น” ให้มีการส่งตัวคนไข้ไปรักษาต่อที่หน่วยพยาบาลของรัฐในระดับที่สูงต่อจากสถาบันของคุณขึ้นไป ซึ่งวิธีนี้ดีที่คนไข้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ยากส์..ส์ ผมเติมตัวเอสด้วยแปลว่าหลายๆยากมารวมกัน เพราะมันยากมาก เนื่องจากต้องผ่านอย่างน้อยสองด่าน
     ด่านที่หนึ่ง คือแพทย์ที่จะเป็นผู้ส่งต่อ นอกจากท่านจะเอออห่อหมกด้วยแล้วท่านยังจะต้อง “มีข้อบ่งชี้” หรือเหตุผลไปตอบเจ้านายด้วยว่าทำไมต้องส่งผู้ป่วยไปที่อื่น รักษาที่เราไม่ได้หรือ เดี๋ยวเขาก็จะตามมาเก็บค่ารักษาเอากับเรานะ ทำไมถึงรักษาไม่ได้ อะไรเงี้ยะ
     ด่านที่สอง ก็คือเตียง หมายความว่าเตียงที่สถาบันระดับสูงขึ้นไปที่เราจะส่งคนไข้ไปหา เพราะแค่คนโทรศัพท์ไปทาบทามยังพูดไม่ทันจบประโยคเลยคำเฉลยก็สวนกลับมาแล้วว่า
         
“..ไม่มีเตียงค่ะ อ๊อด..อ๊อด..อ๊อด”
           
เสียงอ๊อด หมายถึงเสียงวางหูโทรศัพท์ ไม่มีเตียงเพียงคำเดียว คำนี้แปลว่าจบบริบูรณ์ มีคนไข้บางคนหวังดีว่าไม่มีเตียงอิฉันซื้อเตียงให้ก็ได้นะคะ แหะๆ ขอบคุณจริงๆเลยคุณป้า แต่คำว่าเตียงในที่นี้มันไม่ได้แปลว่าเตียง แล้วมันแปลว่าอะไรละ เออ หึ หึ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

    วิธีที่ 2. แหม วิธีนี้เป็นวิธีชกใต้เข็มขัดที่ไม่ดีเลย อย่าบอกว่าผมบอกนะ มันเสียหายถึงคนพูด วิธีการก็คือให้คนไข้ฟอร์มทำเป็นป่วยฉุกเฉินเช่นมีเลือดออก แล้วก็โอดโอยไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐบาลขนาดใหญ่ที่เราหมายตาไว้ ด้วยความหวังเผื่อฟลุ้กว่าหมอขุนทาส (chief resident) ที่อยู่เวรคืนนั้นจะเซ็ทเคสไปทำผ่าตัดฉุกเฉินกันกลางดึกแบบม้วนเดียวจบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าฉุกเฉินจริงไม่จริงดอก เขารู้ แต่เขาก็มักจะเซ็ททำผ่าตัดเพราะ (1) ความรู้สึกส่วนลึกของหัวใจบอกให้เขาเซ็ท หรือ (2) เพราะเขาอยากหาเคสให้หมอรุ่นน้องได้ทำผ่าตัด แต่ถ้าโชคร้ายรอดจากมือของขุนทาสไปเข้ามือของอาจารย์ซึ่งมาตรวจเยี่ยมตอนรุ่งเช้าละก็ คราวนี้คุณล้างหูรอฟังคำของอาจารย์เลยนะ

    “เคสไม่ด่วนนี่หมอ ส่งกลับไปให้รพ.ต้นสังกัดเขาก็แล้วกัน”

    วิธีที่ 3. เป็นวิธีสุดท้ายซึ่งผมแนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อสองวิธีแรกล้มเหลวแล้วเท่านั้น เพราะเป็นวิธีที่แม้จะง่าย แต่ก็เสียเงินมาก นั่นก็คือไปโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลไหนก็ได้ เลือกเอาได้ตามใจชอบ เพราะการตัดหูดหงอนไก่ที่ทวารหนักตัดที่ไหนก็ตัดได้ คนไข้จะต้องได้รับการผ่าตัดแหง๋ๆพนันกันก็ได้ ร้อยเอาขี้หมาก้อนเดียว เพราะกรณีของคนไข้ของคุณนี้เป็นกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่าควรได้รับการผ่าตัด ถ้าประกอบเข้ากับข้อพิจารณาอีกข้อคือมีเงินจ่ายค่าผ่าตัด ก็เข้าล็อคของรพ.เอกชนดังป๊อกเลย แล้วเตียงของรพ.เอกชนนี้ไม่มีคำว่าเต็ม เพราะผมเองอยู่รพ.เอกชนผมรู้ดี เตียงของรพ.เอกชนมันเป็นเตียงชนิดยืดได้หดได้ มีคนไข้ก็ยืด ไม่มีคนไข้ก็หด เพราะเอกชนเขาใช้หลักการบริหารแบบตัวอะมีบ้า คือบัดเดี๋ยวยืด บัดเดี๋ยวหด ซึ่งผมว่าดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี
  
     ตอบคำถามหมดแล้ว สุดท้ายของพูดกับคุณในฐานะที่เป็นพยาบาลหน่อยนะ คุณเป็นพยาบาลที่น่ารัก มีความเป็นพยาบาลโดยเนื้อใน ผมหมายถึงการทำตามหัวใจของตัวเองที่อยากจะทำอะไรให้คนไข้มากขึ้นยิ่งกว่าการสักแต่ว่าทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ขอให้คุณรักษาเนื้อในของความเป็นพยาบาลนี้ไว้ตลอดชีวิตของการประกอบอาชีพนี้ เพราะสิ่งนี้คือเครื่องหมายบอกความเป็นพยาบาลมืออาชีพ แสดงว่าเป็นของแท้ รับประกัน ไม่ลอก ไม่ดำ แต่ไม่รับประกันว่าจะไม่อ้วนนะ (อะจ๊าก..ก พูดเล่น)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์  

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)