03 พฤศจิกายน 2559

MBT3 ชั้นเรียนฝึกสติรักษาโรครุ่นที่ 3

     เช้าวันนี้ผมไม่ต้องไปทำงาน เพราะปลดชราแล้วจึงทำงานบ้าง ไม่ทำบ้าง ตื่นขึ้นมาที่บ้านกรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะเตรียมสอนฝึกสติรักษาโรคในวันพรุ่งนี้ แต่เหลือบไปเห็นหญ้าในสนามหน้าบ้านสูงสะดุดตา คือสูงครึ่งหน้าแข้งเชียว ที่เป็นเช่นนี้ทั้งๆที่มีผู้รับเหมาดูแลสนามหญ้าเป็นประจำก็เพราะว่าหน้านี้เป็นหน้าฝน ผู้รับเหมาตัดหญ้าจะหลบหน้า เพราะลูกค้าแยะ ตามแล้วตามอีกก็ยังไม่ว่าง เป็นเช่นนี้ทุกปี ต่างจากหน้าแล้งที่เขาจะโผล่มาทุกสองสัปดาห์ทั้งๆที่หญ้าก็ไม่มีจะให้ตัด แต่ผมเข้าใจและไม่บ่น จะบ่นได้ไงละครับ ภรรยาผมตั้งเพดานค่่าจ้างตัดไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 1,500 บาท ผมเข้าใจว่าหน้าฝนเป็นหน้าทำมาหากิน ผู้รับจ้างเขาก็ต้องไปใส่ใจตัตให้ผู้ว่าจ้างที่จ่ายแพงกว่า ส่วนครั้งละ 1,500 นั้นเอาไว้ตัดหน้าแล้งละกัน หิ..หิ

      ผมไปเปิดเอาเครื่องตัตหญ้าแบบสะพายแกว่งออกมาจากห้องเก็บของเพื่อตัดหญ้าเอง มันจะได้ไม่ยาวมากเกินไประหว่างทีคนรับจ้างไม่มา แต่พอดึงสายสตาร์ทเครื่องตัดหญ้าไปได้สักยี่สิบครั้ง ก็สรุปได้ว่ามันสตาร์ทไม่ติด ผมนึกถึงหนังโฆษณาในโทรทัศน์นานมาแล้ว ที่มีคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปเครื่องดับหน้าวัดแม่นาคพระโขนงตอนกลางดึก สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด จนแม่นาคต้องออกมาชี้แนะด้วยเสียงโหยหวลว่า

     "...สงสัย..ย หัวเทียนบอด..ด..ด.."

     ผมจึงไปเอาหัวเทียนสำรองซึ่งมีค้างอยู่ในห้องเก็บของมาเปลี่ยน แล้วสตาร์ทใหม่ มันก็ไม่ติดอีก จึงตัดสินใจเอาไขควงมาไขเข้าไปดูในคาร์บูเรเตอร์ของเครื่อง เพราะคนเขาพูดกันเสมอว่าเครื่องยนต์สองจังหวะแบบนี้ ถ้าไม่หัวเทียบบอร์ดก็ลูกลอยในคาร์บูค้างหรือนมหนูในคาร์บูตัน ผมไขเข้าไปโดยที่ไม่เคยซ่อมคาร์บูมาก่อนเลยในชีวิต เหอะน่า ถือว่าเป็นการฝึกสมองคนแก่ อย่างมากก็แค่ซ่อมไม่ได้

     ค่อยๆบรรจงไขเข้าไปทีละชั้น แกะฝาครอบออก เอาลูกลอยออกมาดูก็ไม่เห็นจะติดขัดหรือสกปรกตรงไหน เห็นมีรูเล็กๆที่เป็นทางน้ำมันไหลออกมา ผมเข้าใจว่าตรงนี้ละมังที่เรียกกันว่านมหนู จึงแคะเอาลิ่มที่ปิดเปิดรูออกมาล้าง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแก๊ง ชิ้นส่วนของคาร์บูหล่นออกมา แต่หาได้ไม่ครบ หายไปชิ้นหนึ่ง ที่รู้ว่าหายเพราะมันเป็นสลักที่ชิ้นอื่นต้องอาศัยเกาะจึงจะห้อยอยู่ได้ หาอยู่นานจึงพบว่ามันหล่นเข้าไปในฝาครอบเครื่อง กว่าจะงมหาของเจอ เอาชิ้นส่วนกลับเข้าที่ได้อีกก็นานโข แล้วสตาร์ทใหม่.. ไม่ติด

     คราวนี้เป็นไม้สุดท้ายแล้ว ผมยกเครื่องตัดหญ้าใส่ท้ายรถขับไปปากเกร็ด เพราะเครื่องแบบนี้ในเมืองไม่มีใครซ่อมได้หรอก ต้องไปบ้านนอก ผมขับหาร้านซ่อมแถวห้าแยกปากเกร็ดไม่เห็นมี จึงขับเข้าไปในซอยวัดกู้ เห็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ร้านหนึ่งกำลังเปิดดำเนินการอยู่ จึงจอดตะโกนถาม

     "น้อง..ซ่อมเครื่องตัตหญ้าได้ไหม" ช่างซึ่งมีอายุราวสี่สิบตอบว่า

     "ผมไม่เคยนะพี่ แต่พี่เอามาดูก็ได้" 

     เขาลงมือไปทีละลำดับอย่างเชี่ยวชาญ ไขหัวเทียนออกมาตรวจ ชักเชือกสตาร์ทดูไฟที่หัวเทียน เห็นว่าไฟมาเป็นปกติแล้วก็ใส่หัวเทียนกลับเข้าไปใหม่ ชักเชือกสตาร์ทอีกราวสิบหน ไม่ติด เขาเปิดหัวเทียนออกมาเหล่ดู สลับกับดม..แล้วเหล่ ดม..แล้วเหล่

     "มันแห้ง" ผมบอก เขาพยักหน้าและว่าน้ำมันไม่มาที่หัวเทียน แล้วเขาก็เปิดหูกระต่ายที่ก้นคาร์บูดูว่ามีน้ำมันไหลออกมาไหม เมื่อเห็นน้ำมันไหล คราวนี้เขาตัดสินใจเปิดคาร์บู ผมแอบดูเห็นว่าชิ้นส่วนที่ผมใส่กลับเข้าไปยังอยู่ครบ เขาตรวจดูรูที่น้ำมันไหลลงคาร์บูแล้วก็บอกว่าน้ำมันก็ไหลลงลูกลอยดี ผมถามว่า

     "แสดงว่านมหนูไม่ตันหรือ" เขาบอกว่า

     "เปล่า ลูกลอยก็ลูกลอย 
     นมหนูก็นมหนู ไม่เกี่ยวกัน"

     ว่าแล้วเขาก็เอาไขควงไขเอาสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าตรงนี้ต่างหากที่ชาวบ้านเรียกกันนมหนูออกมาดู เขาเหล่ดู แล้วเอาเครื่องเป่า แล้วเอาลวดแยง แล้วเหล่ แล้วใส่เข้าไป

     ระหว่างทำการซ่อม มีมอไซค์รับจ้างในซอยและชาวบ้านแวะมารับบริการเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นการคอนซัลท์ (ปรึกษา) ซึ่งเขาก็บอกวิธีแก้ปัญหาไป หรือทำให้ดูเดี๋ยวนั้น โดยไม่เก็บเงิน

     แล้วเขาก็สตาร์ทเครื่องตัดหญ้าของผมใหม่ คราวนี้สตาร์ทติด เขาค่อยๆเอาไขควงปรับรอบเครื่องอยู่พักใหญ่ รวมเวลาที่เขาซ่อมก็นานเป็นชั่วโมง

     "ค่าซ่อมเท่าไหร่น้อง" เขาบอกว่า

     "แปดสิบบาท" ผมรู้สึกว่ามันถูกเกินไป จึงยื่นเงินให้และบอกว่า

     "พี่ให้สามร้อยก็แล้วกัน" เขาผงะ แต่ยิ้ม แล้วส่ายหัว

     "ผมรับไว้ร้อยหนึ่งละกัน" ว่าแล้วยื่นสองร้อยกลับมาให้ผม ผมยื่นกลับไปให้เขาใหม่และว่า

     "ค่าซ่อมหนึ่งร้อย ค่าสอนพี่ให้รู้จักนมหนูอีกสองร้อย" เขายิ้มปากกว้างและรับเงินไว้ด้วยท่าทางแบบยังรู้สึกผิดอยู่นิดๆ

     กลับมาถึงบ้าน ทั้งหมดนี้ผ่่านไปจนเกือบเที่ยงวันแล้ว แต่ผมเครื่องกำลังร้อน จึงลงมือตัดหญ้ากลางแดดเปรี้ยงจนเสร็จ เผอิญภรรยาแอบถ่ายรูปไว้ จึงเอารูปมาลงให้ดูเป็นหลักฐาน

     ตัดหญ้าเสร็จสบายใจแล้วก็มานั่งเตรียมการสอนวันพรุ่งนี้ คือคอร์สฝึกสติรักษาโรค (Mindfulness based treatment - MBT2) เอาประสบการณ์จากการสอนชั้นเรียนแรก (MBT1) มาแก้ไข พบว่าต้องแก่ไขแยะมาก สาระหลักก็คือจะลดการพูดกันถึงทฤษฎีให้น้อยลง ลงมือทำให้มากขึ้้น และเอาการจดบันทึกประสบการณ์แบบฝรั่งมาใช้บ้างแต่ไม่มากเกินไป หน้าตาหลักสูตรของคอร์สใหม่เป็นอะไรที่อาจจะมีประโยชน์กับผู้ไม่มีโอกาสได้มาเรียน ผมจึงเอามาลงให้ดูด้วย

........................................................................

แค้มป์ฝึกสติรักษาโรครุ่นที่2 (MBT2 day camp)
Wellness We care Center มวกเหล็ก – เขาใหญ่
4 พย. 59

     วัตถุประสงค์คือให้มีความรู้และทักษะการพัฒนาสติตนเองตามแนวทาง MBSR ของ U. of Mass. ที่ประยุกต์ให้เหมาะกับคนไทยโดยใช้ชื่อ MBT แทน โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะพอที่จะเอาไปฝึกปฏิบัติต่อในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วยตนเอง จนใช้ป้องกัน บรรเทา และรักษาโรคเรื้อรังของตนได้

ตารางเรียน

9.00 – 9.30 Opening session. บรรยายนำเรื่องการแยกส่วน ความคิด ร่างกาย และจิตสำนึกรับรู้
9.30 – 10.00 Workshop1. Aware of a thought ฝึกรับรู้ความคิดด้วยวิธีเฝ่าดูจากภายนอก
10.00 – 10.30 Workshop2. Recall ฝึกย้อนดูความคิด (สติ) และการสลายตัวของความคิด
10.30- 10.45 Workshop3. Conscious without thought ฝึกอยู่กับจิตสำนึกรับรู้ที่ปลอดความคิด
10.45-11.00 Workshop4. Breathing meditation ฝึกประสานสติกับลมหายใจ

11.00-11.15 Morning break พักรับประทานน้ำชา

11.00 – 11.15 Workshop5. Hands movement ฝึกประสานสติกับการเคลื่อนไหว
11.15 – 11.30 Workshop6 Just walk ฝึกสามประสาน สติ-ลมหายใจ-การเคลื่อนไหว
11.30 – 12.00 Workshop7. Muscle relaxation ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
12.00 – 12.15 Workshop8. Relax movement ฝึกสี่ประสาน (สติ-การหายใจ-การเคลื่อนไหว-การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ)
12.15 – 12.30 Workshop9. Chi ฝึกรับรู้พลังงานภายในร่างกาย

12.30-13.30 Lunch break พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 13.45 Workshop10. Chi movement ฝึกห้าประสาน สติ-การหายใจ-การเคลื่อนไหว-การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ-พลังงานภายในร่างกาย
13.45 – 14.05 Workshop11. Full Tai Chi ฝึกรับรู้พลังงานภายในด้วยวิธี ไทชิชี่กง
14.05 – 14.15 Workshop12. Here and now equanimity ฝึกรับรู้ปัจจุบันอย่างอุเบกขา
14.15 – 14.30 Workshop13. Awareness expansion ฝึกขยายจิตรับรู้ (แผ่เมตตา)
14.30 – 14.45 Workshop14. Acceptance and thanks. ฝึกรับรู้ ยอมรับ และขอบคุณปัจจุบัน
14.45 – 15.15 Workshop15. Coping with pain ฝึกรับรู้ความเจ็บปวดอย่างอุเบกขา

15.15-15.30 Evening break พักรับประทานน้ำชา

15.30 – 16.00 Workshop15. Daily wrap-up สรุปสิ่งที่ฝึกเรียนมาตลอดวัน
16.00 ปิดคอร์ส

สำหรับผู้สนใจสมัครเรียน

     สำหรับท่านที่สนใจจะมาเรียน คอร์ส MBT2 ซึ่งจะสอนวันพรุ่งนี้นั้นเต็มหมดแล้ว รับเพิ่มไม่ได้แล้ว

     แต่ท่านสามารถไปเข้าเรียนคอร์สที่จะเปิดใหม่ MBT3 (18 กพ. 60 เวลา 9.00 - 16.00 น.) ใช้หลักสูตรเดียวกัน ขยายจำนวนรับเป็น 30 คน ท่านที่สนใจก็สมัครมาเรียนได้ รายละเอียดตามข้างล่างนี้

ค่าเรียน

คนละ 2,500 บาท (ราคานี้เป็นราคาปีใหม่ ขอโทษที่ต้องเปลี่ยนจากราคาปีเก่า 2,000 บาท) ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างสองเบรก ค่าวิทยากร ผู้ช่วยวิทยากร ค่าสถานที่ ค่าห้องแอร์ และอุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้ในศูนย์ แต่ไม่รวมค่าเดินทาง เพราะทุกคนต้องเดินทางไปเอง

ที่พักค้างคืน

     ไม่จำเป็นต้องพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ไปจากกทม.ใช้เวลา 2 ชม. แต่ถ้าจะพักที่เวลเนสวีแคร์ก็ได้โดยต้องยอมจ่ายค่าที่พักแพง (3,000 บาทต่อห้องสองเตียงต่อคืนรวมอาหารเช้าสำหรับสองคน กรณีไม่ต้องการแชร์ห้องกับใคร ต้องการนอนทั้งห้องคนเดียวลดให้ 500 บาท คือต้องจ่าย 2,500 บาทต่อห้องรวมอาหารเช้าสำหรับหนึ่งคน) 

     กรณีจำเป็นต้องพักแต่ไม่อยากเสียเงินแพง แนะนำไปพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ทอื่นใกล้ๆ เช่นที่ "ชิดลมรีสอร์ท" ห่างออกไปสองกม. ค่าห้องพักประมาณ 700 - 800 บาทต่อห้องต่อสองคนต่อคืน 

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี 

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

4. เงินค่าลงทะเบียนรับแล้วไม่มีคืน ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่คืน เพราะเอาไปจ่ายค่าจ้างคนค่าสถานที่ค่าอาหารไปแล้ว

   การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรมาก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด เพราะถ้ามากกว่านั้นกลัวจะเป็นสติแตกไม่ใช่สติรักษาโรค 

สถานที่ 

เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์  อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่

(สถานที่หายากนิดหน่อย ให้สังเกตป้ายบอกทาง Wellness We care มันอยู่ในหมู่บ้านร้างพงรก ท่านต้องคลำทางไปเอาเอง ตามแผนที่ข้างล่าง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์