15 เมษายน 2560

คัมภีร์ เต๋าเต๋อจิง ฉบับแปลโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

     คัมภีร์ เต๋าเต๋อ จิง Tao Te Chin ฉบับแปลโดย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ แปล(เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ ภรรยา เมื่อ 15 เมย. 60)จากต้นฉบับภาษาอังกฤษของ Stephen Mitchell ซึ่งถอดจากงานเขียนภาษาจีนที่เหลาจื่อเขียนไว้เมื่อราว 2500 ปีมาแล้ว ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านผู้อ่านคัดลอกไปใช้ประโยชน์ได้ตามสะดวก ในขอบเขตที่ไม่ได้นำไปแสวงประโยชน์ทางการค้า
.....................

“....มีสิ่งหนึ่งไร้รูปแต่สมบูรณ์แบบ มันคงอยู่มาก่อนที่จักรวาลนี้จะเกิดขึ้นเสียอีก มันสงบเย็น ว่าง วิเวก สถาพร ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด  ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ มันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ เนื่องจากไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไรดี ข้าจะเรียกมันว่า “เต๋า” ก็แล้วกัน มันไหลผ่านทุกสรรพสิ่งจากข้างในทะลุข้างนอกแล้วไหลกลับไปสู่ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งนั้น..”

1..
เต๋าที่ใครก็พูดถึงกันได้นั้นไม่ใช่เต๋าอมตะ อะไรที่ตั้งชื่อได้นั้นก็ไม่ใช่อะไรที่เป็นนิรันดร นิรันดรจริงๆนั้นตั้งชื่อไม่ได้หรอก พอมีชื่อสิ่งต่างๆที่ไม่ถาวรก็เกิดขึ้น
ถ้าหมดความอยากก็จะได้เห็นความจริงอันเร้นลับ แต่ถ้ายังติดกับดักความอยาก อย่างมากก็ได้เห็นแค่เปลือกนอก
แต่ไม่ว่าจะเป็นความจริงอันเร้นลับหรือเปลือกนอกก็ล้วนเกิดจากรากเหง้าเดียวกัน รากเหง้านี้เรียกว่าความลึกล้ำดำมืด ความลึกล้ำดำมืดในความลึกล้ำดำมืดเป็นปากทางไปสู่การรู้แจ้งเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

2.
เมื่อผู้คนเห็นว่าบางสิ่งสวย สิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งน่าเกลียด เมื่อผู้คนเห็นว่าบางสิ่งดี สิ่งอื่นก็กลายเป็นสิ่งเลว เป็นกับไม่เป็นต่างเสริมสร้างกันและกัน ยากกับง่ายก็ค้ำจุนกันและกัน ยาวกับสั้นก็นิยามกันและกัน สูงกับต่ำก็พึ่งพิงกันและกัน ก่อนกับหลังก็ตามกันและกัน  ผู้รู้จึงทำโดยไม่ลงมืออะไร สอนโดยไม่พูดอะไร เกิดอะไรขึ้นก็ปล่อยมันเกิดไป สิ่งที่เกิดมาแล้วหายไปก็ปล่อยมันหายไป มีอะไรได้แต่ไม่เป็นเจ้าของ ทำอะไรไม่หวังผล ทำเสร็จแล้วก็ลืมมันเสีย ทำให้ผลงานคงอยู่ยั่งยืน

3.
ให้อำนาจผู้ปกครองมาก ประชาชนก็ไร้พลัง ให้คุณค่ากับการครอบครองมาก ผู้คนก็เริ่มลักขโมย
ผู้รู้นำผู้คนโดยการให้ผู้คนทิ้งความคิดหันไปหาแก่นแท้ ลดความทะยานอยากหันไปหาการปล่อยวาง ช่วยให้คนทิ้งทุกอย่างที่รู้มาแล้วเสีย ทิ้งความอยากเสียอีกด้วย ใครที่คิดว่าตัวเองรู้ดีก็ทำให้มึนๆงงๆเสียบ้าง จากนั้นแล้วไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้ทุกอย่างลงตัวของมันเอง

4.
เต๋าเหมือนบ่อน้ำที่ใช้ได้ไม่มีวันแห้ง เหมือนความว่างที่มีเนื้อในเป็นความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุด มองไม่เห็นแต่อยู่ที่นั่นเสมอ ข้าก็ไม่รู้ว่าใครสร้างเต๋าขึ้นมา มันอยู่มาก่อนพระเจ้าเสียด้วยซ้ำ

5.
เต๋าไม่เข้าข้างใคร มันให้กำเนิดทั้งดีและชั่ว ผู้รู้ก็ไม่เข้าข้างใคร จึงต้อนรับทั้งนักบุญและคนบาป เต๋าเหมือนสูบลมที่กลวงเปล่าแต่มีความสามารถไม่สิ้นสุด ยิ่งใช้มันมากมันยิ่งให้ผลมาก แต่ยิ่งพูดถึงมันมาก ยิ่งเข้าใจมันน้อย จงอยู่นิ่งๆที่ศูนย์กลางก็พอ

6.
เรียกเต๋าว่าแม่ผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้ ว่างเปล่าแต่ไม่หมดกำลัง มันเป็นผู้ให้กำเนิดโลกอันไม่สิ้นสุด มันอยู่ในตัวเจ้าเสมอ เจ้าใช้มันได้ทุกทางที่เจ้าอยากใช้

7.
เต๋าไม่มีที่สิ้นสุด เป็นนิรันดร ทำไมจึงเป็นนิรันดร เพราะมันไม่เคยเกิด ไม่เคยตาย ไม่มีความอยากของมันเอง แต่ดำรงอยู่เพื่อสรรพสิ่ง ผู้รู้อยู่ข้างหลัง เขาจึงกลายเป็นผู้นำหน้า เขาละวางจากทุกสิ่ง จึงเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า ปล่อยวางตัวตนของตนเอง จึงมีชีวิตที่สมบูรณ์ดี

8.
ความดีสูงสุดเหมือนน้ำ หล่อเลี้ยงทุกสิ่งโดยไม่พยายามทำ พอใจที่ต่ำอันผู้คนรังเกียจ น้ำจึงเหมือนเต๋า
ดังนั้นในการเป็นอยู่ให้ติดดิน ในการคิดให้ง่ายเข้าไว้ ในความขัดแย้งให้เปิดเผยและใจกว้าง ในการปกครองอย่าพยายามควบคุม ในการทำงานให้ทำสิ่งที่สนุก ในชีวิตครอบครัวให้อยู่ด้วยอย่างแท้จริง เมื่อพอใจกับการเป็นตัวเอง ไม่เปรียบเทียบหรือแข่งขัน ทุกคนก็จะนับถือเจ้าเอง

9.
ถ้าเติมถ้วยจนปริ่มมันก็จะหก ถ้าลับมีดจนคมมันก็จะทื่อ วิ่งตามเงินและความมั่นคงหัวใจก็จะไม่มีวันผ่อนคลาย มุ่งเอาใจคนอื่นตัวเองก็จะกลายเป็นนักโทษของเขา ทำงานของเจ้าเสร็จแล้วถอนตัวเป็นทางเดียวที่จะพบความสงบเย็น

10.
กล่อมใจไม่ให้ฟุ้งสร้าน ให้อยู่แต่กับหนึ่งเดียวดั้งเดิมนี้..ได้ไหม

ผ่อนคลายร่างกายให้อ่อนนุ่มเหมือนร่างเด็กทารก..ได้ไหม

วางภาพภายในใจลงจนไม่เห็นอะไรในใจนอกจากแสงเรืองๆ..ได้ไหม

รักและนำผู้คนโดยไม่บังคับเขาทำตามใจเจ้า..ได้ไหม

รับมือกับเรื่องเป็นเรื่องตายด้วยวิธีปล่อยให้สถานะการณ์พาไปเอง..ได้ไหม

ถอยหลังออกจาก "ความคิด" เพื่อจะ “รู้” สรรพสิ่ง..ได้ไหม

ให้กำเนิดเลี้ยงดู มีทรัพย์โดยไม่เป็นเจ้าของ ทำโดยไม่หวังผล นำโดยไม่พยายามควบคุม นี่จึงจะเป็นอำนาจที่แท้จริง

11.
ประกอบซี่เข้ากับวงล้อ แต่เป็นเพราะรูว่างตรงกลางทำให้เกวียนเดินหน้าไปได้ ปั้นดินเหนียวเป็นหม้อ แต่เป็นเพราะความว่างตรงกลางทำให้เก็บข้าวปลาได้ ตีฝากระดานทำเป็นบ้านแต่เป็นเพราะที่ว่างภายในทำให้อยู่อาศัยได้ เราลงมือทำสิ่งที่มีรูป แต่สิ่งที่ไร้รูปเป็นส่วนที่เราได้ใช้ประโยชน์

12.
สีทำให้ตาพร่าบอด เสียงทำให้หูอื้อหนวก รสทำให้ลิ้นชาด้าน ความคิดทำให้จิตขุ่นมัว ความอยากได้ทำให้หัวใจผู้คนแห้งผากและโหดร้าย ผู้รู้สังเกตโลก ปล่อยให้สิ่งต่างๆผ่านเข้ามาแล้วผ่านออกไป ไม่ยึดติด ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างเหมือนท้องฟ้า

13.
“ความสำเร็จ” อันตรายเท่ากับ “ความล้มเหลว”
“ความหวัง” เลวร้ายพอๆกับ “ความกลัว”
หมายความว่าอย่างไรสำเร็จอันตรายเท่าล้มเหลว คือบันไดไม่ว่าจะเดินขึ้นหรือเดินก็ล้วนสั่นคลอน ยืนสองเท้าบนพื้นดินย่อมได้ดุลดีกว่า
หมายความว่าอย่างไรความหวังเลวร้ายพอๆกับความกลัว ทั้งความหวังและความกลัวต่างเป็นความคิดที่โผล่ออกมาจากการปักใจเชื่อว่ามีตัวตนของเจ้าที่เป็นบุคคล ถ้าไม่มีตัวตนของเจ้าที่เป็นบุคคล แล้วเจ้าจะต้องกลัวอะไร
จงมองโลกให้เห็นว่าเป็นตัวเจ้าเอง จงเชื่อมั่นในวิถีที่สรรพสิ่งเป็นอยู่ จงรักโลกเหมือนรักตัวเจ้าเอง เมื่อนั้นแหละเจ้าจึงจะสมควรเป็นผู้ดูแลสรรพสิ่งได้

14.
มองก็ไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้ยิน เอื้อมถึงแต่ก็หยิบฉวยไม่ได้ เมื่อขึ้นมาก็ไม่ได้ส่องสว่าง เมื่อลงไปก็ไม่ได้มืดมิด ไร้รูป ไร้นาม มีความต่อเนื่อง มันหวนกลับไปสู่อาณาจักรที่ไม่มีอะไร ก่อตัวเป็นรูปร่างได้ทุกอย่าง เป็นภาพโดยไม่มีภาพ ละเอียดอ่อน พ้นการคาดคิด ย้อนไปดูก็ไม่มีจุดเริ่มต้น ตามไปดูก็ไม่มีจุดสิ้นสุด เจ้า “รู้” มันไม่ได้ แต่เจ้า “เป็น” มันได้ ดังนั้นจงสบายๆกับชีวิต แค่รู้ว่าเจ้ามาจากไหนก็พอ นี่คือสาระของปัญญาญาณ

15.
ผู้รู้แต่โบราณลึกซึ้งละเอียดอ่อน มีปัญญาญาณสุดหยั่งคะเน สุดบรรยายได้ เราทำได้อย่างมากก็อธิบายรูปร่างหน้าตาว่า พวกเขาระแวดระวังราวคนข้ามธารน้ำแข็ง ตื่นตัวราวกับนักรบขณะอยู่ในเขตศัตรู สำรวมราวอาคันตุกะ โอนอ่อนผ่อนตามราวน้ำแข็งละลาย เหลาได้ราวกับดุ้นไม้ กว้างขวางพร้อมรับได้ราวกับหุบเขา โปร่งใสราวกับน้ำในแก้ว

เจ้ามีความอดทนรอจนฝุ่นและโคลนตมแห่งความคิดตกตะกอนและจนน้ำที่ขุ่นกลับใส..ได้หรือเปล่า

เจ้านิ่งรอจนอุบัติการณ์ที่เหมาะเจาะเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ..ได้หรือเปล่า

ผู้รู้ไม่เที่ยวเติมเต็มใดๆ ไม่แสวงหา ไม่คาดหวัง เธอเพียงแค่อยู่ที่นี่ (presence) และยอมรับทุกสิ่งตามที่มันเป็น

16.
ปล่อยวางความคิดทิ้งไปจากใจ
ปล่อยหัวใจให้อยู่ในความสงบ
เฝ้ามองดูความยุ่งเหยิงของการมีชีวิตอยู่ห่างๆ
แต่ไตร่ตรองถึงการกลับคืนสู่ต้นกำเนิดของมัน
แต่ละชีวิตในจักรวาลนี้ล้วนหวนกลับสู่รากเหง้าเดิมเดียวกัน การกลับสู่รากเหง้าเดิมเป็นความสุขเย็นอย่างยิ่ง
ถ้าเจ้าไม่รู้จักรากเหง้านี้เจ้าก็จะสะดุดล้มอยู่ในความสับสนโศกเศร้า
ต่อเมื่อเจ้าตระหนักว่าเจ้ามาจากไหน เจ้าจึงจะกลายเป็นคนอดทน รู้จักอภัย ขบขัน ใจดี มีเมตตาราวย่ายาย มีสง่าราศรีราวกษัตริย์
จมอิ่มอยู่ในอัศจรรย์แห่งเต๋า เจ้าจะรับมือกับอะไรก็ตามที่ผ่านมาในชีวิตของเจ้าได้ และเมื่อความตายมาถึง เจ้าจะพร้อม

17.
เมื่อผู้รู้ปกครอง ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเขาอยู่
ผู้ปกครองที่ดีรองลงไปคือผู้ที่ได้รับความรักจากประชาชน
ที่รองลงไปอีกคือผู้ปกครองที่ประชาชนกลัว
ที่แย่ที่สุดคือผู้ปกครองที่ประชาชนเกลียดและสาปแช่ง
ถ้าเจ้าไม่เชื่อประชาชน พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่เชื่อไม่ได้
ผู้รู้ไม่พูด แต่ทำ เมื่อเขาทำงานเสร็จ ประชาชนพูดว่าประหลาดจัง เราทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จด้วยตัวเราเอง

18.
เมื่อเต๋าที่ยิ่งใหญ่ถูกลืม ความดีและความศรัทธาก็เกิดขึ้น
เมื่อปัญญาญาณของร่างกายเสื่อมถอย ความฉลาดและความรู้ก็เข้ามาแทน
เมื่อไม่มีความสงบสุขในครอบครัว บิดาใจดีและบุตรกตัญญูก็เกิดขึ้น
เมื่อประเทศชาติตกอยู่ในความวุ่นวาย ความรักชาติก็เกิดขึ้น

19.
โยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสรรพความรู้ทิ้งไปเสีย ประชาชนก็จะเป็นสุขมากขึ้นอีกร้อยเท่า
โยนศีลธรรมและความยุติธรรมทิ้งไปเสีย ผู้คนก็จะทำในสิ่งที่ถูกเอง
โยนความขยันทำมาหาเก็บและการกอบโกยกำไรทิ้งไปเสีย ขโมยขโจรก็จะไม่มี
ถ้าสามอย่างนี้ยังไม่พออีก ก็แค่อยู่นิ่งๆตรงศูนย์กลางแล้วปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปของมันเอง

20.
หยุดคิดเสีย ปัญหาของเจ้าก็จะหมดไป
"ใช่" กับ "ไม่ใช่" ต่างกันตรงไหน "สำเร็จ" กับ "ล้มเหลว" ต่างกันตรงไหน ทำไมต้องให้ราคาสิ่งที่คนอื่นเขาให้ราคากันด้วย หลบเลี่ยงสิ่งที่คนอื่นเขาหลบเลี่ยงด้วย ช่างไม่เข้าท่าสิ้นดี
คนอื่นเขาตื่นเต้นยินดีราวกับเข้าขบวนแห่ แต่ข้าคนเดียวไม่ตื่นเต้นอะไร ข้าคนเดียวไม่แสดงออกอะไร ราวกับทารกตอนก่อนที่จะเริ่มยิ้มเป็น
คนอื่นเขาเสาะหาสิ่งที่เขาอยากได้ ข้าคนเดียวไม่ครอบครองเป็นเจ้าของอะไร จับจดไปราวกับคนไร้ที่อยู่
ข้าเหมือนคนปัญญาอ่อน ใจข้าว่างเปล่าจากความคิด คนอื่นเขาเจิดจ้า ข้าคนเดียวมืดมิด คนอื่นเขาเฉียบแหลม ข้าคนเดียวทึบทึ่ม คนอื่นเขามีเป้าหมายชีวิต ข้าคนเดียวไม่รู้จัก ข้าลอยฟ่องไปเหมือนฟองคลื่นบนผิวมหาสมุทร โบกพัดไปอย่างไร้จดหมายเหมือนกระแสลม ข้าแตกต่างจากคนทั่วไปตรงที่ข้าดื่มจากเต้าของแม่ผู้ยิ่งใหญ่

21.
ผู้รู้เอาใจไว้เป็นหนึ่งกับเต๋า นั่นทำให้เธอผุดผาด
เต๋าหยิบจับไม่ได้ แล้วใจเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าได้อย่างไร
ได้สิเพราะเธอไม่ยึดติดความคิด
เต๋านั้นมืดมิดและลึกสุดหยั่งถึง จะมาทำให้เธอผุดผาดได้อย่างไร
ได้สิเพราะเธอปล่อยให้เต๋าทำเช่นนั้น เพราะเต๋านั้นอยู่มาก่อนห้วงอวกาศและกาลเวลา มันจึงพ้นไปจากเป็นหรือไม่เป็น
ข้ารู้ได้อย่างไรนะหรือว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง รู้สิ เพราะข้ามองเข้าไปในตัวข้าเอง ข้าจึงรู้

22.
ยอมเป็นแค่ส่วนหนึ่ง จึงเป็นทั้งหมดได้ ยอมโอนอ่อนคดเคี้ยว จึงตรงได้ ยอมว่าง จึงเติมเต็มได้ ยอมตาย จึงเกิดใหม่ได้ ยอมให้ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผู้รู้ทำตัวเป็นตัวอย่างแก่ชีวิตทั้งหลายโดยการอยู่ในเต๋า เพราเขาไม่ส่องไฟใส่ตัวเอง ผู้คนจึงเห็นแสงของเขา เพราะเขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ ผู้คนจึงเชื่อคำพูดของเขา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผู้คนจึงยอมรับว่าตัวของพวกเขาเองเป็นผู้รู้สิ่งนั้น ใจเขาไม่มีความอยาก ทุกอย่างที่เขาทำจึงสำเร็จ เมื่อผู้รู้โบราณพูดว่า “ถ้าเจ้าอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้แจกจ่ายทุกสิ่งทุกอย่างออกไป” พวกเขาไม่ได้พูดจากคำอันว่างเปล่า เพราะเจ้าจะเป็นตัวเจ้าเองอย่างแท้จริงก็โดยการมีชีวิตเป็นเต๋าเท่านั้น

23.
ลงมือทำให้เต็มที่แล้วเงียบเสีย จงเป็นเหมือนแรงธรรมชาติ เมื่อมันพัดมีแต่ลม เมื่อตกลงมา มีแต่น้ำฝน เมื่อเมฆผ่านไป มีแต่แสงอาทิตย์
ถ้าเจ้าเปิดตัวเองสู่เต๋า เจ้าก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า รับเอามันมาไว้ในตัวเจ้าอย่างสมบูรณ์
ถ้าเจ้าเปิดตัวเองสู่ปัญญาญาณหยั่งรู้ เจ้าก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับความหยั่งรู้ แล้วเจ้าก็จะใช้มันได้เต็มที่
ถ้าเจ้าเปิดตัวเจ้าต่อความสูญเสีย เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวกับความสูญเสีย และเจ้าก็จะยอมรับความสูญเสียได้อย่างสมบูรณ์ เปิดตัวเจ้าเองสู่เต๋าและเชื่อมั่นในการสนองตอบตามธรรมชาติของเจ้า แล้วทุกอย่างจะเข้าที่เอง

24.
คนที่ยืนเขย่งเท้าให้ตัวเองสูงขึ้น จะยืนได้ไม่นาน คนที่เร่งรุดไปข้างหน้า จะไปได้ไม่ไกล คนที่พยายามจะเปล่งประกาย แสงของเขาจะหรี่ลง คนที่พยายามนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร จะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร คนที่มีอำนาจเหนือคนอื่น จะไม่มีอำนาจดลบันดาลอะไรในตัวเอง คนที่ยึดถืองานที่ตัวเองทำ จะไม่มีวันสร้างสรรค์อะไรที่ยั่งยืน ถ้าเจ้าอยากจะเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า แค่ทำงานของเจ้าให้เสร็จ แล้วปล่อยไปไม่ยึดถึอ

25.
มีสิ่งหนึ่งไร้รูปแต่สมบูรณ์แบบ คงอยู่มาก่อนที่จักรวาลนี้จะเกิดเสียอีก มันสงบเย็น ว่าง วิเวก สถาพร ไม่สิ้นสุด  คงอยู่เป็นนิรันดร์ มันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดจักรวาลนี้ เนื่องจากไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ข้าเรียกมันว่า “เต๋า” ก็แล้วกัน มันไหลผ่านทุกสรรพสิ่งจากข้างในทะลุข้างนอกแล้วไหลกลับไปสู่ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งนั้น
เต๋านั้นยิ่งใหญ่ จักรวาลก็ยิ่งใหญ่ โลกก็ยิ่งใหญ่ คนก็ยิ่งใหญ่ ทั้งหมดนี้คือสี่พลังยิ่งใหญ่ คนเป็นไปตามโลก โลกเป็นไปตามจักรวาล จักรวาลเป็นไปตามเต๋า เต๋าเป็นไปตามเต๋าเอง

26.
หนักเป็นฐานรากของเบา สงบนิ่งเป็นฐานรากของการเคลื่อนไหว ผู้รู้จึงเดินทางทั้งวันโดยไม่ได้ออกไปจากบ้านคือความหนักแน่นและสงบนิ่ง ไม่ว่าจะผ่านรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ เธอยังหนักแน่นและสงบนิ่งอยู่ในตัวเธอเอง
แล้วทำไมจักรพรรดิ์ผู้ครองแคว้นจึงต้องพล่านเหมือนคนโง่ด้วยเล่า ถ้าเจ้าปล่อยให้ตัวเองถูกพัดโยกเยกไปมา เจ้าก็สูญเสียความหนักแน่น ถ้าเจ้าลนลานเจ้าก็สูญเสียความสงบนิ่ง

27.
นักเดินทางที่ดีไม่มีแผนตายตัวและไม่จงใจว่าจะถึงที่ไหนเมื่อไร
ศิลปินที่ดีปล่อยให้ปัญญาญาณของตัวเองพาตัวเองไปที่ไหนก็ตามที่มันอยากพาไป
นักวิทยาศาสตร์ที่ดีปลดปล่อยตัวเองจากความคิดและเปิดใจรับอะไรที่ก็ตามที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นผู้รู้จึงเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ไม่ปฏิเสธใคร พร้อมใช้ประโยชน์จากทุกสถานะการณ์ไม่ทิ้งอะไรไปอย่างเปล่าประโยชน์ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ารู้แจ้ง คนดีจะเป็นอะไรนอกไปจากการเป็นครูของคนชั่ว..ได้หรือ คนชั่วจะเป็นอะไรนอกไปจากการเป็นอุทาหรณ์ให้คนดี..ได้หรือ ถ้าเจ้าไม่เข้าใจตรงนี้เจ้าก็หลงทางมิใยว่าเจ้าจะฉลาดเพียงใด นี่เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่

28.
เข้มแข็งดั่งชายแต่อ่อนโยนดั่งหญิง โอบรับเอาโลกไว้ในอ้อมแขนของเจ้า เต๋าก็จะไม่ไปจากเจ้า แล้วเจ้าก็จะเป็นดั่งทารกไร้เดียงสา รอบรู้กระจ่างดั่งสีขาว แต่ก็ยังแสดงออกติดดินดั่งสีดำ เป็นธาราหล่อเลี้ยงโลก ถ้าเจ้าเป็นธาราหล่อเลี้ยงโลก เต๋าจะอยู่กับเจ้าแนบแน่น แล้วจะไม่มีอะไรที่เจ้าทำไม่ได้ มีตัวตนเป็นบุคคลอยู่ในโลก แต่ก็แนบแน่นกับความไร้ตัวตน ยอมรับโลกอย่างที่มันเป็น ถ้าเจ้ายอมรับโลก เต๋าจะส่องสว่างในตัวเจ้า แล้วเจ้าจะได้หวนกลับไปเป็นตัวจริงดั้งเดิมของเจ้าอีกครั้ง โลกก่อกำเนิดมาจากความว่าง เหมือนถ้วยชามถูกแกะสลักมาจากท่อนไม้ ผู้รู้รู้วิธีใช้ประโยชน์จากถ้วยชาม แต่ก็อยู่เป็นหนึ่งเดียวกับท่อนไม้ เธอจึงใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งทุกอย่างได้  

29.
เจ้าคิดว่าจะทำโลกนี้ให้ดีขึ้นได้หรือ ข้าว่าทำไม่ได้หรอก โลกนี้มันศักดิ์สิทธิ์นะ เจ้าไปทำให้มันดีขึ้นไม่ได้หรอก ถ้าเจ้าไปพยายามแก้ไขมัน เจ้าจะทำให้มันพัง ถ้าเจ้าไปครอบครองมันเหมือนเป็นสิ่งของ เจ้าจะสูญเสียมันไป มันมีบางเวลาที่เจ้าต้องไปนำอยู่ข้างหน้า บางเวลาไปตามอยู่ข้างหลัง บางเวลาขยับเคลื่อนไหว บางเวลานิ่ง บางเวลาขยันขันแข็ง บางเวลาหมดแรง บางเวลาปลอดภัย บางเวลาเสี่ยงภัย ผู้รู้มองเห็นสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็นโดยไม่พยายามไปควบคุมบังคับมัน เธอปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน แต่ตัวเธออยู่ตรงกลางของวงกลม

30.
ใครก็ตามที่คิดจะใช้เต๋าในการปกครองดูแลผู้คน จะไม่ใช้กำลังแก้ไขปัญหาหรือยกทัพไปทำลายศัตรู เพราะเมื่อใช้กำลังก็จะถูกตีโต้ด้วยกำลัง การใช้ความรุนแรงแม้จะด้วยเจตนาดีแต่ก็จะมีผลรุนแรงกลับมาเสมอ ผู้รู้ทำงานแล้วหยุด เขาเข้าใจว่าจักรวาลนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมตลอดกาล การจะไปควบคุมบังคับเป็นการฝืนกระแสของเต๋า เพราะเขาเชื่อในตัวเองจึงไม่พยายามบอกให้คนอื่นเชื่อ เพราะเขาพอใจตัวเอง จึงไม่พยายามขอการรับรองจากคนอื่น เพราะเขายอมรับตัวเอง โลกจึงยอมรับเขา

31.
อาวุธเป็นเครื่องมือทำลายล้าง คนดีๆไม่มีใครใช้อาวุธ อาวุธเป็นเครื่องมือบ่งบอกถึงความกลัว คนดีๆย่อมจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้มันเว้นเสียแต่จะจำเป็นยิ่งยวด เมื่อจำเป็นยิ่งยวดก็จะใช้มันอย่างจำกัด เขาย่อมให้คุณค่าสูงสุดแก่สันติสุข หากสันติสุขสั่นคลอน เขาจะพอใจอยู่ได้อย่างไร ศัตรูของเขาไม่ใช่อสูรร้าย แต่เป็นคนเช่นเดียวกับเขา เขาไม่ประสงค์จะให้ศัตรูถูกทำลายหรือประสงค์จะชื่นชมชัยชนะหรือปลื้มใจกับการได้เข่นฆ่าผู้คน เขาเข้าสู่สงครามด้วยความรันทดโศกเศร้าและสงสาร ราวกับว่าเขาไปงานศพ  

32.
เต๋าไม่อาจรู้เห็นได้ เล็กละเอียดยิ่งกว่าอีเล็คตรอน ใหญ่โตโอบล้อมเอาดาราจักรไว้ข้างในนับจำนวนไม่ถ้วน ถ้าผู้มีอำนาจหญิงชายพากันอยู่เอาศูนย์กลางไว้ที่เต๋า ทุกอย่างก็จะสอดคล้องกลมกลืนด้วยดี โลกก็จะกลายเป็นสวรรค์ ผู้คนก็จะมีสันติสุข กฎหมายก็จะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในใจ

เมื่อเจ้ามีชื่อมีรูปร่างตัวตน ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงตัวแทนไม่ใช่ตัวจริง

เมื่อเจ้ามีตำแหน่ง ให้รู้ว่ามันเป็นเพียงหน้าที่ชั่วคราวซึ่งมีที่สิ้นสุด

หากรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดแล้วหยุด เจ้าก็จะหลีกเลี่ยงหายนะใดๆได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไปสิ้นสุดที่เต๋า ประหนึ่งแม่น้ำทุกสายล้วนไปสิ้นสุดที่ทะเล

33.
รู้เรื่องคนอื่นเป็นความฉลาด แต่ “ความรู้ตัว” เองเป็นปัญญาญาณจริงแท้ ควบคุมบังคับคนอื่นได้เป็นผู้มีกำลังมาก แต่ควบคุมบังคับตัวเองได้เป็นพลังอำนาจที่แท้จริง
ถ้าเจ้าตระหนักรู้ว่าเจ้ามีพอแล้ว เจ้าก็รวยจริง
ถ้าเจ้าอยู่ตรงศูนย์กลางและโอบรับความตายไว้ด้วยหัวใจทั้งหมด เจ้าก็จะไม่ตายชั่วนิรันดร

34.
เต๋าที่ยิ่งใหญ่ไหลไปทุกหนทุกแห่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากมัน แต่มันไม่ได้บอกว่าสร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้น มันหลั่งไหลตัวมันผ่านเข้าไปแต่ไม่บอกว่าเป็นผลงานของมัน มันหล่อเลี้ยงโลกอันไม่มีทีสิ้นสุดนี้ แต่ไม่ยึดถือว่าเป็นของมัน มันเข้าไปเจือปนอยู่ในทุกสิ่งและซุกซ่อนอยู่ในหัวใจของสิ่งเหล่านั้น จึงเรียกได้ว่ามันถ่อมตน เนื่องจากท้ายที่สุดทุกสรรพสิ่งล้วนจมหายเข้าไปในเต๋า จึงมีแต่เต๋าที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวมันยิ่งใหญ่ ดังนั้นมันจึงยิ่งใหญ่จริงๆ

35.
เธอผู้ซึ่งวางศูนย์กลางตัวเองไว้ในเต๋าสามารถไปที่ไหนที่เธออยากไปได้โดยไม่มีอันตราย เธอรับรู้ความกลมกลืนของจักรวาลแม้ในท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรงเพราะเธอพบสันติสุขในหัวใจของเธอ
เสียงเพลงเพราะหรือกลิ่นหอมของอาหารอาจทำให้คนหยุดชื่นชม แต่คำพูดที่ชี้ให้คนไปหาเต๋านั้นราบเรียบไร้รสชาติ เมื่อเจ้ามองหามัน มันไม่มีอะไรให้เห็น เมื่อเจ้าพยายามฟังมัน ไม่มีอะไรให้ได้ยิน แต่เมื่อเจ้าใช้มัน มันไม่เคยหมดแรงกำลัง

36.
ถ้าเจ้าจะบีบลดอะไร เจ้าต้องปล่อยให้มันขยายตัวเต็มที่ก่อน ถ้าเจ้าจะกำจัดอะไร เจ้าต้องปล่อยให้มันเจริญเต็มที่ก่อน ถ้าเจ้าจะเอาสิ่งใด เจ้าต้องให้สิ่งนั้นก่อน นี่เป็นมุมมองลึกซึ้งต่อวิถีที่สิ่งต่างๆเป็น อ่อนชนะแข็ง ช้าชนะเร็ว จงให้งานของเจ้าเป็นความลับ แค่ปล่อยให้ผลงานนั้นตกแก่คนอื่นก็พอ

37.
เต๋าไม่เคยทำอะไร แต่ทุกสิ่งถูกทำขึ้นมาผ่านเต๋า ถ้าผู้คุมอำนาจชายหญิงทำงานในเต๋า โลกทั้งใบก็จะเปลี่ยนตัวมันไปตามจังหวะของมันเอง ผู้คนจะมีความสุขกับชีวิตเรียบง่ายในแต่ละวันอย่างความกลมกลืนและปลอดจากความอยาก เมื่อไม่มีความอยาก ทุกสิ่งก็สุขสงบ

38.
ผู้รู้ไม่พยายามมีอำนาจ ดังนั้นเขาจึงมีอำนาจ คนธรรมดาพยายามมีอำนาจ ดังนั้นเขาจึงไม่มีวันมีอำนาจเพียงพอ ผู้รู้ไม่ทำอะไรเลย แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้คือความสมบูรณ์เรียบร้อย คนธรรมดาพยายามทำสิ่งต่างๆ แต่ยิ่งทำมากยิ่งเหลือสิ่งที่ต้องมาแก้ไขมาก คนใจบุญทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ทิ้งบางอย่างไว้ให้ต้องมาแก้ไข ตุลาการทำอะไรบางอย่าง แต่ทิ้งอีกหลายอย่างให้ต้องมาแก้ไข ผู้เคร่งครัดศีลธรรมทำอะไรบางอย่าง แต่ครั้นผู้คนไม่สนองตอบเขาก็ถลกแขนเสื้อและใช้กำลังบังคับ
เมื่อเต๋าหายไป ความดีก็เข้ามาแทน เมื่อความดีหายไป ศีลธรรมก็เข้ามาแทน เมื่อศีลธรรมหายไป พิธีกรรมก็เข้ามาแทน พิธีกรรมเป็นเมล็ดพันธ์ของศรัทธา ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของความวุ่นวายจราจล ผู้รู้จึงใส่ใจระดับลึกไม่ใช่แค่ผิวเผิน ใส่ใจผล ไม่ใช่แค่ดอก เขาไม่มีเจตนาอะไรเป็นของตัวเอง เพียงแต่อยู่กับความเป็นจริง แล้วปล่อยให้ภาพหลอนทั้งหลายดำเนินผ่านหน้าไป  

39.
เมื่อคนกลมกลืนกับเต๋า ท้องฟ้าจะโปร่งและกว้างขวาง ผืนดินแน่นและเต็มอิ่ม ผองสัตว์ทั้งหลายเติบโตไปด้วยกัน ต่างพอใจกับวิถีของตัวเอง หมุนเวียนเกิดตายไม่สิ้นสุด เมื่อคนพยายามแทรกแซงเต๋า ท้องฟ้ากลายเป็นขุ่นมัว ผืนดินจืดชืดแห้งเหือด ดุลยภาพเสื่อมถอย ผองสัตว์สูญพันธุ์ ผู้รู้เฝ้ามองวิถีด้วยความสงสาร เพราะเขาเข้าใจทั้งหมด เขาใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ไม่ส่องแสงแวววาวดุจอัญมณี แต่ปล่อยให้ตัวเองถูกขัดเกลาโดยเต๋า เป็นอะไรที่ธรรมดาราวก้อนหิน

40.
ไหลย้อนกลับไปที่เดิมคือการเคลื่อนที่ของเต๋า ออกดอกผลเป็นวิถีของเต๋า สรรพสิ่งเป็นการวนเวียนเกิดของชีวิต โดยที่ชีวิตนั้นเกิดขึ้นมาจากภาวะไร้ชีวิต

41.
ยอดคนเมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาเริ่มเข้าหาเต๋าทันที คนธรรมดาเมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนโง่เมื่อได้ยินเรื่องเต๋าเขาหัวเราะเยาะออกมาดังลั่น ถ้าเขาไม่หัวเราะเยาะ นั่นก็ไม่ใช่เต๋าแล้ว
จึงเป็นที่กล่าวขานกันว่า หนทางไปสู่แสงสว่างดูมืด หนทางไปข้างหน้าดูจะเป็นการกลับหลังหัน หนทางตรงดูช่างยาว อำนาจที่แท้จริงดูช่างอ่อนแอ ความบริสุทธ์แท้จริงดูช่างหมองฝ้า ความสถาพรที่แท้จริงดูช่างแปรปรวน ความโปร่งใสที่แท้จริงดูช่างซุกซ่อน ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงดูช่างง่ายดาย ความรักที่ยิ่งใหญ่ดูช่างเฉยเมย ปัญญาญาณที่แท้จริงดูช่างไร้เดียงสา เต๋าอยู่ในที่ที่หาไม่พบ แต่หล่อเลี้ยงและสร้างความสมบูรณ์ให้ทุกสรรพสิ่ง

42.
เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งเบื้องหลังอ่อนโยนอย่างหญิง เบื้องหน้าเข้มแข็งอย่างชาย เมื่อหญิงกับชายรวมกัน ทุกอย่างกลายเป็นความกลมกลืน
คนธรรมดาเกลียดความวิเวก แต่ผู้รู้ใช้ประโยชน์จากความวิเวก โอบรับการอยู่คนเดียว ตระหนักรู้ว่าตัวเขาเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลทั้งหมด

43.
สิ่งที่อ่อนที่สุดในโลก ชนะสิ่งที่แข็งที่สุดในโลก เนื่องเพราะสิ่งที่ไร้รูปย่อมทะลุผ่านรูปร่างสสารที่มีโพรงว่างได้ นี่แสดงให้เห็นคุณค่าของการไม่ทำการ จงสอนโดยไม่ใช้คำพูด ทำโดยไม่ออกอาการ นั่นเป็นวิถีของผู้รู้

44.
ชื่อเสียง หรือความเป็นตัวเอง อย่างไหนสำคัญกว่ากัน
เงินกับความสุขอย่างไหนมีค่ากว่ากัน
สำเร็จหรือล้มเหลว อย่างไหนมีอำนาจทำลายล้างมากกว่ากัน
ถ้าเจ้าไปมองที่คนอื่นเพื่อจะเติมเต็มตัวเอง เจ้าไม่มีวันได้เติมเต็ม
ถ้าความสุขของเจ้าไปขึ้นอยู่กับเงิน เจ้าไม่มีวันได้มีความสุขกับตัวเจ้าเอง
จงพอใจกับสิ่งที่เจ้ามี เพลิดเพลินกับวิถีที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่
เมื่อเจ้าตระหนักรู้ว่าไม่มีอะไรขาดหายไป โลกทั้งใบนี้ก็เป็นของเจ้า

45.
ความสมบูรณ์แท้จริงนั้นดูช่างไม่สมบูรณ์ แต่มันก็สมบูรณ์ในตัวของมันเอง ความเติมเต็มที่แท้จริงนั้นดูช่างว่างเปล่า แต่มันก็เป็นการดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ ความตรงที่แท้จริงนั้นดูช่างคดเคี้ยว ปัญญาญาณที่แท้จริงดูช่างโง่งม ศิลปะที่แท้จริงดูช่างไร้ศิลป์
ผู้รู้ปล่อยให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้น เธอรับมือกับเหตุการณ์เมื่อมันมาถึง เธอก้าวหลบออกข้างทาง ปล่อยให้เต๋าพูดของเต๋าเอง

46.
เมื่อประเทศกลมกลืนกับเต๋า โรงงานก็ผลิตล้อเข็นและคันไถ เมื่อประเทศไปคนละทางกับเต๋า อาวุธก็กองสูงท่วมที่นอกเมือง ไม่มีมายาคติใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัว ไม่มีความผิดพลาดใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการเตรียมปกป้องตัวเจ้าเอง ไม่มีความความโชคร้ายใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการบ่มเพาะศัตรู ใครก็ตามที่มองทะลุเห็นความกลัวทั้งปวด จะป็นผู้ปลอดภัยตลอดกาล

47.
แม้จะไม่เปิดประตูบ้าน แต่เจ้าก็เปิดใจให้กับโลกทั้งใบได้ ไม่ต้องมองออกนอกหน้าต่าง เจ้าก็มองเห็นเนื้อแท้ของเต๋าได้ ยิ่งเจ้า “รู้” มาก เจ้าก็ยิ่งเข้าใจน้อยลง ผู้รู้มาถึงโดยไม่ต้องจากไป เห็นแสงโดยไม่ต้องมอง บรรลุผลโดยไม่ต้องลงมือทำสิ่งใด

48.
ถ้าเจ้าติดตามความรู้ ทุกวันจะมีสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามา
แต่ถ้าเจ้าปฏิบัติเต๋า ทุกวันจะมีแต่ความคิดที่ถูกทิ้งออกไป
เมื่อเจ้าปฏิบัติเต๋า ความจำเป็นที่เจ้าจะต้องบีบบังคับอะไรมีแต่น้อยลงๆ จนในที่สุดเจ้าจะมาถึงจุดที่ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย เมื่อเจ้าไม่ต้องทำอะไร ก็จะไม่มีอะไรหลงเหลือที่ยังไม่ได้ทำ
ผู้รู้รู้ได้จากการปล่อยให้สรรพสิ่งดำเนินไปตามทางของมัน ไม่ใช่โดยการเข้าไปแทรกแซง

49.
ผู้รู้ไม่มีความคิดของตัวเอง เธอกระทำผ่านความคิดของคนอื่น เธอดีต่อคนที่ดี และเธอก็ดีต่อคนที่ไม่ดีด้วย นี่จึงจะเป็นความดีที่แท้จริง เธอเชื่อถือคนที่น่าเชื่อถือ และเธอก็เชื่อถือคนที่ไม่น่าเชื่อถือด้วย นี่จึงจะเป็นความเชื่อถือที่แท้จริง ใจของผู้รู้เหมือนความว่าง คนไม่เข้าใจเธอ แต่ก็ชื่นชมเธอ เธอก็ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนลูกของเธอเอง

50.
ผู้รู้ยอมแพ้และยอมรับทุกอย่างที่ปัจจุบันขณะนำมา เขารู้ว่าเขาจะต้องตาย รู้ว่าไม่มีอะไรที่จะต้องยึดถือไว้อีก ไม่มีมายาคติในใจ ไม่มีแรงขัดขืนในร่างกาย เขาไม่คิดถึงว่าจะต้องทำอะไร ปล่อยให้มันไหลไปตามแก่นกลางชีวิตเขาเอง ไม่หยิบฉวยเอาอะไรมาจากการได้มามีชีวิต เขาจึงพร้อมสำหรับความตาย เหมือนคนที่พร้อมจะหลับหลังจากทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน

51.
ทุกชีวิตในจักรวาลนี้เป็นการแสดงออกของเต๋า มันก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นชีวิต ไร้จิตสำนึกรับรู้ สมบูรณ์ เป็นอิสระ เข้ามาปักหลักในร่างกาย ปล่อยให้เหตุการณ์แวดล้อมสร้างมันให้สมบูรณ์ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกชีวิตจึงยกย่องเต๋า เต๋าให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ฟูมฟัก รักษา เลี้ยงดู อุ้มชู ปกป้อง ชีวิตเหล่านั้น และพาชีวิตเหล่านั้นกลับไปสู่เต๋าในที่สุด
สร้างสรรค์โดยไม่เป็นเจ้าของ ลงมือทำโดยไม่หวังผล ชี้นำโดยไม่แทรกแซง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมตตาของเต๋าจึงมีอยู่ในธรรมชาติของทุกชีวิต

52.
เมื่อเริ่มต้นมีเต๋า ทุกอย่างเกิดมาจากที่นั่น แล้วทุกอย่างก็หวนกลับไปสู่ที่นั่น

การจะค้นหาต้นกำเนิด ต้องย้อนรอยไปดูความเป็นมา เมื่อจำความเป็นเด็กทารก และพบแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต เจ้าก็จะเป็นอิสระจากความทุกข์โศกทั้งมวล

ถ้าเจ้าไปหลงวนอยู่ในความคิดพิพากษาและความวุ่นวานของความอยาก ใจเจ้าก็จะปั่นป่วน

ถ้าเจ้าวางความคิดพิพากษาลง และไม่เผลอถูกชักนำไปโดยสิ่งที่รับรู้เข้ามาใหม่ ใจของเจ้าก็จะสงบสุข
มองเห็นในความมืดคือความรู้แจ้ง

รู้จักยอมรับ รู้จักยอมแพ้ คือความเติบโต

จงใช้แสงสว่างของเจ้าเอง พาเจ้ากลับไปยังรากเหง้าของแสงนั้น

นี่เรียกว่าเป็นวิธีปฏิบัติตัวสู่นิรันดร

53.
เส้นทางสายเอกนี้ง่าย แต่คนก็ชอบที่จะไปใช้เส้นทางเล็กทางน้อย จงระวังเมื่อสิ่งต่างๆเสียดุลภาพ ปักหลักมั่นอยู่ตรงกลางในเต๋าไว้ เมื่อความงกเก็งกำไรงอกงามในใจ ชาวนาก็สูญเสียที่ดินของตัวเอง เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองใช้จ่ายเงินไปกับอาวุธทำลายล้างแทนที่จะใช้ไปกับการบริบาลชีวิต เมื่อคนชั้นสูงใช้ชีวิตฟู่ฟ่าขาดความรับผิดชอบ คนจนก็ไม่มีที่จะหันหน้าไปไหน การปล้นสะดมภ์และความวุ่นวายก็จะตามมา นี่ไม่ใช่การดำรงอยู่ตามวิถีแห่งเต๋า

54.
ใครก็ตามที่หยั่งรากลงในเต๋าแล้วจะไม่ถูกถอนรากอีก ใครก็ตามที่โอบรับเต๋าไว้ จะไม่ลื่นไถลไปไหนอีก ชื่อของเธอจะได้จารึกไว้ในหมู่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ปล่อยให้เต๋าอยู่ในตัวเจ้า แล้วเจ้าจะกลายเป็นความจริงแท้ ให้เต๋าดำรงอยู่ในครอบครัวของเจ้า ครอบครัวของเจ้าจะเบิกบาน ให้เต๋าดำรงอยู่ในประเทศของเจ้าแล้วประเทศของเจ้าจะเป็นตัวอย่างของประเทศทั้งหลายในโลก ให้เต๋าดำรงอยู่ในจักรวาล แล้วจักรวาลก็จะขับกล่อมเสียงเพลง
แล้วข้ารู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นเรื่องจริง ข้าก็รู้โดยมองเข้าไปในตัวข้าเองไงเล่า

55.
เขาผู้ซึ่งกลมกลืนกับเต๋าจะเป็นเหมือนทารกเกิดใหม่ ที่กระดูกยังอ่อน กล้ามเนื้อยังปวกเปียก แต่มือหยิบจับนั้นแข็งแรง ยังไม่รู้เรื่องความอ่อนโยนอย่างหญิง ความเข้มแข็งอย่างชาย แต่เจ้าจุ๊ดจู๋ของทารกนี้ก็อาจชี้โด่ขึ้นมาได้ พลังชีวิตของเจ้าเด็กน้อยนี้ล้นเหลือ มันแหกปากร้องหัวสั่นหัวคลอนได้ทั้งวันแต่เสียงก็ไม่เคยแหบ ความกลมกลืนลงตัวในตัวเด็กน้อยนี้สมบูรณ์ดีเยี่ยม พลังอำนาจของผู้รู้ก็เป็นอย่างนี้ เขาปล่อยทุกอย่างให้ผ่านเข้ามาและผ่านออกไปอย่างไร้ความเพ่งพยายามหรือบีบเค้น อย่างไม่มีความอยาก เขาไม่เคยคาดหวัวผล ดังนั้นเขาจึงไม่เคยผิดหวัง จิตวิญญาณของเขาจึงไม่เคยแก่เฒ่า  

56.
คนที่รู้ไม่พูด คนที่พูดไม่รู้ ปิดปากของเจ้าเสีย ปิดอยาตนะรับรู้ทั้งหลายเสียด้วย มนความเฉียบแหลมของเจ้าให้ทื่อลง คลี่ปมที่ขมวดแน่นให้คลายออก ภาพที่คมชัดเกินไปก็ปรับให้นุ่มลงพร่าลงเสียบ้าง ปัดฝุ่นความวุ่นวายในใจทิ้งไป นี่เป็นตัวตนดั้งเดิมของเจ้า จงเป็นอย่างเต๋า คนรักเจ้าหรือเกลียดเจ้าก็ไม่ต่างกัน ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็ไม่ต่างกัน ได้เกียรติยศหรือถูกลบหลู่ให้ต่ำต้อยก็ไม่ต่างกัน  มีแต่เมตตา ยอมรับ ยอมแพ้ อย่างต่อเนื่องถาวร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเต๋าจึงสถิตย์สถาพร

57.
ถ้าเจ้าอยากเป็นผู้นำยิ่งใหญ่ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะตามเต๋า หยุดความพยายามที่จะควบคุม ปลดปล่อยแผนการณ์หรือความคิดอันรอบคอบพวกนั้นเสีย โลกจะปกครองตัวมันเอง ยิ่งเจ้าไปออกกฎห้าม ประชาชนก็จะลดความดีงามลง ยิ่งเจ้าสะสมอาวุธไว้มาก ประชาชนก็จะยิ่งมีความมั่นคงปลอดภัยน้อยลง ยิ่งเจ้าโอ๋ประชาชนมาก พวกเขาก็จะพึ่งตัวเองได้น้อยลง ดังนั้นผู้รู้จึงว่า เมื่อข้าปล่อยปละละเลยกฎหมาย ประชาชนก็ซื่อสัตย์มากขึ้น เมื่อข้อปล่อยปละละเลยเศรษฐกิจ ประชาชนก็อยู่ดีกินดีมากขึ้น เมื่อข้าปล่อยปละละเลยศาสนา ประชาชนก็มีจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีมากขึ้น เมื่อข้าลดความอยากครอบครองสินค้าโภคภัณฑ์ลง สินค้าโภคภัณฑ์เหล่านั้นกลับมีมากมายดกดื่นราวกับหญ้าแพรก    

58.
ถ้าปกครองประเทศด้วยความใจกว้าง ประชาชนก็จะสุขสบายและซื่อสัตย์ ถ้าปกครองประเทศด้วยวิธีกดขี่ ประชาชนก็จะทุกข์ทนและคดโกง เมื่อเจตนาจะคงอำนาจโดดเด่น ความคิดอุดมคติจะมากขึ้น แต่ผลลัพท์ที่แท้จริงจะน้อยลง ยิ่งเจ้าพยายามทำให้ประชาชนเป็นสุข ยิ่งเป็นการวางพื้นฐานให้ประชาชนเป็นทุกข์ ยิ่งเจ้าพยายามทำให้ประชาชนมีศีลธรรม นั่นเจ้ากำลังวางพื้นฐานให้เกิดในสิ่งตรงกันข้าม ดังนั้นผู้รู้จึงนิยมรับใช้ด้วยการทำตัวให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยไม่บังคับใช้เจตนาของเธอ เธอชี้ทาง แต่ไม่ทิ่มแทง เที่ยงตรงแต่นุ่มนวล ผุดผาดแต่สบายตา

59.
การจะปกครองประเทศให้ดี ไม่มีวิธีไหนดีกว่าผ่อนผัน เครื่องหมายชี้ความเป็นคนผ่อนผันคือการมีอิสระภาพจากความคิดของเขาเอง การโอนอ่อนผ่อนปรนเหมือนท้องฟ้า ทิ่มแทงทะลุดุดแสงตะวัน มั่นดุจขุนเขา อ่อนนุ่มดุจอ้อลู่ลม เขาไม่มีจุดหมายปลายทางอยู่ในใจ และใช้ประโยชน์จากอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในทางชีวิตของเขา ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเขา เพราะเขาปล่อยวาง เขาสามารถดูแลสุขทุกข์ประชาชนได้ราวกับแม่ดูแลลูก

60.
การปกครองประเทศใหญ่เหมือนทอดปลาเล็ก แหย่มากปลาก็เละ เอาประเทศวางไว้ที่กลางเต๋า ความชั่วร้ายก็จะหมดพลังก่อกวน ไม่ใช่เป็นเพราะว่ามันไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่เป็นเพราะเจ้าสามารถหลบหลีกทางให้มัน เมื่อความชั่วร้ายไร้สิ่งต่อต้าน มันก็จะหายตัวไปเอง

61.
เมื่อประเทศมีกำลังมาก มันกลายเป็นเหมือนทะเลที่ลำธารทุกสายไหลมาลงที่นั่น ยิ่งประเทศมีกำลังมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องถ่อมตัวมากเท่านั้น ถ่อมตัวหมายถึงเชื่อมั่นในเต๋า ดังนั้นจึงหมดความจำเป็นที่จะต้องปกป้อง ประเทศที่ยิ่งใหญ่เหมือนคนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเขาทำผิด เขาตระหนักรู้ เมื่อตระหนักรู้เขายอมรับมัน เมื่อยอมรับมัน เขาแก้ไขมัน เขามองคนที่ชี้ความผิดพลาดของเขาว่าเป็นครูผู้ใจบุญ เขามองศัตรูว่าเป็นเหมือนเงาที่หล่อหลอมเขาออกมา ถ้าประเทศมีศูนย์กลางอยู่ที่เต๋า มันจะหล่อเลี้ยงประชาชนของมันเองโดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงประเทศอื่น มันจะเป็นแสงสว่างให้แก่ประเทศทั้งหลายในโลก

62.
เต๋าเป็นแก่นกลางของจักรวาล เป็นสมบัติของคนดี เป็นที่ลี้ภัยของคนชั่ว เกียรติยศซื้อได้ด้วยคำพูดหรูๆ ความนับถือสร้างได้ด้วยการทำดี แต่เต๋าอยู่พ้นไปจากคุณค่าใดๆ และไม่มีใครได้รับ ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองใหม่ได้รับเลือก อย่าเสนอตัวไปช่วยเขาด้วยเงินทองหรือความรู้ของเจ้า แต่เสนอช่วยเขาด้วยการสอนเขาเรื่องเต๋าแทน ทำไมผู้รู้โบราณจึงให้ราคาเต๋าสูงส่งนัก เพราะว่าเมื่อได้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าแล้ว เมื่อเจ้าจะหาอะไรเป็นได้พบ เมื่อเจ้าทำผิดพลาดเจ้าจะได้รับการอภัย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนรักเต๋า

63.
ทำโดยไม่ต้องลงมือ ทำงานโดยไม่ต้องพยายามจดจ่อบังคับ คิดถึงสิ่งเล็กให้เหมือนสิ่งใหญ่ เล็กน้อยให้เหมือนมากมาย เผชิญความลำบากเสียตั้งแต่ตอนที่มันยังง่าย ทำงานใหญ่สำเร็จด้วยการทำสิ่งเล็กๆหลายๆชิ้นให้สำเร็จก่อน ผู้รู้ไม่เคยเอื้อมไปคว้าสิ่งใหญ่ เธอจึงสำเร็จเรื่องใหญ่ได้ เมื่อเธอประสบความยุ่งยาก เธอหยุดและยินยอมมอบตัวเองแก่มัน เธอไม่ได้ยึดติดความสุขสบายของตัวเอง ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ


64.
อะไรที่เป็นรากเหง้า จะดูแลง่าย อะไรที่เพิ่งเกิดขึ้นจะแก้ไขง่าย อะไรที่เปราะจะแตกง่าย อะไรที่เล็กจะกระจัดกระจายง่าย จงป้องกันความยุ่งยากเสียตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น จัดสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบก่อนที่จะมีสิ่งเหล่านั้น ต้นสนยักษ์เติบโตมาจากเมล็ดเล็กๆ การเดินทางพันลี้เริ่มต้นด้วยการก้าวเดิน ถ้ารีบร้อนลงมือ เจ้าจะล้มเหลว ถ้าพยายามหยิบฉวยอะไร เจ้าจะเสียมันไป ถ้าบีบรีดเค้นโครงการให้สำเร็จ เจ้าจะทำให้ของที่เกือบเสร็จอยู่แล้วเสียหาย ดังนั้นผู้รู้ลงมือทำโดยการปล่อยให้สิ่งต่างๆดำเนินไปตามเส้นทางของมันเอง ตัวเขาเองยังสงบนิ่งแม้ตอนจบก็ไม่ต่างจากตอนเริ่ม เขาไม่มีอะไร จึงไม่มีอะไรจะสูญเสีย สิ่งที่เขาอยากได้ คือความไม่อยาก สิ่งที่เขาได้เรียน คือการทิ้งความรู้เดิม เขาเพียงแค่เตือนผู้คนให้ระลึกว่าพวกเขาเป็นใคร เขาไม่ใส่ใจอะไรนอกจากเต๋า ดังนั้นเขาจึงได้ใส่ใจต่อทุกสรรพสิ่ง  

65.
ผู้รู้โบราณไม่พยายามให้ความรู้ผู้คน แต่สอนให้พวกเขาวางสิ่งที่รู้มา เมื่อผู้คนคิดว่าพวกเขารู้คำตอบ การชี้นำพวกเขาจะยากยิ่ง เมื่อพวกเขารู้ว่าพวกเขาไม่รู้ พวกเขาจะหาทางของพวกเขาเอง ถ้าเจ้าต้องการเรียนวิธีปกครอง ให้หลีกเลี่ยงการเป็นคนฉลาดหรือคนร่ำรวย วิธีง่ายที่สุดเป็นวิธีชัดที่สุด ถ้าเจ้าพึงพอใจอยู่กับชีวิตปกติธรรมดา เจ้าก็จะสามารถแสดงให้ประชาชนทั้งปวงเห็นหนทางกลับไปสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขาเอง

66.
ทุกลำธารไหลไปลงทะเลเพราะมันต่ำกว่า ความถ่อมตนทำให้ทะเลมีอำนาจ ถ้าเจ้าต้องการปกครองประชาชนเจ้าต้องวางตัวเองไว้ต่ำกว่าพวกเขา ถ้าเจ้าต้องการนำประชาชน เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะเดินตามพวกเขา ผู้รู้อยู่เหนือผู้คน แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกกดขี่ เธอไปล้ำหน้าผู้คน แต่ไม่มีใครรุ้สึกว่าถูกเธอชักจูง ทั้งโลกขอบคุณเธอ เพราะเธอไม่ได้แข่งขันกับใคร จึงไม่มีใครแข่งขันกับเธอได้

67.
บางคนว่าคำสอนของข้าช่างไร้สาระ บ้างว่ามันฟังดูสูงส่งแต่ปฏิบัติไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่ได้ย้อนกลับมองเข้าไปในตัวเองสิ่งที่ถูกว่าไร้สาระนี้เป็นสาระสมบูรณ์อย่างยิ่ง และสำหรับคนที่เอามันไปปฏิบัติจริง สิ่งที่ว่าดูสูงส่งนี้มีรากลึกอย่างยิ่ง ข้ามีสามเรื่องเท่านั้นที่จะสอน คือความง่าย ความอดทน และความเมตตา ทั้งสามอย่างนี้เป็นมหาสมบัติของเจ้า เพียงแค่รู้ว่าจะคิดจะทำอย่างไร เจ้าก็จะได้หวนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของชีวิตเจ้าแล้ว อดทนต่อทั้งมิตรและศัตรู เจ้าก็กลมกลืนกับวิถีที่สิ่งต่างๆดำรงอยู่แล้ว เมตตาต่อตัวเอง เจ้าก็ได้ปรองดองกับทุกชีวิตในโลกนี้แล้ว

68.
นักกีฬาที่ดีอยากให้คู่แข่งของเขาทำได้ดีที่สุด นายพลที่ดีเข้าถึงความคิดของศัตรู นักธุรกิจที่ดีขายสิ่งที่ดีให้ผู้คน ผู้นำที่ดี เดินตามเจตนาของประชาชน ทั้งหมดนี้คือคุณค่าของการไม่แข่งขันเปรียบเทียบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบการแข่งขัน แต่เขาทำมันอย่างมีน้ำใจ แบบนี้พวกเขาเป็นเหมือนเด็กน้อยและกลมกลืนกับเต๋า

69.
พวกนายพลพูดกันว่า “แทนที่จะรีบลงมือก่อน สู่เฝ้ารอดูดีกว่า” แทนที่จะรุกไปข้างหน้าหนึ่งนิ้วถอยมาหนึ่งก้าวดีกว่า นี่เรียกว่าไปข้างหน้าโดยไม่รุก ดันไปข้างหลังโดยไม่ใช้อาวุธ ไม่มีอะไรจะโชคร้ายไปยิ่งกว่าการประเมินศัตรูของเจ้าต่ำไป ประเมินศัตรูของเจ้าต่ำไปหมายความว่าเจ้าคิดว่าเขาเป็นปีศาจร้าย ดังนั้นเจ้าจึงยอมทำลายสมบัติสามอย่างของเจ้าแล้วกลายเป็นศัตรูต่อตัวเจ้าเอง
เมื่อกองทัพมหึมาสองฝ่ายมาประจัญหน้ากัน ชัยชนะจะตกแก่ฝ่ายที่รู้วิธียอมแพ้

70.
คำสอนของข้าเข้าใจง่าย ปฏิบัติง่าย แต่ความเฉลียวฉลาดของเจ้าจะไม่ยอมหยิบฉวยไปใช้ และถ้าเจ้าพยายามจะลองใช้ เจ้าจะล้มเหลว คำสอนของข้าเก่าแก่กว่าโลก เจ้าจะหยิบฉวยความหมายของมันได้อย่างไร ถ้าเจ้าอยากจะรู้จักข้า เจ้าต้องมองเข้ไปในใจของเจ้าเอง

71.
รู้ว่าตนเองไม่รู้ คือความรู้ที่แท้จริง เดาเอาว่าตัวเองรู้นั่นคือโรคร้าย ก่อนอื่นต้องตระหนักก่อนว่าตัวเจ้าป่วย จากนั้นเจ้าจึงจะไปสู่การมีสุขภาพดีได้ ผู้รู้เป็นหมอให้ตัวเธอเอง เธอรักษาตัวเองจากความหลงผิดว่ารู้ ดังนั้นเธอจึงเป็นทั้งหมดอย่างแท้จริง

72.
เมื่อผู้คนหมดสิ้นสำนึกของความหวาดกลัว พวกเขาหันไปหาศาสนา เมื่อพวกเขาไม่เชื่อถือแม้กระทั่งตัวเอง พวกเขาหันไปพึ่งอำนาจบ้านเมือง ดังนั้นผู้รู้จึงถอยหลัง เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสน เขาสอนโดยไม่สั่งสอน เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ไม่มีอะไรให้ต้องเรียน

73.
เต๋าทำได้ง่ายเสมอ เอาชนะได้โดยไม่ต้องแข่งขัน ตอบคำถามได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ มาถึงได้โดยไม่ต้องสวดอ้อนวอน สำเร็จกิจได้โดยไม่ต้องวางแผน ร่างแหของเต๋าครอบคลุมจักรวาลทั้งมวล และแม้ร่างแห่นี้จะมีตาห่าง มันไม่ปล่อยให้อะไรเล็ดรอดออกไปได้เลย

74.
ถ้าเจ้าตระหนักว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าจะต้องพยายามทำเพื่อยั้งมันไว้ ถ้าเจ้าไม่กลัวตาย ก็ไม่มีอะไรที่เจ้าจะบรรลุไม่ได้ ลองพยายามควบคุมอนาคตดูหน่อยสิ มันเหมือนกับลองทำงานแทนช่างไม้ชั้นครู เมื่อเจ้าพยายามใช้เครื่องมือของช่างไม้ระดับครู มีโอกาสมากเหลือเกินที่เจ้าจะตัดนิ้วมือของเจ้าเอง

75.
เมื่อเก็บภาษีแพง ผู้คนก็อดอยาก เมื่อรัฐบาลพยายามก้าวก่ายมาก ประชาชนก็หมดความอดทน จงลงมือทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไว้ใจพวกเขา และปล่อยพวกเขาไว้ตามลำพัง

76.
ตอนเกิดคนเกิดมาแบบนุ่มและอ่อนนิ่ม ตอนตายตายแบบแข็งทื่อ จานชามเกิดมาแบบโค้งเว้าอ่อนโยนแวววาว ตอนตายตายแบบเปราะหักและแห้งกรัง ดังนั้นใครที่แข็งกระด้างไม่โอนอ่อนเป็นสาวกของความตาย ใครก็ตามที่อ่อนโอนและยินยอม เป็นสาวกของความมีชีวิต อะไรที่แข็งกระด้างจะแตกเป็นเสี่ยง อะไรที่อ่อนและนุ่มจะอยู่ได้

77.
ยามกระทำการในโลก เต๋าเหมือนการน้าวธนู ปลายบนโน้มลง ปลายล่างโน้มขึ้น มันปรับส่วนเกิดส่วนขาดเพื่อให้ได้ดุลที่สมบูรณ์ โยกเอาส่วนที่เกิน ไปให้ส่วนที่ขาด ผู้ปกครองที่พยายามควบคุม ใช้กำลังปกป้องอำนาจของตัวเอง ทำในสิ่งตรงกันข้ามกับเต๋า ไปเอามาจากคนที่มีน้อย ไปโปะให้คนที่มีมากเกินพออยู่แล้ว ผู้รู้มีแต่ให้ เพราะความสุขสมบูรณ์ของเธอไม่มีวันหมด เธอลงมือทำโดยไม่คาดหวังผล สำเร็จโดยไม่เอาหน้า และไม่คิดว่าเธอดีกว่าคนอื่นตรงไหน

78.
ไม่มีอะไรในโลกนี้จะอ่อนนุ่มและผ่อนผันไปมากกว่าน้ำ แต่ในการจะละลายของที่แข็งและไม่โอนอ่อน น้ำก็ทำได้ดีที่สุดเช่นกัน อ่อนชนะแข็ง โอนอ่อนชนะแข็งขืน ทุกคนรู้ว่านี่เป็นความจริง แต่มีไม่กี่คนที่เอาไปปฏิบัติได้ ดังนั้นผู้รู้จึงสงบนิ่งในท่ามกลางความโศกเศร้า ผีร้ายจึงไม่อาจเจาะใจเขาได้ เพราะไม่ช่วยปลอบประโลมผู้คน เขาจึงเป็นสิ่งปลอบใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผู้คน คำพูดเหล่านี้ดูขัดแย้งกันอยู่ในทีแต่ก็เป็นความจริง

79.
ความล้มเหลวเป็นโอกาส ถ้าเจ้าตำหนิคนอื่น ก็ตำหนิได้ไม่สิ้นสุด ผู้รู้จึงทำหน้าที่ตัวเองให้สมบูรณ์ แก้ไขความผิดพลาดของตัวเอง เธอทำสิ่งที่ต้องทำ แต่ไม่เรียกร้องเอาอะไรจากคนอื่น

80.
ปกครองประเทศดี ประชาชนก็มีความสุข พวกเขาจะเพลิดเพลินการใช้แรงงานฝีมือ และไม่เสียเวลากับการคิดประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง พวกเขาจะรักถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่สนใจจะเดินทางไปไหน แม้จะมีเกวียนและเรืออยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ใช้ จะมีอาวุธกระสุนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยถูดใช้ ผู้คนเพลิดเพลินอาหารของพวกเขา สุขใจกับการอยู่กับครอบครัว ใช้วันหยุดทำงานในสวน ปลื้มกับการงานของเพื่อนบ้าน แม้ต่างประเทศจะอยู่ใกล้กันขนาดได้ยินเสียงไก่ขันและหมาเห่า แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะอยู่กับบ้านตัวเองจนแก่ตายโดยไม่ปรารถนาจะเดินทางไปดู

81.
คำพูดจริงไม่ไพเราะสวยหรู คำพูดที่ไพเราะสวยหรูไม่ใช่คำจริง ผู้มีปัญญาไม่ต้องพิสูจน์สิ่งที่เขาพูด แต่ผู้ที่ต้องพิสูจน์สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ผู้มีปัญญา ผู้รู้ไม่ครอบครองเป็นเจ้าของอะไร ยิ่งทำอะไรให้คนอื่นได้มากเขายิ่งมีความสุข ยิ่งให้แก่คนอื่นมาก เขายิ่งร่ำรวย เต๋าฟูมฟักโดยไม่บีบบังคับ ไม่เรียกร้อง เพียงแต่ผู้รู้ทำตัวเป็นตัวอย่าง

........................................

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Mitchell, Stephen (1988). Tao Te Ching: A New English Version. New York: HarperCollins. ISBN 9780061142666.