คำถามเรื่อง Antibody Dependent Enhancement กรณีงานวิจัยโควิดสหรัฐฯ

เรียนคุณหมอครับ
อ่านบทความ “หลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกเรื่องความรุนแรงของโอไมครอนในสหรัฐอเมริกา” ของคุณหมอแล้วก็ตามไปอ่านต้นฉบับจริงของงานวิจัย ผมมีข้อสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งครับ คือในตาราง S8 ในช่วงท้ายตารางจะแสดงค่า Odds Ratio ของสถานะวัคซีนของคนไข้

ตามตารางจะเห็นว่าการรับวัคซีนที่มากขึ้น (จำนวนโดสสูง) กลับทำให้ป่วยเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ข้อมูลไปในทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็น J&J หรือ mRNA

นอกจากนั้น ผมยังลองรวมตัวเลขของคนไข้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มหรือมากกว่า ได้ตัวเลข 67.27% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขของการรับวัคซีนของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ 67.1%

ก็เลยเกิดข้อสงสัยครับว่ากรณี Omicron การกลายพันธุ์ของ S Protein จะทำให้วัคซีนไม่ได้ผลอีกต่อไป ทั้งอาจจะทำให้เกิด Antibody Dependent Enhancement เกิดขึ้นหรือเปล่า (จาก Odds Ratio จำนวนโดสมากขึ้น ติดมากขึ้น) จากการที่มี Non-neutralizing antibody เพิ่มมากขึ้นจากการหนีภูมิของ Omicron

ผมไม่ใช่ Anti-vaxer และไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์ครับ จึงอยากทราบความเห็นของคุณหมอในกรณีนี้ครับ

ด้วยความนับถือ

…………………………………………………………

ตอบครับ

แม่เฮย.. เห็นแมะ โปรไฟล์ท่านผู้อ่านบล็อกหมอสันต์ ผมพูดอะไรซี้ซั้วได้ที่ไหนละครับ ท่านตามไปอ่านถึงวารสารที่ตีพิมพ์งานวิจัยต้นฉบับ แถมจับประเด็นที่หมอสันต์ไม่พูดถึงกลับมาย้อนถามหมอสันต์ซะอีกด้วย เน็ดขนาดไหมละ

ผมขอออกตัวก่อนนะว่าผมจงใจไม่พูดถึงประเด็นวัคซีนในงานวิจัยนี้เลย เพราะนโยบายเร่งฉีดวัคซีนเป็นนโยบายของชาติ ผมซึ่งเป็นแพทย์ไม่สมควรพูดอะไรที่ไปในทิศทางที่จะทำให้นโยบายด้านสาธารณสุขของชาติสะดุด เพราะอย่างไรเสีย ณ ขณะนี้หลักฐานที่มีในภาพใหญ่ของเรื่องวัคซีนก็ยังไม่มากพอที่จะสรุปอะไรให้ได้เป็นตุเป็นตะอยู่ดี แต่เมื่อคุณถามมาผมก็จะตอบให้ ตอบด้วยเจตนาที่จะให้ความรู้การแปลผลหลักฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าวัคซีนดีหรือไม่ดี เพราะเรื่องวัคซีนดีหรือไม่ดีนั้นจะสรุปเอาจากหลักฐานชิ้นนี้ชิ้นเดียวยังไม่ได้

และก่อนอื่น ผมขอนิยามศัพท์ในจดหมายของคุณเพื่อให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นตามเรื่องได้ทันก่อน

ตาราง S8 หมายถึง ตารางข้อมูลดิบซึ่งผู้วิจัยชิ้นนี้แนบท้ายงานวิจัยมาให้ผู้วารสารที่สนใจข้อมูลดิบได้ตามไปอ่านด้วย ในกรณีของตาราง S8 นี้เป็นตารางที่มีส่วนเล่าถึงข้อมูลของอาสาสมัครในส่วนที่เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนต่างๆมาก่อน

Odds Ratio หมายถึง แต้มต่อที่จะเกิดเรื่อง หรือแต้มต่อที่จะเป็นโรค ซึ่งอาจแสดงเป็นเลขเศษส่วน หรือเป็นเลขทศนิยมที่มีส่วนเป็นหนึ่งก็ได้ ฟังดูก็เหมือนกับความเป็นไปได้ (probability) ที่จะเกิดเรื่อง แต่ไม่เหมือน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมโยนเหรียญขึ้นไป โอกาส (probability) ที่จะตกลงมาแล้วออกก้อยมี 50% หรือบางทีก็แสดงเป็นทศนิยมว่า 0.5 ถูกแมะ แต่แต้มต่อ (odd ratio) ของการจะออกก้อยหรือไม่ออกต่อการโยนเหรียญหนึ่งครั้งคือ 1.0 นะ ไม่ใช่ 0.5 แหะๆ งงแมะ อย่างงสิคุณพี่ขา เพราะนิยามของแต้มต่อนี้มันกำหนดโดยเจ้ามือบ่อนการพนัน ซึ่งเขานิยามว่าแต้มต่อคือโอกาสที่จะชนะหารด้วยโอกาสที่จะแพ้

ผมยกตัวอย่างที่สองนะ ไพ่หนึ่งสำรับมี 52 ใบ มีไพ่ที่เป็นสะเปด (โพธิ์ดำ) อยู่ 13 ใบ ดังนั้นถ้าผมพนันกับเจ้ามือว่าผมจะจั่วไพ่ทีเดียวพลั้วะให้ได้สะเปดเลยทันที โอกาส (probability) ที่ผมจะชนะมี = 13/52 = 0.25 หรือ 25% ถูกแมะ พวกลูกไล่ที่มุงอยู่ก็เฮโลแทงกับเจ้ามือว่าผมจะแพ้ เพราะคนเล่นพนันไม่เป็นก็รู้ว่าโอกาสที่ผมจะจั่วได้โพธ์ดำมันมีแค่ 25% เจ้ามือก็จะมีโอกาสเสียเงินเพราะคนเฮโลแทงข้างเดียว เจ้ามือจึงหาวิธีดึงคนมาแทงข้างหมอสันต์จะชนะบ้าง โดยคิดสร้างแต้มต่อขึ้นมา แล้วประกาศว่าใครแทงข้างหมอสันต์จะชนะเจ้ามือให้แต้มต่อ 3 แปลว่าจะเพิ่มรางวัลให้ 3 เท่า ตัวเลขแต้มต่อนี้เจ้ามือนิยามขึ้นมาเองว่าแต้มต่อคือตัวเลขที่ได้จากโอกาสชนะหารด้วยโอกาสแพ้ จึงคำนวณจากสูตรว่าเอาเอาโอกาสที่หมอสันต์จะชนะ (25%) ตั้ง หารด้วยโอกาสที่หมอสันต์จะแพ้ (75%) ตัวเลขออกมาเป็น 1/3 นี่แหละคือวิธีบอกโอกาสแพ้ชนะเป็น odd ratio

ในงานวิจัยที่เราจะพูดถึงนี้แต้มต่อ (odd ratio) หมายถึงโอกาสป่วยเป็นโรคโควิดโอไมครอนเทียบกับโอกาสไม่เป็นโอไมครอน ถ้าแต้มต่อเท่ากับ 1 หมายความว่าโอกาสเป็นโรคมากพอๆกับโอกาสไม่เป็นโรค แต่ถ้าแต้มต่อมากกว่า 1 ก็หมายความว่ามีโอกาสจะเป็นโรคมากกว่าโอกาสไม่เป็นโรค

 J&J หมายถึงวัคซีนจอห์นสัน ซึ่งเป็นวัคซีนชนิด DNA เช่นเดียวกับวัคซีนแอสตร้า

 mRNA หมายถึงวัคซีนไฟเซอร์

neutralizing antibody หมายถึงภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาจาก B lymphocytes หลังจากที่ระบบถูกกระตุ้นโดยเชื้อโรคหรือวัคซีน มันทำงานโดยไปจับกับเป้าบนผิวเซลร่างกายซึ่งไวรัสใช้เป็นที่เจาะไชเข้าเซล มันไปอุดเป้านี้ไว้เพื่อ “กันท่า” หรือ neutralize ทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์เดชไม่สามารถเจาะผ่านเป้านั้นเข้าไปในเซลได้

non-neutralizing antibody หมายถึงภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาแล้วตั้งใจจะใช้อุดเป้าบนผิวเซลร่างกายเพื่อกันท่าไม่ให้ไวรัสเจาะเข้าเซล แต่กันไม่สำเร็จ คือทั้งๆที่กันแต่ไวรัสก็ยังเจาะเข้าไปในเซลได้

Antibody Dependent Enhancement (ADE) หมายถึง ปรากฎการณ์ที่เมื่อ B lymphocytes ได้รับการกระตุ้นโดยเชื้อโรคหรือวัคซีนแล้วมันสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่พอส่งภูมิคุ้มกันนั้นออกไปทำงานเพื่อกีดกันหรือ neutralize ไวรัสมันกลับทำงานไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำ มันยังทำตัวเป็นสพานทอดให้ไวรัสเจาะเข้าไปในเซลง่ายขึ้นเสียอีก วงการแพทย์เรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไข้เลือดออก ว่าทำไมไข้เลือดออกยิ่งป่วยหลายครั้งอาการยิ่งรุนแรงขึ้น และช่วงทดลองวัคซีนบางรุ่น ยิ่งให้วัคซีนยิ่งตายมาก

เอาละ เมื่อได้นิยามศัพท์ให้เป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว คราวนี้มาตอบคำถามของคุณ

ผมขอคัดลอกตาราง S8 ของงานวิจัยนี้ ซึ่งทำโดยยูซี.เบอร์คเลย์ และสปอนเซอร์โดย CDC โดยเอามาเฉพาะท่อนที่คุณถามถึงมาให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นดูด้วย จะได้ตามเรื่องทัน

Vaccination typeNo. DeltaNo. Omicronunadjusted ORadjusted ORRM
Unvaccinated8,449 (49.8%) 13,874 (26.5%)ใช้เป็น referenceใช้เป็น reference
J&J 1 dose582 (3.4%) 1,786 (3.4%)1.87 (1.70, 2.06)1.94 (1.75, 2.14)
J&J + any 1 booster86 (0.5%) 501 (1.0%)3.55 (2.82, 4.47) 3.74 (2.95, 4.72)
Pfizer 1 dose487 (2.9%) 1,459 (2.8%)1.82 (1.64, 2.03) 1.74 (1.56, 1.94)
Pfizer 2 dose6,592 (38.8%)27,659 (52.9%) 2.56 (2.46, 2.65) 2.44 (2.34, 2.54)
Pfizer 3 dose787 (4.6%) 7,018 (13.4%)5.43 (5.02, 5.87) 6.33 (5.80, 6.90)

1.. ถามว่าการรับวัคซีนที่มากขึ้น (จำนวนโดสสูง) กลับทำให้ป่วยเข้าโรงพยาบาลมากขึ้น ข้อมูลไปในทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็น J&J หรือ mRNA จริงหรือไม่ ตอบว่า จริงระดับหนึ่งในขอบเขตข้อจำกัดของค่าแต้มต่อ (odd ratio) ของงานวิจัยนี้ การจะเข้าใจข้อจำกัดนี้ต้องเข้าใจสองประเด็นก่อน

ประเด็นที่ 1. ประชากรในงานวิจัยนี้ทั้งหมด 69,279 คนไม่ใช่ประชากรในชุมชนจริงๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นคนป่วยโควิดทั้งสิ้นคือไม่เป็นเดลต้าก็เป็นโอไมครอนไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เมื่อจะคำนวณแต้มต่อของการเป็นโอไมครอนซึ่งต้องใช้ข้อมูลโอกาสป่วยเป็นโอไมครอนหารด้วยโอกาสไม่ป่วย ในเข่งประชากรนี้ทั้งหมดคนไม่ป่วยเป็นโอไมครอนก็มีแต่คนเป็นเดลต้าเท่านั้น จึงใช้วิธีเหมาเอาคนเป็นเดลต้าแทนคนไม่เป็นโอไมครอน เพราะฉะนั้นแต้มต่อของการเป็นโอไมครอนในงานวิจัยนี้เป็นแต้มต่อที่ไม่ใช่เทียบกับโอกาสไม่ป่วยของคนทั่วไปในชุมชน แต่เทียบกับคนที่ป่วยเป็นเดลต้าที่อยู่ในเข่ง 69,279 คนนี้แทน ค่าแต้มต่อที่ได้จึงไม่มีประโยชน์ในการมองโอกาสป่วยเป็นโอไมครอนเทียบกับโอกาสไม่ป่วยเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าในตารางของงานวิจัยนี้ไม่ได้แสดงแต้มต่อดังกล่าวของแต่ละกลุ่มวัคซีน แต่แสดงเป็นผลหารของแต้มต่อการเป็นโอไมครอนของแต่ละกลุ่มวัคซีนหารด้วยแต้มต่อของกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนแทน เพื่อให้ข้อมูลที่มียังพอมีประโยชน์ในแง่ที่จะใช้เปรียบเทียบโอกาสป่วยเป็นโอไมครอนของแต่ละกลุ่มย่อยที่ฉีดวัคซีนแบบต่างๆได้ระดับหนึ่ง นี่เป็นวิธีอุ๊บอิ๊บอั๊บหรือกล้อมแกล้มใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มี ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากที่มีข้อจำกัดไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรจริงในชุมชนก็ล้วนอาศัยลูกเล่นในการใช้พี่อ๊อด (odd ratio) ในการสรุปผลวิจัยคล้ายๆแบบนี้ทั้งนั้นแหละ

ประเด็นที่ 2. การแสดงแต้มต่อ (odd) ของแต่ละกลุ่มย่อยที่ฉีดวัคซีนแบบต่างๆ ผมย้ำอีกทีกว่าเขาใช้วิธีแสดงเป็นแต้มต่อของกลุ่มย่อยที่ฉีดวัคซีนแบบต่างๆที่เทียบกับแต้มต่อของกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมาเลย พูดง่ายๆว่าเอาแต้มต่อ (odd) ของแต่ละกลุ่มหารด้วยแต้มต่อของกลุ่มที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนอีกรอบหนึ่งก่อนนำมานำเสนอไว้ในตาราง คือมันเป็นการคิดแต้มต่อสองชั้น ทั้งนี้เพื่อให้แต้มต่อของแต่ละกลุ่มย่อยได้มีตัวเปรียบเทียบเดียวกันคือเปรียบเทียบกับแต้มต่อของกลุ่มไม่ได้ฉีดวัคซีน ผมบอกย้ำตรงนี้ไว้เผื่อท่านที่จะทดลองคำนวณตามดูหากคิดชั้นเดียวแล้วได้ตัวเลขไม่ตรงกับในงานวิจัยจะได้ไม่งง

2.. ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ากรณี Omicron การกลายพันธุ์ของ S Protein จะทำให้วัคซีนไม่ได้ผลอีกต่อไป ตอบว่าเรื่องอะไรจะเป็นไปได้หรือไม่ได้นั้นมันล้วนเป็นจินตนาการยังไม่มีข้อมูลจริง ซึ่งในวิชาแพทย์อะไรมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ว่าของจริงจะเป็นอย่างไรต้องตามดูกันต่อไปครับ ข้อมูลแค่นี้ยังไม่พอสรุป

3. ถามว่าการฉีดวัคซีนซ้ำๆอาจจะทำให้เกิด Antibody Dependent Enhancement (ADE) ขึ้นหรือเปล่า เพราะ Odds Ratio บ่งชี้ว่ายิ่งจำนวนโดสมากขึ้น ยิ่งติดโรคมากขึ้น ตอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดโอไมครอนสูงในผู้ฉีดวัคซีนมากสูงกว่าในผู้ฉีดวัคซีนน้อยที่แสดงโดย odd ratio ในงานวิจัยนี้เป็นความจริงภายใต้ข้อจำกัดของการได้มาซึ่งค่า odd ratio ดังที่ผมได้อธิบายแล้วในข้อ 1. ส่วนหากมันเป็นอย่างนั้นจริง กลไกการเกิดมันจะเกี่ยวกับ ADE หรือไม่นั้น โห อันนี้ยังอีกไกล อันนี้ยังไม่มีใครทราบหรอกครับ ต้องรอผลวิจัยที่จะตามมาข้างหน้าอีกหลายปี

4. ถามว่าเป็นเพราะเกิด Non-neutralizing antibody เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการติดโรคจากการฉีดวัคซีนมากหรือไม่ ตอบว่าอันนี้เป็นคำถามเดียวกับข้อ 3 นะครับ ผมตอบไปแล้วว่ากลไกแท้จริงเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทราบครับ

กล่าวโดยสรุป ผมตอบคำถามเพื่ออธิบายการแปลผลงานวิจัยนี้ แต่ไม่ได้ให้ความเห็นอะไรเกี่ยวกับว่าวัคซีนดีหรือไม่ดี ควรฉีดหรือไม่ควรฉีดนะครับ ตรงนั้นผมทิ้งไว้ให้เป็นดุลพินิจของท่านตัดสินใจเอาเอง เอาแบบที่ท่านชอบ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

จดหมายจากท่านผู้อ่าน (17 มค. 65)

ขอบคุณคุณหมอสำหรับคำตอบข้อสงสัยครั้งที่แล้วครับ อ่านคำตอบคุณหมอแล้วก็เลยลองหาข้อมูลของที่อื่นดูว่าจะเป็นแบบเดียวกันไหม ก็เผอิญไปพบข้อมูลของประเทศเดนมาร์กเรื่องประสิทธิผลของวัคซีนต่อ Omicron และ Delta ของกลุ่มตัวอย่างกว่า 47,000 คน ข้อมูลนี้เผยแพร่ไว้เมื่อปลายเดือนธันวาคมครับ

ผมก็เลยลองเอาข้อมูลมาเทียบ Odds Ratio ในแบบเดียวกับงานของยูซี.เบอร์คเลย์ ปรากฎว่าผลที่ออกมาไม่ได้เป็นในทางเดียวกัน การฉีดบูสเตอร์โดสทำให้ Odds Ratio ลดลง ก็เลยเข้าใจที่คุณหมอบอกไว้ว่าข้อมูลมันจริงเฉพาะงานนั้นๆ จะจินตนาการเกินจากข้อมูลก็คงไม่ได้ ก็ขอแชร์ข้อมูลเพิ่มเติมที่พบมาให้กับคุณหมอครับ

บรรณานุกรม

  1. Clinical outcomes among patients infected with Omicron (B.1.1.529) SARS-CoV-2 variant in southern CaliforniaJoseph A Lewnard, Vennis X Hong, Manish M Patel, Rebecca Kahn, Marc Lipsitch, Sara Y TartofmedRxiv 2022.01.11.22269045; doi: https://doi.org/10.1101/2022.01.11.22269045

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว