ตลาดน้อย ไม่เกี่ยวกับพระยาน้อย

โบสถ์กัลหว่าร์
     วันนี้ยังเป็นวันหยุดอยู่เลย ยังไม่ตอบคำถามนะครับ ขอเขียนอะไรเล่นๆไปก่อน

     กลับจากไปซุ่มอยู่มวกเหล็กเจ็ดวันมานั่งบ้านกรุงเทพก้นยังไม่ทันอุ่น เพื่อนคู่หนึ่งซึ่งฝ่ายหญิงเป็นคนกรุงเทพก็โทรศัพท์มาหาว่า

     "คุณหมอรู้จักตลาดน้อยไหม?" ผมตอบว่า

     "ไม่รู้จักตลาดน้อย แต่รู้จักพระยาน้อย" 


     ที่ตอบอย่างนั้นเพราะสมัยเด็กๆเคยเรียนเรื่องราชาธิราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ชาวมอญที่หาญกล้าลุกขึ้นโซ้ยกับพม่ายักษ์ใหญ่ที่นำโดยเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ตัวราชาธิราชนั้นกำเนิดจริงเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เอ๊ย ไม่ใช่ เป็นเด็กเลี้ยงช้างชื่อมะกะโท โตขึ้นความฉลาดชักพาให้ได้ดีกลายเป็นพระยาน้อย ตัวพระยาน้อยนี้มาเกี่ยวกับตลาดตรงที่หมอไปเที่ยวตลาดแล้วไปได้เมียใหม่มาจากตลาดน้่นเอง เออ.. แล้วกษัตริย์มอญเขาจะมี ม. มันเกี่ยวอะไรกับที่เพื่อนผมเขาโทรมาหาไหมเนี่ย ตอบว่าไม่เกี่ยวหรอกครับ แต่เมื่อเพื่อนเขารู้ว่าผมไม่รู้จักตลาดน้อยก็ชวนว่าวันหยุดอากาศเย็นๆอย่างนี้ไปเดินออกกำลังกายเที่ยวชมตลาดน้อยกันดีกว่า ผมซึ่งเป็นคนว่าง่ายก็ตกลง เพราะผมไม่ใช่คนกรุงเทพ ถ้าไม่ไปเที่ยวกรุงเทพกับคนกรุงเทพคราวนี้แล้วจะได้ไปเที่ยวกรุงเทพกันเมื่อไหร่ละครับ

     เรานั่งแทกซี่ไปลงที่หน้าริเวอร์ซิตี้ ริมน้ำเจ้าพระยา แล้วเดินมุดไปข้างหลังตรงไหนก็ไม่แน่ใจ มุดไปได้นิดเดียวก็ไปเจอโบสถ์กาลหว่าร์ ซึ่งเรียกชื่อตามภูเขา "กาลวาริโอ" ที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน สร้างโดยพวกโปรตุเกสที่อพยพมาจากอยุธยา โดยรัชกาลที่ 1. ให้ที่ดินอยู่ทำกินกันแถวนี้ โบสถ์นี้มีหน้าต่างอาร์คโค้ง ประดับกระจกสี มีพระเยซูถูกตรึงบนกางเขนอยู่ข้างๆโบสถ์ และมีรูปพระแม่มาเรียอุ้มทารกอยู่บนหน้าจั่วอาคารใกล้ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีบรรยากาศโกธิคแบบฝรั๊ง ฝรั่ง อยู่แถวนี้ด้วย

     เราเดินไปตามซอยเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาไปได้อีกหน่อยก็ถึงอาคารแบงค์สยามกำมาจล หรือธนาคารไทยพานิช สำนักงานใหญ่แห่งแรกของเขาเลยทีเดียว อาคารทรงยุโรปริมน้ำสวยงาม ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสมกับเป็นสมบัติของคนรวย ตัว
แบงค์สยามกำมาจล
อาคารสีเหลืองอ่อนตัดขาว ภายในธนาคารส่วนบริการลูกค้ามีบูธไม้ดูขลังและคลาสสิกเชียว มีีทางลงไปห้องใต้ดินที่เป็นที่เก็บเซฟต่างหาก ที่ริมน้ำมีศาลาเหล็กแนวอิตาลี่สีเขียวหลังเล็กๆเก๋ไก๋อีกหนึ่งหลัง ถ้าไม่นับวังบางขุนพรหมของธนาคารชาติแล้ว ผมจัดให้ที่นี่เป็นสำนักงานธนาคารที่สวยที่สุดในประเทศไทยเลย

     ชมบรรยากาศริมน้ำยามเช้าหน้าธนาคารแล้ว เราก็เริ่มเดินเข้าซอกเล็กซอยน้อยเรียกว่าซอยแฟลตทรัพย์สิน มีบ้านสวยๆเก่าๆแบบห้องแถวสไตล์ชิโนโปรตุกีสหลายหลัง แต่อะไรก็ไม่ถูกใจเท่าจิตรกรรมผนังริมกำแพงใกล้วัดจีนซึ่งเขียนเป็นรูปรถลาก ผมถ่ายรูปมาให้ดูเผื่อท่านจะนึกไม่ออก

     ชีวิตในตรอกในซอยของกทม.ในย่านเก่าๆจะคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือธุรกรรมประจำวันเช่นการทำมาหากินรวมทั้งการหุงข้าวต้มแกงก็มักจะทำกันหน้าบ้านริมตรอกหรือกลางตรอกนั่นเอง หม้อชามรามไหกะทะก็แขวนไว้ตามกำแพงหน้าบ้านนั่นแหละ บางบ้านก็เอาซะรกเชียว แต่บางบ้านก็แขวนอย่างเรียบร้อย บางทีก็มีหมวกจีนกุ้ยเล้ยแขวนอยู่ด้วย นับว่าเป็นศิลปกรรมแบบโพสต์โมเดิร์นได้อย่างหนึ่ง

     เมื่อมองเข้าไปในบ้าน ส่วนใหญ่จะเห็นหิ้งวางของขายเช่นแป้งฝุ่นทาหน้า สบู่ ยาสีฟัน ดูท่าทางไม่ซีเรียสเรื่องการขายนัก เข้าใจว่าเป็นการคงสภาพหิ้งขายของเดิมไว้แก้คิดถึงอดีตมากกว่า เกือบทุกบ้านมีศาลเจ้าจีนเล็กๆอยู่บนพื้นบ้าน บางบ้านมีหิ้งพระ บางบ้านมีทั้งสองอย่าง ทำให้ห้องนั่งเล่นของบ้านแต่ละหลังแน่นขนัด แบบว่าอาม่าอากงนั่งเก้าอี้คนละตัวก็เต็มบ้านพอดี

     ตามผนังกำแพงของตรอกก็มักมีจิตรกรรมผนังแต่พองาม ไม่ได้ลายพร้อยเลอะเทอะแบบที่เห็นจนชินตาในตรอกของโรมหรือปารีส มีอยู่ภาพหนึ่งตอนแรกผมนึกว่าเป็นคาวบอยใส่หมวกสูบไปป์ แต่ดูอีกทีเป็นตัวเลขแฮะ คือเอาตัวเลขหนึ่งถึึงสิบมาต่อๆกันเป็นรูปคาวบอยใส่หมวกสูบไปป์ จะด้วยเจตนาใบ้หวยหรืออย่างไรก็เหลือเดา
จิตรกรรมผนังปริศนา

     เราเดินต่อไปถึงศาลเจ้าฮ้อนหว่องกุงหรือศาลเจ้าโรงเกือก เป็นศาลเจ้าขนาด
เล่าปี่ ที่ศาลเจ้าโรงเกือก
มินิที่เงินทองในการบำรุงรักษาคงจะไม่อู้ฟู่นัก มีตัวท่านเล่าปีนั่งสง่าเป็นประธานอยู่กลางศาล มีหมาน้อยอัตคัดขนตัวหนึ่งเห่าบ๊อกๆๆ แต่เมื่อคนเฝ้าแนะนำให้เราเรียกชื่อของเธอว่า อู๋จี๊ อู๋จี๊ เธอก็หยุดเห่า ที่ผนังของศาลนี้มีเซียนทั้งแปดเป็นภาพเขียนขาวดำ และมีนายทวารบาลเป็นภาพเขียนสีน้ำมันหน้าเข้มคลาสสิกแบบจีนแท้


บ้านของเจ้าสัวที่เคยรุ่งเรืองในอดีต
     ออกจากศาลเจ้าโรงเกือก เราย่ำต๊อกไปตามตรอกย่านตลาดน้อยกันต่อ ผ่านหน้าบ้านหลังหนึ่งให้เอะใจ เพราะดูจะเป็นบ้านเจ้าสัวจีนในอดีต ประตูบ้านไม้ขนาดใหญ่ สองข้างประตูมีภาพแบบเฟรสโก้เขียนบนกำแพงเป็นภาพเขียนเอ็กซเพรสชั่นนิสม์ของจีีน แบบว่าต้นหลิว ชายแก่ อะไรแบบนั้น มองลอดประตูที่แง้มอยู่เข้าไปเห็นมีชายสูงอายุสีหน้าใจดีอยู่ท่านหนึ่ง เราจึงขออนุญาตเข้าไปดูในบ้านซึ่งก็ได้รับอนุญาตด้วยไมตรี  แม้ว่าจะทรุดโทรมแต่ก็บอกได้ว่า
ปีกขวาของบ้านที่มีห้องหับหลายชั้น
นี่ต้องเป็นบ้านของเศรษฐีในอดีตอย่างแน่นอน เราได้รับอณุญาตให้ขึ้นไปชมส่วนบนของบ้านซึ่งเป็นเหมือนบ้านร้าง เป็นบ้านท่ี่โอ่อ่าอัครฐานยังกะบ้านของยอดฝีมือในหนังกำลังภายใน จะหาดูบ้านแบบนี้ในเมืองไทยในที่ไหนที่อื่นอีกคงจะหายาก สองปีกซ้ายขวามีห้องหับซับซ้อน ดูท่าท่านเศรษฐีคงจะมีภรรยาหลายคนแหงๆ เห็นบ้านหลังนี้แล้วผมคันมือตะหงิดๆอยากจะซ่อมจริงๆ เพราะตัวผมเองเพิ่งซ่อมบ้านโกรฟเฮ้าส์มายังไม่หายมันเลย บ้านหลังนี้มันน่าซ่อมมาก และด้วยตำแหน่งบ้านซึึ่งอยู่ในกรุงเทพอย่างนี้ หากซ่อมเสร็จมันจะต้องเป็นจุดท่องเที่ยวของกรุงเทพไม่แพ้บ้านของฝรั่งจิม ทอมป์สัน อย่างแน่นอน

     ออกจากบ้านเจ้าสัวผู้ล่วงลับ เราลาคนเฝ้าใจดีเดินทางตามตรอกต่อไปในย่านตลาดน้อย ผ่านต้นไทรย้อยที่ร่มครื้ม มีบ้านโบราณหลังเล็กๆแบบว่าสวยๆแต่จะพังมิพังแหล่อยู่หลายหลัง แล้วก็มาสะดุดตาที่รถเฟียตสีส้มขาวที่ถูกจอดทิ้งไว้ข้างตรอกมาแล้วประมาณหนึ่งอสงไขยเวลา รถคันนี้จอดอยู่หน้าบ้านโบราณทรงจาโคเบียลแบบที่เห็นแถบเมืองดะนีดัน ประเทศนิวซีแลนด์ แต่ว่าหลังนี้เก๋ากว่ามาก.ก..ก ผมเข้าใจว่าในบ้านนี้ยังมีคนอาศัยอยู่ เพราะตุ๊กตาผ้าที่วางอยู่บนหน้าต่างหลังลูกกรงนั้นยังดูใหม่และใช้การได้อยู่เลย ผมยืนมองอยู่ครู่ใหญ่พร้อมกับรำพึงในใจว่า การทอดทิ้งไม่บำรุงรักษาเนี่ยมันก็เป็นความงามได้อีกแบบหนึ่งแฮะ

เราย่ำต๊อกต่อไป แต่ว่าตอนนี้ชักจะเมื่อยขาแล้ว เพื่อนชวนแวะดื่มกาแฟที่เกสท์เฮ้าส์ชื่อ River View Guest House ซึ่งสูงแปดชั้นเสียดทะลุยอดไม้และห้องแถวโบราณขึ้นไปโดยที่เรามองจากตรอกไม่ออกเลย ต่อเมื่อได้ขึ้นลิฟท์ไปบนชั้นแปดแล้วจึงรู้ว่าวิวคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาจากร้านกาแฟตรงนี้สวยเอาเรื่อง มองไปฝั่งธนเห็นเจดีย์จีนแบบในซองยาหอมโผล่ทะลุแมกไม้ขึ้นมาริมคุ้งน้ำ มองไปทางด้านขวามือก็เห็นสะพานพุทธอยู่ไกลๆ
สัจจธรรมลูกเสือสาม

เราเดินเท้าต่อไปถึงศาลเจ้าขนาดใหญ่อีกศาลหนึ่งชื่อศาลเจ้าโจซือก๋งหรือวัดซุ่นเฮ่งยี่ ในศาลนี้ มีศิลปกรรมในลักษณะปูนปั้นนูนต่ำอยู่ตามผนัง มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นภาพ "สัจจธรรมเสือกับลูกสามตัว" ผมถามคนเฝ้าศาลว่ามันหมายความว่าอย่างไร เขาตอบว่ามันเป็นสัจจธรรมว่าเมื่อคนหรือสัตว์อย่างเสือนี้มีลูกสามตัว มันจะมีตัวหนึ่งที่มันแหกคอกไปจากปกติของครอบครัว พอเขาเล่ามาถึงตอนนี้ผมจึงขัดขึ้นว่า

     "นั่นมันตัวผมเลยนะครับนั่น"

     และเมื่อตั้งใจมองภาพสัจจธรรมนี้ก็จะเห็นว่าในบรรดาลูกเสือสามตัวนั้น สองตัวเขาลายพาดกลอนเหมืือนแม่ แต่อีกตัวหนึ่งกลับเล่นลายแบบเสือดาวไปเสียฉิบ ผมดูไปก็อมยิ้มให้กับตัวเองไป เพราะเราสามพี่น้อง ขณะที่พี่กับน้องเขาขยันช่วยพ่อแม่ทำมาค้าขาย แต่ผมกลับเบี้ยวไม่ทำดื้อๆ เอาเวลาไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างเลี้ยงไก่ปลูกเห็ดของตัวเองมิสนใจใครจะว่าอย่างไร

พระถังซัมจั๋งนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่หลังลูกศิษย์ที่กำลังออกลิงออกค่าง
ที่หน้าบันเหนือประตูสองข้างของศาลเป็นงานศิลปะปูนปั้น ข้างหนึ่งเล่าเรื่องนางพญางูเขียวซึ่ง คนเฝ้าเล่าว่านางจงใจจะเช็คบิลสองตายายที่หนีไปพึ่งบารมีสมภารที่วัด นางจึงโบกพัดเอาน้ำขึ้นท่วมวัดและยกพลกุ้งหอยปูปลามาเผด็จศึก แต่ก็เจอหลวงตาคลี่จีวรเป็นทำนบกั้นน้ำไว้ อีกด้านหนึ่งเล่าเรื่องพระถังซำจั๋งไปนำพระไตปิฎกมาจากอินเดีย ผมชอบเห้งเจียเป็นพิเศษจึงถ่ายรูปศิลปกรรมชุดนี้มาให้ดูด้วย ทั้งนี้ถ้าท่านสังเกตให้ดีจะเห็นพระถังซำจั๋งนั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่หลังเห้งเจีย ซึ่งกำลังออกลิงออกค่างอยู่แถวหน้า


ลายสลัก 18 อรหันต์บนจีวร
     องค์ประธานศาลหรือโจซือก๋งนั้นมีสีผิวหน้าออกไปทางกร้านแดด เข้าใจว่าท่านอยู่เมืองริมทะเลจึงมีสีผิวแบบนี้ คนเฝ้าศาลแนะนำให้ผมเดินไปดูรายละเอียดบนจีวรของท่าน ซึ่งเป็นลายสลักสิบแปดอรหันต์ที่ฝีมือละเอียดทีเดียว คนเฝ้าอธิบายว่าอรหันต์เหล่านี้อยู่ในอริยาบทและสิ่งแวดล้อมที่โจซือก๋งแนะนำให้ลูกจีนฮกเกี้ยนทุกคนถือปฏิบัติตาม คือบางองค์กำลังออกกำลังกายแบบบู้ตึงอยู่ บางองค์รำมวยจีน บางองค์ยืนเอามือชี้ที่ขมับตัวเอง แปลว่าให้รู้จักใช้สมอง บางองค์ยืนอยู่ในท้องนา แปลว่าให้ทำไร่ไถนาทำกิน บางองค์เก็บผลไม้อยู่ในสวน เยอะแยะไปหมด แต่ก็ดูได้อย่างเพลินไม่เบื่อ

     ตรงหน้าศาลแห่งนี้ ที่ท่าน้ำเจ้าพระยา มีโรงงิ้วขนาดใหญ่ ผมถามว่างิ้วที่นี่เป็นงิ้วจริงหรืองิ้วปลอม เพราะผมเคยไปดูงิ้วที่มวกเหล็กแล้วมันไม่สะใจ เพราะร้องกันเงี้ยวง้าวและร่ายรำเปะปะแบบขอไปที คนเฝ้าบอกว่า

     "อ๋อ นั่นมันงิ้วอิสาน"  

     เขาหมายถึงงิ้วที่จ้างคนงานอิสานมาเล่นแทน แบบไม่ต้องรู้ภาษาจีน แต่ท่องคำอ่านที่เขียนเป็นภาษาไทย่เอา การร่ายรำคุณก็นึกภาพคนเซิ้งกระติ๊บข้าวมารำงิ้วก็แล้วกัน

 
      ผมถามว่าแล้วที่นี่ใช้งิ้วจีนหรือใช้งิ้วอิสาน เขาตอบว่า

     "พวกที่เล่นตอนกลางวันเป็นงิ้วอิสาน พวกที่เล่นกลางคืนเป็นงิ้วจีนมืออาชีพ ถ้าคุณอยากดูงิ้วจริงคุณต้องมาตอนกลางคืน ครั้งต่อไปก็คือคิืนวันมาฆะบูชา ราววันที่ 5 มีนา"

   ผมจึงตัั้งใจว่ามาฆะบูชาปีนี้จะมาดูงิ้วที่นี่แน่นอน

     เราย่ำต่อไป ผ่านห้องแถวเก่าสีฟ้าห้อยโคมสีเหลืองสดใส เข้าไปในตรอกที่ร่มครื้ม ผ่านบ้านที่อาม่าออกมานั่งพักผ่อนกับลูกชายที่มีเหยี่ยวเกาะอยู่ที่แขน เราแวะเข้าไปทักทาย สองแม่ลูกใจดีชี้ชวนให้เราดูสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่เลี้ยงไว้ตรงหน้าบ้านในตรอกเล็กๆนั้น มีตัวเฟอเร็ตตัวเล็กๆนอนหลับอุตุอยู่ใต้ผ้าในกรง ผมปลุกมันขึ้นมาโดยการกระตุกผ้าเบาๆ มันโผล่หน้าอันใสซื่อออกมามองว่าเกิดอะไรขึ้น เราคุยกับสองแม่ลูกใจดีอยู่พักใหญ่แล้วก็ลาเพื่อเดินทางต่อไป

แล้วเราก็มาถึงเซียงกง ทราบจากการที่มีป้ายสีเหลืองบอกชื่อเซียงกงเป็นภาษาอังกฤษ รถปิ๊คอัพเก่าที่จอดอยู่ข้างป้ายมานานอย่างน้อย 2 อสงไขยเวลา ปี๊บน้ำมันก๊าดกองระเกะระกะบนหน้าหม้อรถและอาแปะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อฆ่าเวลาที่ดูเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน

     แถบเชียงกงนี้ผมสังเกตเห็นความเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือแต่ละบ้านจะเล่นกันคนละเรื่อง ถ้าขายลวด ก็ ลวด ลวด ลวด ถ้าขายเฟืองเกียร์ก็ เกียร์ เกียร์ เกียร์ ถ้าขายกระสอบก็ กระสอบ
กระสอบ กระสอบ เดินมาได้อีกครู่หนึ่งผมก็เจอร้านที่เล่นแต่วาลว์ปิดเปิดน้ำขนาดใหญ่ ก็วาลว์ วาลว์ วาลว์ เขาเอาวาลว์น้ำมากองไว้เต็มหน้าบ้าน ผมเห็นแสงแดดสาดทำมุมกำลังสวย ได้ความรู้สึกว่านี่แหละ ความเป็นเชียงกง จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

ศิลปะถั่วตัดรูปสิงห์โตหยก

    แล้วเราก็มาถึงร้านถั่วตัดชื่อ "เฮียบเตียง" ซึ่งขายแต่ ถัวตัด ถั่วตัด ถั่วตัด ไม่ใช่แค่ถั่วตัดชนิดถั่วกับงาปนกันแล้วคลุกน้ำตาลอัดเป็นแผ่นเท่านั้นนะครับ ยังทำถั่วตัดในรูปแบบของสิงห์โตหยก แต่งแต่มสีสันมีหลายขนาดทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ โดยกระบวนการผลิตก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร มีอาแปะคนเดียวนั่งอยู่ที่หลังร้านบรรจงเอาภู่กันจุ่มสีแต่งแต้มตุ๊กตาสิงห์โตหยกทำด้วยถั่วตัดเหล่านั้น ที่ผนังเหนือศรีษะของอาแปะมีวิทยุทรานซิสเตอร์เปิดเพลงจีนเบาๆ อุปกรณ์การทำงานทุกชิ้นบอกได้คำเดียวว่า.. เก๋า ผมชอบใจจึงขอซืื้อถั่วตัดสิงห์โตหยกหนึ่งตัว อาม่าเจ้าของร้านบอกว่าต้องจองล่วงหน้าจึงจะได้ ที่ผลิตได้ตอนนี้คนเขาจองไว้หมดแล้ว จึงซื้อได้แต่ถั่วตัดจากโหลแบบเป็นแผ่นๆมาหนึ่งกิโล

     เราย่ำต๊อกต่อไปจนมาถึงวัดอุทัยราษฎร์บำรุงหรือวัดญวน ที่วัดนี้มีพระประธานตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่สามรูป ทุกรูปเป็นเพศหญิงหมด พระสงค์ของวัดนี้นุ่งเหลืองห่มเหลืองแต่เป็นกางเกง ไม่ใช่จีวร ผมถามพระวัดนี้ว่าทำไมพระประธานจึงเป็นเพศหญิง ท่านตอบว่า

     "ก็เจ้าแม่กวนอิมไงละโยม"  ผมถามว่า
โพธิสัตว์เป็นผู้หญิง แล้วจะเป็นไรแมะ

     "แล้วอีกสององค์เป็นใครครับ"  ท่านตอบว่า

     "ก็เจ้าแม่กวนอิมนั่นแหละ ท่านมีหลายปาง"  แล้วก็มีเสียงสอดขึ้นมาจากชายสูงอายุที่อยูู่ใกล้ เข้าใจว่าจะเป็นมัคทายก ว่า

     "ท่านไม่ได้เป็นผู้หญิงหรอก ความจริงท่านเป็นผู้ชาย"  

     ฟังน้ำเสียงแล้วมัคทายกท่านนี้คงจะรับไม่ได้กับการที่พระโพธิสัตว์จะเป็นเพศหญิง ผมนึกในใจเล่นๆว่าพระโพธิสัตว์เป็นผู้หญิงบ้างไม่ได้รึไง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป

     พูดถึงวัดญวนนี้ บันทึกที่หน้าวัดเล่าว่าพระญวนมีความแตกฉานในเรื่องพุทธศาสนานิกายมหายาน สมัยที่ร. 4 ทรงผนวชอยู่ ก็ได้อาศัยสมภารวัดญวนนี่แหละช่วยเคลียร์ข้อสงสัยเรื่องมหาญาน ครั้นเมื่อท่านได้เป็นกษัตริย์ วัดญวนนี้จึงโดดเด่นขึ้นมา

     เราย่ำต๊อกจนมาโผล่ย่านเยาวราช ผ่านห้องแถวซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหาร บ้างผลิตก๋วยเตี๋ยว บ้างผลิตขนมจีบ บ้างผลิตซาละเปา อุปกรณ์การผลิตก็คือมอเตอร์ บวกเครื่องกลึง เป็นอย่างนั้นจริงๆ แหล่งพลังงานนั้นบางร้านก็ยังยืนหยัดใช้ฟืนอยู่เลย เข้าใจว่าจงใจรักษารสชาติของอาหาร เราก็แวะกินขนมจีบซาละเปาที่ร้านชื่อกว้านๆอะไรสักอย่าง คนแน่นมาก แต่ก็อร่อยดี กินอิ่มแล้วก็เดินกันต่อไป คราวนี้มุดเข้าตรอกโน้นออกตรอกนี้ มีอยู่ตรอกหนึ่งแขวนป้ายว่า 9 WORK ไม่รู้ว่าขายอะไร มีอาแปะนั่งทอดหุ่ยอย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าร้าน ดูแล้วภาพมีความลึกให้ความรู้สึกดี ผมจึงขออนุญาตอาแปะถ่ายรูปมาหนึ่งรูป


   ในที่สุดเราก็มาถึงวัดไตรมิตร บรรยากาศเปลี่ยนเป็นผู้คนเนืองแน่น ผมเคยพาเพื่อนฝรั่งมาที่นี่เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนไปมาก ตัวองค์พระทองคำย้ายขึ้นไปอยู่บนมณฑปที่สร้างใหม่ ที่ฐานของมณฑปมีพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องความเป็นมาของเยาวราช ซึ่งทำได้ดีมาก ไม่แพ้ museum ชั้นดีที่ไหนในโลกนี้ มีการสร้างชีวิตจำลองในเรือที่กุลีจีนพากันอพยพมา และจำลองชีวิตชาวบ้านแบบคลาสสิกต่างในเยาวราชทั้งการกินอยู่ค้าขาย ดังนั้นผมจึงขอแนะนำท่านผู้อ่านทุกท่านว่าถ้ามีโอกาสลองไปเยี่ยมวัดไตรมิตรอีกครั้ง และอย่าลืมแวะดูมิวเซียมเยาวราชนี้ให้ได้

     พูดถึงทองคำที่ทำพระพุทธรูป ตอนที่ผมเคยพาเพื่อนฝรั่งมา สมัยนั้นตัวพระพุทธรูปอยู่ในลูกกรงเหล็ก เพื่อนฝรั่งเคยถามผมว่า

     "เป็นทองทั้งองค์จริงหรือ จะเอาทองคำที่ไหนตั้งหลายพันกิโลกรัมมาทำ"  ผมตอบว่า

     "จริงไม่จริงไม่มีใครรู้ เพราะตอนนี้ขโมยยังไม่สามารถเอาสิ่วเข้าไปเจาะถึงตัวพระพุทธรูปได้" 

   
     เพื่อนฝรั่งฟังผมพูดแล้วมองดูลูกกรงเหล็กสองชั้นรอบตัวองค์พระแล้วพยักหน้าหงึกๆๆ แล้วพึมพัมว่า

    "ผมคิดว่าน่าจะเป็นทองคำจริงๆ"

     เราเริ่มมุดตรอกกันอีกแล้ว คราวนี้ผ่านห้องแถวไม้ซึ่งบางส่วนแหกประเพณีทาสีฟ้าอมเขียวมรกตจัดจ้านตัดกับสีไม้คลาสสิกดั้งเดิม แต่ดูแล้วก็ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินดี มุดไปมุดมา มาโผล่ที่อาคารทรงยุโรปเก๋ไก๋หลังหนึ่ง เรียกว่ามัสยิด "หลวง โกชา อิศหาก" มัสยิดแห่งนี้เท่มาก ไม่เชื่อท่านดูรูปถ่าย


มัสยิด หลวงโกชา อิศหาก

เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเห็นมัสยิดทรงฝรั่ง นับว่าหลวงโกชาคนนี้เป็นคนมีหัวแหกประเพณีทีเดียว ปกติถ้าเป็นวัดวาฝรั่งด้านหลังก็จะมีป่าช้า ผมจึงสงสัยว่ามัสยิดทรงฝรั่งนี้จะมีป่าช้าเหมือนวัดฝรั่งหรือไม่ จึงดอดไปดูข้างหลัง













ทางเดินผ่ากลางสุสานมายังตัวมัสยิด
ก็พบว่ามีสุสานอยู่จริง ใครจะไปคิดว่าใจกลางเยาวราชจะมีสุสานร่มรื่นอยู่ด้วย ร่มรื่นมาก จนวังเวงนิดๆ ผมถ่ายรูปถนนผ่ากลางสุสานมายังด้านหลังของตัวมัสยิดมาให้ดู ส่วนที่วังเวงนั้นผมไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะไม่อยากหักอารมณ์ท่านผู้อ่าน

     เดินมาจนเหนื่อย ผ่านหน้าร้านโอเลี้ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นสโมสรผู้ชาย (men's club) เราพักดื่มโอเลี้ยงแก้เหนื่อยกันที่นี่  มีคนจีนสูงอายุจำนวนราวยี่สิบสามสิบคนมานั่งดื่มชากาแฟคุยกันเสียงดัง ส่วนหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์มาและจอดไว้หน้าร้านเรียงกันเป็นตับ มอเตอร์ไซค์ที่ขับกันมาหลายคันเป็นช้อปเปอร์หรือฮาร์เลย์เดวิดสัน อายุสมาชิกแต่ละคนทุกโต๊ะ (ไม่นับโต๊ะเราซึ่งมีภรรยาและลูกผมมาด้วย) แต่ละท่านไม่ต่ำเจ็ดสิบปี  สโมสรแห่งนี้มีกฎซึ่งเขียนไว้ชัดเจนที่ข้างฝาและที่ทางเดินเข้า กฎนั้นมีอยู่ข้อเดียว คือ

     "ห้ามบ้วนน้ำลาย"


สโมสรผู้ชาย..ยิ่งแก่ยิ่งไม่อยากอยู่ใกล้เมีย
   (แคว่ก แคว่ก แคว่ก ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น)

     เรื่องที่คุยกันในสโมสรแห่งนี้ส่วนใหญ่ผมฟังไม่ออกเพราะเป็นภาษาแต้จิ๋ว แต่บางโต๊ะก็คุยกันภาษาไทยสำเนียงจีน จับความได้ว่ากำลังวิจารณ์ระบบตุลาการกันอยู่ ท่าท่างแต่ละคนจะปักหลักนั่งกันเป็นวันๆ การได้มาเห็นสโมสรแห่งนี้ทำให้ตระหนักในธาตุแท้ของผู้ชายอย่างหนึ่งคือ แก่แล้วไม่อยากอยู่ใกล้เมีย (หิ หิ พูดเล่น)

หายเหนื่อยแล้วเรามุดตรอกกันต่อ แต่ว่าผมจะจบบทความนี้เพราะดึกแล้ว ก่อนจบผมให้ดูภาพนี้ ซึ่งผมถ่ายมาจากตรอกในเยาวราชแห่งหนึ่ง ตรอกแคบ ตึกแถวสองชั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นศิลปะแบบโพสต์โมเดิร์นชุดนี้..เจ๋งแมะ

ศิลปะโพสต์โมเดิร์น ในตรอกเยาวราช












นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์์


   


   

     



   



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren