23 มกราคม 2555

เป็นผู้หญิงผอมมาก ทำไงดี

เรียน คุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ค่ะ

ดิฉันมีปัญหาเรื่องน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ค่ะ จนกระทั่งตอนนี้ อายุ 24 ปี น้ำหนักไม่เคยที่จะเกิน 45 kg. แม้ซักช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต น้ำหนักคงที่ตลอด (ไม่ขึ้น-ไม่ลงค่ะ) น้ำหนักตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 42-44 kg. สูง 165 cm. กรุ๊ปเลือด AB มีโรคกระเพาะอาหารที่เกาะติดร่างกายมาตั้งแต่ ป.1ค่ะ เคยตรวจร่างกายเมื่ออายุ 19 ปี พบว่าเป็นโรคหอบหืด ภูมิแพ้ แต่ไม่ได้มีการรักษาอะไร เพราะไม่ได้เป็นปัญหากับการดำเนินชีวิตน่ะค่ะ

การกิน.......เป็นบุคคลที่กินอาหารจุมาก และกินจุบจิบ รับประทานอาหารรสหวานๆตลอด (เช่น ก๋วยเตี๋ยวต้องใส่น้ำตาลอย่างน้อย 1 ช้อนคาว) รับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะสั่งอาหารเส้นๆ (เช่น ก๋วยเตี๋ยว , ราดหน้า , ผัดซีอิ๊ว) ไม่ค่อยชอบทานข้าวค่ะ ชอบทานอาหารบุฟเฟ่ต์ (พวกหมูกะทะ,hot pot,ชาบูชิ) ดื่มน้ำวันละ เกือบ 1 ลิตร (วัดด้วยสายตาจากระดับน้ำขวด 1.5 ลิตร) ดื่มน้ำอัดลมวันละ1กระป๋อง ดื่มกาแฟบ้าง (ไม่ทุกวันนะคะ)
การทำงาน....อยู่ในห้องแอร์เย็นจัดทั้งวัน นั่งหน้าคอมตลอด เดินบ้าง เวลาไปเข้าห้องน้ำและติดต่องานเอกสารค่ะ
การนอน.......นอนไม่เกิน 5 ทุ่มทุกๆวัน (นอนไม่ค่อยหลับ คือต้องพลิกตัวไปมาตลอด ไม่รู้ว่าหลับตอนไหนค่ะ) ตื่นตี 5 ครึ่งทุกวัน (แม้กระทั่งวันหยุด) ไม่นอนตอนกลางวันเลยค่ะ
การขับถ่าย...1-2 วัน/ครั้ง ปัสสาวะวันละ....4-6 ครั้ง/วัน
ประจำเดือน... มาเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 7 วัน (3-4วันแรกจะมาแรงมาก และกระปิดกระปรอยในวันถัดๆไป) เป็นลิ่มเลือดบ้างในบางเดือน
วัดค่า BP ครั้งล่าสุด (ไม่เกิน2อาทิตย์) ......110/80 mmHg
อาการผิดปกติ(ในตอนนี้...) หงุดหงิดง่ายขึ้น เหนื่อยง่าย เหงื่อออกที่มือ หัวใจเต้นแรง(มาก) อาการอยู่ไม่สุข(อยู่นิ่งๆเฉยๆไม่ได้เลยค่ะ) ความจำสั้น (ถ้าถามว่าเมื่อสามวันที่แล้วกินอะไรจะจำไม่ได้ ) / อ่านหนังสือสอบ....ต้องอ่านใกล้ๆสอบประมาณ 2-3 วัน (ไม่งั้นจำไม่ได้ค่ะ) จำเรื่องราวหรือบุคคลที่เคยรู้จักในสมัยเด็กไม่ได้เลยค่ะ
คำถามนะคะ (ร่ายมาซะยาว...เพิ่งจะเจอคำถาม ขออภัยด้วยนะคะ กลัวข้อมูลไม่ละเอียดค่ะ)
1. มีวิธีการรับประทานอาหารแบบใด ชนิดใด ประเภทไหน ถึงจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้บ้างคะ?
2. ปัญหาเรื่องความจำ......ไม่ทราบว่ามีวิธีแก้อย่างไรบ้างคะ?
3. ตอน 9 ขวบเคยถูกไฟช๊อต (นิ้วจิ้มเข้าไปในเต้าเสียบ)....ไฟดับทั้งบ้าน เพราะเซฟทีคัทช่วยชีวิต ปัจจุบันนี้จับรถเข็นในห้างไม่ได้(เฉพาะเวลาเข็นค่ะ) มันจะช๊อตตลอด...เกี่ยวกันมั๊ยคะ? ถ้าไม่ใช่...แล้วเกิดจากสาเหตุอะไรคะ? แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไรคะ?
(ข้อ3) เคยสอบถามอาจารย์หมอแผนปัจจุบันและแผนจีน ท่านถามดิฉันว่า...เคยถูกไฟช๊อตรึป่าว? เหมือนหมอดูเลยค่ะ แม่นจริงๆ แต่ไม่ทราบว่าใช่สาเหตุที่ทำให้จับรถเข็นไม่ได้ด้วยหรือป่าวน่ะค่ะ
ปล.ประเด็นสำคัญที่ต้องการคือ...ดิฉันอยากอ้วนขึ้นจริงๆค่ะ ไม่ทราบว่าข้อมูลจะเพียงพอหรือป่าว ช่วยตอบข้อข้องใจให้ด้วยนะคะ
ขอขอบคุณ...คุณหมอสันต์ไว้ล่วงหน้านะคะ ขอให้คุณหมอสุขภาพแข็งแรงๆ จะได้อยู่ช่วยผู้คนบนโลกนี้ไปได้อีกเยอะๆนะคะ อยากให้คุณหมอเป็นคุณพ่อของดิฉันอีกคนจริงๆค่ะ เพราะที่ดิฉันได้อ่านบทความทุกๆบทความ รู้สึกเหมือนพ่อให้คำแนะนำลูก เป็นกันเอง และตรงไปตรงมา รับรู้ได้ถึงความจริงใจที่คุณหมอมีให้ ขอบคุณในความอบอุ่นที่คุณหมอได้มอบความสบายใจให้กับทุกๆท่านมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

…………………………………………..

ตอบครับ

1. น้ำหนัก 44 กก. สูง 1.65 ซม. เท่ากับว่ามีดัชนีมวลกาย 16.2 กก./ตรม. เท่านั้นเอง ต่ำกว่าเกณฑ์ต่ำสุดที่แพทย์ถึอว่าปกติ (18.5) ไปมากทีเดียว นั่นหมายความว่าหากจะให้ได้เกณฑ์ปกติ คุณต้องมีน้ำหนัก 50 กก.ขึ้นไป ดังนั้นในการดูแลสุขภาพของคุณให้ตั้งน้ำหนักเป้าหมายไว้ที่ 50 กก.

2. การเพิ่มน้ำหนักมีสามขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1. ต้องคัดกรองโรคที่อาจจะเป็นสาเหตุให้น้ำหนักต่ำกว่าปกติออกไปก่อน ซึ่งก็ต้องไปหาหมอช่วยตรวจคัดกรอง โรคที่ทำให้ผอม เช่น

(1) โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ ซึ่งต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมาเร่งการเผาผลาญอาหารมากเกินไปจนกินเท่าไรก็ไม่พอ

(2) โรคความผิดปกติของการดูดซึมอาหาร (malabsorbtion) กินเข้าไปแล้วแต่ร่างกายไม่ดูดซึมไปใช้ เข้าเท่าไหร่ก็ออกหมด ในกลุ่มนี้ต้องมองไปถึงโรคที่ทำให้กินได้น้อยด้วย เช่นฟันไม่ดี เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารทำให้เรื่องมากจนไม่อยากกิน เป็นต้น

(3) การมีพยาธิในลำไส้คอยดักกินอาหารของเรา

(4) เป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งเกิดจากตับอ่อนเสียการทำงานซึ่งเป็นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

(5) เป็นโรคเรื้อรังซึ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมเช่นวัณโรค โรคลิ้นหัวใจอักเสบเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น

(6) เป็นโรคทางใจที่ทำให้กินไม่ได้ เช่นซึมเศร้า สมองเสื่อม โรคกินแล้วล้วงคออ๊วก (anorexia nervosa)

(7) มีกินแต่กินไม่เป็น เช่นกินแต่อาหารพวกน้ำตาลและแป้งหรือก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรต อาหารพวกนี้ทำให้อิ่ม ทำให้ไม่ได้อาหารโปรตีน ซึ่งเป็นอาหารหมวดสำคัญในการเพิ่มน้ำหนัก

(8) ไม่มีจะกิน พูดง่ายๆว่าผอมเพราะยากจนไม่ทีเงินซื้อของกิน สมัยนี้เมืองไทยมีน้อยแล้ว สมัยก่อนตอนผมจบแพทย์ใหม่ๆมีแยะมาก

(9) ผอมเพราะฤทธิ์ยา เช่นยาต้านซึมเศร้า ยาแก้ปวดข้อ (NSAID) ยากันชัก พวกนี้ทำให้ผอมได้ทั้งนั้น
ในขั้นแรกนี้อย่างไรผมก็ยังอยากให้คุณไปหาหมอ แม้ว่าโรคบางโรคเช่นพยาธิคุณจะจัดการเองโดยไปซื้อยาถ่ายจากหมอตี๋มากินได้ แต่โรคสำคัญบางโรคเช่นไฮเปอร์ไทรอยด์และเบาหวาน ต้องอาศัยหมอเท่านั้นจึงจะวินิจฉัยได้

ขั้นที่ 2. คือการปรับโภชนาการ ทุกคนทราบมาแต่ชั้นประถมแล้วว่าวันหนึ่งเราควรจะได้ทั้งอาหารให้พลังงาน (คาร์โบไฮเดรต ไขมัน) โปรตีน (เนื้อนมไข่ถั่ว) และวิตามินเกลือแร่ (ผักผลไม้) ผมวิเคราะห์อาหารที่คุณทานตามที่คุณเล่ามา เป็นอาหารที่ให้พลังงานเป็นพื้น (carbohydrate base diet) มีโปรตีนต่ำ มีผักและผลไม้ต่ำ ปริมาณอาหารให้พลังงานของคุณพอแล้ว แต่คุณต้องเพิ่มโปรตีนและผักผลไม้ คุณต้องได้โปรตีนอย่างน้อยวันละ 50 กรัม 50 กรัมนี้ หมายถึง 50 กรัมของโปรตีน ไม่ใช่กรัมของเนื้อนมไข่ ยกตัวอย่างคุณกินเนื้อหมู 100 กรัม (สะเต๊กชิ้นโตหนึ่งชิ้น)คุณจะได้โปรตีน 20% คือ 20 กรัมเท่านั้นเอง หรือถ้าคุณกินไข่ใบโตหนึ่งฟอง (70 กรัม) คุณจะได้โปรตีน 10% คือ 7 กรัมเท่านั้นเอง คุณดื่มนม 1 แก้ว (250 ซีซี.) คุณจะได้โปรตีนประมาณ 3.3% คือ 8.2 กรัมเท่านั้นเอง ดังนั้นวันหนึ่งถ้าคุณอยากได้โปรตีน 50 กรัมคุณต้องกินกินสเต๊กชิ้นโตหนึ่งชิ้น ไข่สองฟอง นม 2 แก้ว ประมาณนี้ แหล่งอาหารโปรตีนที่ดีมากคือถั่วต่างๆ ผลเปลือกแข็ง (nut) และเมล็ด (seed) ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 20-30% แถมยังมีวิตามินและเกลือแร่มาก ถั่วต่างๆคุณคงรู้จักดีอยู่แล้ว ตัวอย่างของผลเปลือกแข็งก็เช่น มะม่วงหิมพานต์ เกาลัด แป๊ะก๊วย อัลมอนด์ มะคาเดเมียเป็นต้น ตัวอย่างของเมล็ดก็เช่น งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดเก๋ากี้ เป็นต้น คุณหาผลเปลือกแข็งและเมล็ดเหล่านี้มาทานเป็นของว่างแทนขนมหวานหรือเค้กคุ้กกี้ซึ่งมีให้แต่พลังงานก็จะมีประโยชน์ดีกว่า

ขั้นที่ 3. คือการสร้างมวลกล้ามเนื้อ หมายถึงการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อหรือเล่นกล้าม การออกกำลังกายนี้ต้องทำหลังจากที่คุณปรับได้อาหารโปรตีนพอเพียงแล้วนะ เพราะถ้าคุณกินโปรตีนไม่พอร่างกายก็ไม่มีอะไรไปสร้างกล้ามเนื้อ คุณเล่นกล้ามไม่ก็ไม่มีกล้ามเนื้อขึ้นอยู่ดี วิธีเล่นกล้ามผมเคยเขียนไปแล้วเมื่อ 22 ตค. 2012 คุณย้อนหาอ่านดูได้ การออกกำลังกายนี้มีความสำคัญสำหรับคนผอม โดยเฉพาะคนที่กินอะไรไม่ค่อยลง เพราะการออกกำลังกายจะทำให้กินอาหารได้มากขึ้น และมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และยังเป็นการป้องกันกระดูกพรุนซึ่งจะเป็นปัญหาของคนผอมเมื่อแก่ตัวลง

3. ประเด็นสมองไม่ดี จำอะไรไม่ได้ หรือภาษาคนทำงานออฟฟิศสมัยนี้เขาเรียกว่าเป็นคนมีแรมจำกัด (แรมนี่หมายถึง RAM - random access memory ของคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เก็บความจำระหว่างทำการประมวลผล) ก่อนอื่นต้องรอฟังผลการตรวจคัดกรองโรคก่อน เพราะโรคหลายโรคที่ผมเอ่ยถึงข้างบนมีผลต่อความคิดความอ่านและความจำ ถ้าคัดกรองโรคแล้วไม่ได้เป็นโรคอะไร ก็ต้องโทษการไม่มีสติ หรือสติแตก ก็ต้องแก้ด้วยการไปฝึกสติ วิธีง่ายที่สุดคือหาหนังสือแจกตามงานศพเรื่องการฝึกสติมาอ่านแล้วทำตามดู

4. เรื่องที่เคยถูกไฟฟ้าช็อตอย่างแรงไปทีหนึ่งแล้วหลังจากนั้นไปจับอะไรก็เหมือนจะถูกไฟดูดอยู่เรื่อยนั้นมันเป็นได้ตั้งหลายอย่าง

หนึ่ง ก็คือของทุกอย่างมีไฟฟ้าสถิตอยู่แล้ว เวลาอากาศแห้งๆไปจับมันเข้าก็รู้สึกว่ามีไฟฟ้าดูดแปลบๆได้

สอง ก็คือคุณอาจมีปัญหาโรคของเส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral neuropathy) ซึ่งอาจจะเกิดจากการขาดสารอาหารเช่นวิตามินบี. 12 ทำให้เส้นประสาทรายงานความรู้สึกเพี้ยนไป ไปจับไปแตะอะไรก็รู้สึกแปลบๆ ภาษาหมอเรียกว่า paresthesia

สาม ก็คืออาจเป็นผลจากเส้นประสาทได้รับการบาดเจ็บอย่างถาวรจากไฟดูดครั้งก่อนจริงๆก็ได้ แต่ความเสียหายนั้นเกิดเฉพาะขารับความรู้สึกเข้า เส้นประสาทจึงรายงานความรู้เพี้ยนไปได้เช่นกัน กรณีหลังนี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่จะต้องรักษาแต่อย่างใด เพราะถ้ามันอยากหาย มันหายของมันเอง ถ้ามันจะไม่หาย เราไปรักษามันอย่างไรก็ไม่ได้ผล

5. ที่อยากให้ผมเป็นพ่ออีกคนนั้น ขอบคุณครับ แต่ผมไม่เอาดีกว่า เพราะแค่ลูกคนเดียวที่มีอยู่กว่าเขาจะเรียนหนังสือจบเป็นผู้เป็นคนก็ทำเอาผมเองหัวหงอกไปหลายเส้น พูดถึงอาชีพพ่อ ขอนอกเรื่องหน่อยนะ ตอนนี้ฝรั่งเขาขึ้นบัญชีอาชีพพ่อว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่จะอาจจะสูญพันธ์ในอนาคตนะ เพราะการจะทำลูกเดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาไม่ต้องแต่งงานไม่ต้องใช้พ่อกันแล้ว ผู้หญิงที่อยากมีลูกเขาไปซื้อน้ำเชื้อตามสะเป๊กที่ต้องการมาฉีดเอาเลย..ง่ายดี

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์