11 สิงหาคม 2554

Quantum scan กับสารชี้บ่งมะเร็งพาทุกข์

เรียนคุณหมอสันต์ที่เคารพ

พอดีว่าหนูไปตรวจ Quantum Scan เป็นเครื่องที่ใช้พลังงาน เป็นคล้ายๆเข็มขัดรัดที่ศีรษะและมือเท้า เครื่องอ่านค่าร่างกายทั้งหมดและคุณหมอที่แปลผลแจ้งว่า หนูมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ในอนาคต + มะเร็งตับ แนะนำให้ฉีด Cytoplasmic Therapy เป็นสาร tumor protection 22 เข็ม 250,000 บาท หนูฟังแล้วมึนเลยค่ะ ทำให้หนูจิตตกมากต้องไปตรวจค่า AFP ด้วย ได้ค่า AFP 4.4 ซึ่งในอดีตเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้ค่าเพียง 1.08 ค่ะ หนูมีความเสี่ยงใกล้เป็นมะเร็งตับจริงหรือไม่คะ ไม่ทราบว่า AFP มี sensitivity และ specification แค่ไหนคะ มี หนูไม่ทานเหล้า ไม่สูบบุหรี่ สูง 155 cm หนัก 44 kg. ไม่เคยเป็นไวรัสตับอักเสบชนิดใดทั้งสิ้นและฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ B แล้ว ผลเลือดตัวอื่นได้ดังนี้ sugar = 92 , bun = 6, creatinine= 0.5, uric acid = 3.6, choresteral = 168, trigyceride 50, HDL 85, LDL 92, SGOT =14, SGPT =10, ALP =53 ส่วนค่า CEA = 1.7 คราวนี้ หนูว่าหนูจะเลิกตรวจค่า tumor marker ทุกอย่างดีหรือไม่คะ ทำให้ชีวิตหนูไม่มีความสุขมากค่ะ

ขอบพระคุณคุณหมอมากๆค่ะ

……………………………………………..

ตอบครับ

1. มาอีกแล้ว Quantum scan โอ๊ย..จะบ้าตาย ชีวิตหนอชีวิต พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน เอ๊ย.. ไม่ใช่ อะไรมันจะไร้สาระมีแต่เรื่องขี้หมาอย่างนี้ เอายังงี้ ผมจะเล่าให้ฟังนะ เครื่อง Quantum นี้ ต้นแบบมันเรียกกันว่า Quantum Xrroid หรือเรียกอีกชื่อว่า QXCI เคยได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปขายในอเมริกาโดย FDA อนุญาตให้ใช้เป็นเครื่องช่วยฝึก Biofeedback ก่อนอื่นผมขออธิบายหลักการของ biofeedback ก่อน คือมันเป็นเทคนิคช่วยฝึกให้ร่างกายตอบสนองแบบผ่อนคลาย คือวงการแพทย์ยอมรับกันทั่วไปว่าถ้าร่างกายสนองตอบแบบเครียด เช่น กล้ามเนื้อเกร็ง ความดันขึ้น หัวใจเต้นเร็ว สุขภาพจะแย่ แต่ถ้าร่างกายสนองตอบแบบผ่อนคลาย เช่นกล้ามเนื้อคลายตัว หายใจช้าลง ความดันลดลง หัวใจเต้นช้าลง ก็จะเป็นผลดีต่อร่างกายโดยรวม การฝึกให้ร่างกายสนองตอบแบบ biofeedback ก็คือต่อขั้วไฟฟ้าของเครื่อง biofeedback เข้ากับตัวผู้ป่วย เครื่องก็จะส่งสัญญาณบอกการทำงานของอวัยวะที่สัมพันธ์กับความเครียด เช่นอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับของการหดตัวของกล้ามเนื้อ เป็นต้น ให้ผู้ใช้ทราบ เพื่อผู้ใช้ค่อยๆเรียนรู้วิธีควบคุมการสนองตอบของร่างกายของตนเองไปโดยมีเครื่องนี้ช่วยนำทาง จนสามารถทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้โดยไม่ต้องมีเครื่อง bio feedback นำทางในที่สุด วิธีนี้ถือว่าเป็นการฝึกการตอบสนองแบบผ่อนคลายที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่คนขายเครื่องเมื่อนำเครื่อง Quantum Xrroid นี้เข้าไปในอเมริกาได้แล้ว ก็จัดแจงมั่วนิ่มเร่ขายว่าเป็นเครื่องสร้างสมดุลของพลังชีวิต (bioenergy force) ซึ่งเป็นพลังที่หลักวิชาการแพทย์แผนปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งเหลวไหลไร้สาระไม่มีอยู่จริง ผมพูดอย่างนี้คุณไม่เชื่อผมก็ไม่ว่านะครับ ผมเข้าใจว่าการแพทย์แผนปัจจุบันนี้ก็มีอะไรที่ทำให้คนเสื่อมความเชื่อถือไปมาก เอาเป็นว่าสิ่งที่เจ้าเครื่องนี้ทำจริงๆคือมันส่งสัญญาณไฟฟ้าขนาดต่ำเข้าสู่ร่างกาย แล้ววัดความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังแล้วรายงานกลับมายังตัวเครื่อง ซึ่งตัวเครื่องจะเอาค่าความต้านทานนี้ไปกระตุ้นหน่วยความจำให้แสดงผลออกมาแต่งเป็นเรื่องยกเมฆร้อยแปดพันเก้า ใช้ทั้งศัพท์แสงของการแพทย์ปัจจุบันและศัพท์ที่ฟังเหมือนวิทยาศาสตร์ล้ำลึกแต่เก๊ (pseudoscience) ทั้งวินิจฉัยให้เสร็จเช่นบอกว่ากำลังมีมะเร็งก่อตัวขึ้นที่นั่นที่นี่ มีสารพิษชนิดนั้นอยู่ปริมาณเท่านี้ เป็นต้น หนังสือพิมพ์ Seattle Times ได้เปิดโปงกลโกงวิธีหากินนี้เมื่อปี 2008 จน FDA ได้ถอนใบอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องนี้ในอเมริกาไป แต่แม้จะหากินในอเมริกาไม่ได้ คนขายก็ยังไม่วายเอาเครื่องนี้มาเที่ยวหลอกคนอยู่ทั่วไปรวมทั้งในเมืองไทยเราด้วย อุปกรณ์ซังกะบ๊วย (bogus devices) พรรค์นี้มีอันตรายต่อสาธารณชน คือ (1) คนที่ถูกเครื่องวินิจฉัยว่าเป็นโน่นนี่นั่นร้อยแปดต้องเดือดร้อนเสียเงินเสียเวลาเสาะหาการพิสูจน์เพื่อให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์กังวล (2) ถ้าเครื่องขี้หมานี้วินิจฉัยซี้ซั้วว่าไม่เป็นโรคอะไร ถ้าเผอิญเป็นโรคอยู่ก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาทันท่วงที (3) ไม่ว่าเครื่องนี้จะแนะนำการวินิจฉัยหลอกๆ หรือการรักษาเก๊ๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องทำให้คนเสียเงิน ถ้าเป็นเรื่องที่ทำโดยคนเถื่อนไร้การศึกษาไร้มาตรฐานจริยธรรมทางจิตใจก็ชั่งศีรษะเขาเถอะ แต่ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดพบเห็นว่ามีแพทย์แผนปัจจุบันคนไหนใช้เครื่องนี้ทำมาหากินอยู่ที่ใดช่วยบอกแพทยสภาด้วยนะครับ หรือจะบอกผ่านหลังไมค์มาทางผมก็ได้

2. เรื่องขี้หมาอีกเรื่องก็คือเรื่องสารชี้บ่งมะเร็งหรือ tumor marker อันนี้ผมเองก็ไม่รู้จะไปว่าใคร ความเข้าใจผิดนี้ส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นจากการพูดอะไรแบบอ้ำๆอึ้งๆกำๆกวมๆของแพทย์เอง ทำให้คนทั่วไปเข้าใจเป็นตุเป็นตะว่าสารชี้บ่งมะเร็งทั้งหลายเป็นตัวคัดกรองได้ว่าใครเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง แต่คนทั่วไปไม่ได้ล่วงรู้ความจริงข้อนี้ คนซึ่งกลัวมะเร็งกันขี้ขึ้นสมองอยู่แล้วก็เฮโลไปตรวจสารชี้บ่งมะเร็งกันยกใหญ่ ทุกโรงพยาบาลไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก หลวงหรือราษฎร์ ล้วนแต่ขายบริการตรวจสารชี้บ่งมะเร็งกันระเบิดเถิดเทิง ดังนั้นผมจึงน้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ถืก จึงขออนุญาตหุบปากเสีย

3. ถามว่าไปตรวจสารชี้บ่งมะเร็งตับ (AFP) ได้ค่า AFP 4.4 ซึ่งสูงกว่าเมื่อสองปีก่อนซึ่งได้แค่ 1.08 แล้ว จะเป็นมะเร็งตับไหม ตอบว่าค่าปกติของ AFP กำหนดแตกต่างกันไปตามแล็บ แต่ส่วนใหญ่จะให้ค่าพิสัยปกติสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์ อยู่ระหว่าง 0-20 ng/ml (SI unit) ของคุณได้แค่ 4.4 ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติครับ

4. ในแง่ของการเป็นสารชี้บ่งมะเร็งตับ งานวิจัยในคนเกาหลีซึ่งเป็นโรคนี้กันมากพบว่า ค่า AFP มีความไว (sensitivity) 72.7% และมีความจำเพาะ (specificity) 59.7% โดยที่โรคนี้มีอุบัติการณ์ในคนไทยผู้ชาย 30.8 ต่อแสน และในผู้หญิง 11.6 ต่อแสน ความไว 72.7% หมายความว่าถ้าเอาคนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จ๋าแล้วหนึ่งร้อยคนมาตรวจหา AFP จะพบว่าตรวจได้ผลบวกประมาณ 73 คน อีกประมาณ 27 คนตรวจได้ผลปกติ ทั้งๆที่เป็นมะเร็งแน่นอนแล้ว อีกด้านหนึ่งความจำเพาะ 59.7% หมายความว่าถ้าเอาคนที่รู้แน่ชัดว่าไม่ได้เป็นมะเร็งมา 100 คน มาตรวจหาค่า AFP จะได้ผลลบประมาณ 60 คน อีก 40 คนตรวจได้ผลบวก ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งซักกะหน่อย อุบัติการณ์เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ของหญิงไทย 11.6 : 100,000 หมายความว่าผู้หญิงทุกหนึ่งแสนคนจะมีคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เฉลี่ยราว 12 คน นั่นหมายความว่าถ้าเราเอาคนทั้งหนึ่งแสนคนนี้มาตรวจ AFP ทุกคน กลุ่มที่เป็นโรคแล้ว 12 คน จะได้ผลบวกประมาณ 9 คน (ความไว 72.7%) ได้ผลลบ 3 คน ส่วนกลุ่มที่ไม่เป็นโรค 99,988 คนจะได้ผลบวก 39,995 คน (ความจำเพาะ 59.7%) ที่เหลือได้ผลลบ เมื่อรวมคนทั้งแสนคนก็จะมีคนได้ผลบวก 39,995 + 9 = 40,004 คน ในจำนวนนี้มีคนเป็นมะเร็งจริงๆเพียง 12 คน (อุบัติการณ์ 11.6 ต่อแสน) ฟังอีกทีนะครับ ตรวจได้ผลบวก 40,004 คน เป็นมะเร็งจริง 12 คน นั่นหมายความว่าคนที่ตรวจ AFP ได้ผลบวก มีโอกาสเป็นมะเร็งจริงๆเพียง 0.03% เท่านั้นเอง ดังนั้นแม้จะตรวจได้ผลบวก แต่ค่า AFP ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะโอกาสเป็นมะเร็งจริงมีไม่ถึง 0.1%

5. ถามว่าจะเลิกตรวจค่า tumor marker ทุกอย่างดีหรือไม่คะ ตอบว่า โอ้.. เป็นความคิดที่ประเสริฐมากเลยครับ ถ้าคุณทำอย่างนั้นจริงช่วยเขียนมาบอกผมด้วย ผมจะได้มีกำลังใจนั่งตอบคำถามทางบล็อกนี้ต่อไปว่าเออ.. ที่เขียนๆอยู่เนี่ย มีคนเก็ทด้วยนะเฮ้ย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Willmsen, Berens MJ. Miracle machines: 21st century snake oil. Seattle Times. Series that began in November 2007.

2. Kim KA, Lee JS, Jung ES, Kim JY, Bae WK, Kim NH, Moon YS. Usefulness of serum alpha-fetoprotein (AFP) as a marker for hepatocellular carcinoma (HCC) in hepatitis C virus related cirrhosis: analysis of the factors influencing AFP elevation without HCC development. Korean J Gastroenterol. 2006 Nov;48(5):321-6.