วิทยาศาสตร์ บนพื้นฐานการประนีประนอมผลประโยชน์

     ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่แปลก คือเชื่อในวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสัจจธรรม แต่ในชีวิตจริงไม่ได้อยู่ด้วยสัจจะธรรมดอกนะ กลับอยู่ด้วยการประนีประนอมผลประโยชน์ เขามีวิธีสร้างความลงตัวระหว่างสัจจะธรรมกับผลประโยชน์ด้วยกิจกรรมที่เรียกว่าล็อบบี้ (lobby) แปลว่าการเจรจาต้าอวยแบบหมูไปไก่มา ซึ่งส่วนใหญ่ไปมากันใต้โต๊ะ มีคนหรือบริษัทที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะเรียกว่าล็อบบี้ยิสต์ (lobbyist) ยกตัวอย่างเช่นบริษัทยาจะเข็นเอายาตัวหนึ่งออกมาขายแต่ติดที่หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการขายไม่พอ ก็ต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์ไปต้าอวย เป็นต้น ไม่ใช่แต่บริษัทยานะที่ทำแบบนี้ หมอก็ทำ เช่นสมาคมแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักอยากจะให้กิจกรรมส่องตรวจลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้เป็นการตรวจที่เบิกได้ ก็ต้องเรียกเอาเงินลงขันจากสมาชิกไปจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อเปลี่ยนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆว่าใครจะทำมาหากินอะไรก็ต้องจ้างล็อบบี้ยิสต์ แม้แต่ชาวไร่ชาวนาเช่นสมาคมผู้เลี้ยงไก่เลี้ยงวัวก็ไม่เว้น ประเทศของเขาอยู่กันมาอย่างนั้น

     การจะมีชีวิตอยู่ในโลกแบบนี้เราจึงจำเป็นต้องรู้เท่าทัน เพราะบางทีองค์กรของรัฐบอกประชาชนว่ากำลังพูดความจริง แต่พูดออกมาเพียงครึ่งเดียวของความจริงที่เขารู้ เพื่อให้คนเข้าใจความจริงทั้งหมดผิดไป ยกตัวอย่างเช่นองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) บอกว่ารายงานวิจัยการใช้ยาต้านซึมเศร้าได้ผลสรุปว่ากินยาต้านซึมเศร้าได้ผลดีกว่ากินยาหลอก แต่ไม่พูดว่างานวิจัยอีกจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอๆกันได้ผลว่ายาต้านซึมเศร้าได้ผลไม่ต่างจากยาหลอกแต่บริษัทยาที่จ้างทำวิจัยไม่ยอมตีพิมพ์ผลวิจัยกลุ่มหลังนี้ เมื่อยำรวมข้อมูลทั้งหมดรวมกันแล้วพบว่ายาต้านซึมเศร้าได้ผลเฉพาะคนที่ซึมเศร้าระดับหนักซึ่งมีเพียง 10% ของคนซึมเศร้าทั้งหมดเท่านั้น เห็นไหมครับ ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน ได้ฟังความจริงเพียงครึ่งเดียวก็จะเข้าใจเรื่องผิดไปถึง 90%

   สหรัฐมีกฎหมายติดตามโภชนาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องปี คศ. 1990 ซึ่งบังคับว่าทุก 5 ปี กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ (HHS) และกระทรวงเกษตร (USDA) ต้องร่วมกันตีพิมพ์รายงานข้อมูลโภชนาการและคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปซึ่งรู้กันทั่วไปในชื่อ USDA Guideline โดยมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง (Public Law 101-445, 7 USC 5314 et seq) บังคับว่าคำแนะนำนี้ต้องมีพื้นฐานอยู่บนหลักฐานวิทยาศาสตร์และความรู้ทางการแพทย์ ณ ขณะนั้น ทำให้การทำคำแนะนำนี้ต้องมีสองขั้นตอน คือขั้นตอนที่หนึ่งให้อนุกรรมการวิทยาศาสตร์ (Scientific advisory committee) เสนอกลั่นกรองหลักฐานแล้วคำแนะนำขึ้นมาก่อน ขั้นตอนที่สองกรรมการชุดใหญ่ออกคำแนะนำตัวจริง โดยที่ในแต่ละขั้นตอนเหล่านี้ย่อมจะต้องมีการล็อบบี้กันขาขวิดเป็นธรรมดา

     งวดนี้แปลกตรงที่ยังไม่ทันที่คณะกรรมการชุดใหญ่จะออกคำแนะนำ อนุกรรมการวิทยาศาสตร์ก็แพลมคำแนะนำที่ได้เสนอต่อกรรมการชุดใหญ่ออกมาทางสื่อมวลชนแบบตีปลาหน้าไซ นั่นเป็นลางบอกว่าต้องมีการยำคำแนะนำกันเสียจนเละตุ้มเป๊ะแน่ ท่านลองอ่านเปรียบเทียบดูนะ ผมจะแปลบทสรุปสำหรับผู้บริหาร (executive summary) ของทั้งคณะอนุกรรมการวิทยาศาสตร์และทั้งคณะกรรมการ USDA Guideline 2015 ชุดใหญ่ให้ท่านอ่าน

     บทสรุปสำหรับผู้บริหาร (executive summary) ของคณะอนุกรรมการวิทยาศาสตร์

     "...คณะกรรมการที่ปรึกษาการออกคำแนะนำ (Scientific advisory committee) ทำงานภายใต้ข้อมูลชี้นำสองประการ คือ 
(1) ประมาณครึ่งหนึ่งของคนผู้ใหญ่อเมริกัน (117 ล้านคน) ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งป้องกันได้คนละหนึ่งหรือหลายโรค และประมาณสองในสามของคนผู้ใหญ่อเมริกันมีน้ำหนักมากเกินหรือไม่ก็เป็นโรคอ้วน โดยที่มีต้นเหตุหลักสามอย่างคือ (1.1) กินอาหารไม่ถูกชนิด (1.2)บริโภคแคลอรี่มากเกินไป และ (1.3) ไม่ได้ออกกำลังกาย
      (2) พฤติกรรมการกินการออกกำลังกายและพฤติกรรมสุขภาพอื่นๆของผู้คนนั้น มันถูกครอบอย่างแรงด้วยบริบทส่วนตัว ผู้คนรอบข้าง องค์กร สิ่งแวดล้อม และระบบต่างๆของสังคม 

     คณะทำงานพบว่าสารอาหารที่มีการบริโภคต่ำกว่าที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ  (IOM) กำหนดได้แก่ วิตามินเอ. วิตามินดี. วิตามินอี. วิตามินซี. โฟเลท แคลเซียม แมกนีเซียม กาก และโปตัสเซียม (ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในผักผลไม้) สำหรับหญิงวัยรุ่นและหญิงก่อนหมอประจำเดือนต้องนับเหล็กว่าเป็นสารอาหารที่ขาดด้วย ขณะเดียวกันก็พบว่าสารอาหารที่มีการบริโภคมากเกินไปคือแคลอรี่ โซเดียม (เกลือ) และไขมันอิ่มตัว (ในปี 2015 ไขมันทรานส์ได้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายและห้ามไปเรียบร้อยแล้ว) 

     มองในมุมของหมู่อาหาร หมู่ที่มีการบริโภคกันน้อยเกินไปคือผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และนมไร้ไขมัน ขณะที่หมู่ที่บริโภคกันมากเกินไปคือธัญพืชที่ขัดสีและน้ำตาลเพิ่มในเครื่องดื่ม 

     อาหารยอดนิยมเช่นเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ขนม เครื่องดื่ม สามารถปรับปรุงโดยเพิ่มสัดส่วนของผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารอื่นที่ขาดเข้าไป ขณะเดียวกันก็สามารถลดเกลือและแคลอรี่ลงได้

     ประชาชนซื้ออาหารจากแหล่งที่หลากหลายเช่นซูเปอร์มาเก็ต ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน และที่ทำงาน  แต่คณะทำงานพบว่าไม่ว่าจะซื้ออาหารจากแหล่งไหน ความครบถ้วนและพอดีของสารอาหารก็ยังไม่ได้ตามมาตรฐานอยู่ดีคือได้ผัก ผลไม้ นมไร้ไขมัน และธัญพืชไม่ขัดสี น้อยเกินไป ขณะเดียวกันก็ได้ เกลือ ไขมันทรานส์ น้ำตาล และธัญพืชขัดสี มากเกินไป 

     คณะทำงานพบว่าอาหารแบบเมดิเตอเรเนียนและอาหารแบบมังสะวิรัติมีแบบแผนอาหารที่ดีและให้สารอาหารที่ขาดครบถ้วนและป้องกันไม่ให้ได้สารอาหารมีมากเกินแล้วเพิ่มขึ้น

     ถ้ามองจากตัวชี้วัดผลลัพธ์ต่อสุขภาพพบว่าผักและผลไม้ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพในทุกตัวชี้วัด ขณะที่ธัญพืชไม่ขัดสี นมไร้ไขมัน อาหารทะเล ถั่ว นัท และแอลกอฮอล์ ก่อผลดีต่อสุขภาพในตัวชี้วัดบางตัวแต่ไม่ทุกตัวชี้วัด

     อนึ่ง มีหลักฐานชัดปานกลางถึงชัดมากชี้ว่า
     - คนกินเนื้อที่ผ่านการปรับหรือถนอม ( processed meat เช่น ไส้กรอก เบคอน หมูแฮม แหนม) เป็นมะเร็งมากกว่าคนไม่กิน 
     - การกินน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มมีผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าไม่กิน

     คณะทำงานเสนอให้ออกคำแนะนำใหม่ว่า

     - อาหารที่แนะนำให้กินมากๆ คือ ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว นัท อาหารทะเล 

     - อาหารที่แนะนำให้กินแต่พอควรคือ นมไร้ไขมัน, กาแฟดำ (ไม่เกิน 3-5 แก้วหรือ 400 มก. ต่อวัน) และแอลกอฮอล์ (ไม่เกิน 1-2 ดริ๊งค์ต่อวัน เฉพาะผู้ใหญ่) ทั้งนี้ไม่แนะนำให้คนที่ไม่เคยดื่มหันมาดื่ม

     - อาหารที่แนะนำให้ลดเหลือน้อยที่สุดคือ Processed meat (ไส้กรอก เบคอน แฮม แหนม), Red meat (เนื้อแดงหรือ เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม), น้ำตาล, ธัญพืชที่ขัดสี

     - ในแง่ของพฤติกรรมการใช้ชีวิต แนะนำให้ปรับดังนี้ คือ ลดเวลาหน้าจอ (โทรทัศน์ โทรศัพท์), ลดการกินนอกบ้าน โดยเฉพาะ fast food, เพิ่มเวลากินอาหารพร้อมหน้าในครอบครัว, เฝ้าระวังสังเกตบันทึกการกินของตัวเอง (self monitoring), ทำฉลากอาหารให้เอื้อต่อการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ, ช่วยไม่ให้ผู้อพยพสูญเสียรูปแบบอาหารที่ดีอยู่แล้วในวัฒนธรรมเดิมของตนเมื่อมาอยู่ในวัฒนธรรมอเมริกา, มีบริการแนะนำโภชนาการเชิงป้องกันโรคอ้วน หัวใจหลอดเลือด เบาหวาน ความดัน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางสังคม

     - ประเด็น Food environment (ประเด็นหาของดีกินไม่ได้) คณะทำงานแนะนำว่าเพื่อจะให้ได้อาหารที่มีผักผลไม้ธัญพืชไม่ขัดสีถั่วนัทแยะๆ มีเนื้อสัตว์น้อยๆ คณะทำงานแนะนำรูปแบบอาหารที่ดี สามรูปแบบคือ อาหารสุขภาพแบบอเมริกัน, อาหารเมดิเตอเรเนียน, อาหารมังสะวิรัติ
     ทั้งนี้ทุกสูตรควรมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่่า 10% น้ำตาลน้อยกว่า 10% เกลือโซเดียมน้อยกว่า 2300 มก.
     อนึ่ง ควรเน้นที่การเพิ่มของดี ลดของไม่ดี แต่ไม่เน้นที่กำจัดอาหารเก่าใดๆแบบเกลี้ยงชนิดสิ้นซาก
    
    - ในส่วนของน้ำตาลเทียม (Aspartem) คณะทำงานพบว่ายังมีความปลอดภัย แต่มีความไม่แน่นอนเรื่องการก่อมะเร็งเม็ดเลือด ต้องรอผลวิจัยเพิ่ม จึงแนะนำให้ลดน้ำตาลลงโดยไม่ทดแทนด้วยน้ำตาลเทียม เช่นหันไปใช้น้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มใส่น้ำตาล
     
     - การเปลี่ยนรูปแบบอาหารและการออกกำลังกายไปสู่สุขภาพดี ต้องใช้ความกล้าหาญ ต้องเปลี่ยนกรอบความคิด (paradigm shift) และต้องผสานการปฏิบัติของระดับบุคคลเข้ากับระดับสังคมและสถาบันบริษัทห้างร้านชุมชนเข้าด้วยกัน ในส่วนของแพทย์จะต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการปรับวิถีชีวิต.."

     ฟังดูเข้าท่ามากใช่ไหมครับ พอมาถึงระดับกรรมการชุดใหญ่ ดูนะว่าคำแนะนำที่ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปแล้วจะเป็นอย่างไร

     บทสรุปสำหรับผู้บริหารของกรรมการชุดใหญ่ USDA Guidelines 2015-2020

     “...การออกคำแนะนำนี้เป็นไปตามกฎหมายติดตามโภชนาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คศ. 1990 ซึ่งระบุว่าทุก 5 ปี กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ (HHS) และกระทรวงเกษตร (USDA) ต้องร่วมกันตีพิมพ์รายงานข้อมูลโภชนาการและคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป โดยต้องมีพื้นฐานอยู่บนหลักฐานวิทยาศาสตร์และความรู้ทางการแพทย์ คำแนะนำฉบับนี้เป็นการปรับปรุงคำแนะนำเก่าฉบับปีค.ศ. 2010 โดยมีพื้นฐานอยู่บนรายงานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยคำนึงถึงความเห็นและข้อวิจารณ์ขององค์กรต่างๆของรัฐและประชาชนทั่วไปด้วย คำแนะนำนี้ออกแบบเพื่อให้นักวิชาชีพสามารถใช้เป็นแนวทางช่วยให้บุคคลที่อายุเกิน 2 ปีขึ้นไปและครอบครัวสามารถเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพกินได้ คำแนะนำนี้จะเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายของหน่วยงานต่างๆของรัฐและภาคประชาสังคม   

     ในคำแนะนำฉบับก่อนได้มุ่งไปที่อาหารที่แต่ละคนบริโภคโดยเน้นหมวดอาหารและสารอาหาร แต่ในความเป็นจริงประชาชนไม่ได้บริโภคอาหารโดยเลือกหมวดหรือสารอาหารเป็นตัวๆ แต่บริโภคอาหารตามรูปแบบอาหาร (diet form) และรูปแบบการกิน (eating pattern) ตามที่เจ้าตัวชอบ ซึ่งหลักฐานวิทยาศาสตร์มีมากพอจะยืนวันว่าทั้งสองอย่างนี้รวมกันมีผลสะสมต่อสุขภาพมาก คำแนะนำฉบับนี้จึงมุ่งไปที่รูปแบบอาหารและรูปแบบการกิน

     คำแนะนำนี้แนะนำรูปแบบการกินห้าแบบ โดยคำนึงถึงว่าแต่ละคนย่อมต้องเปลี่ยนการเลือกอาหารและเครื่องดื่มเพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพดี และคำนึงถึงว่าทุกภาคส่วนของสังคมล้วนมีบทบาทเกื้อหนุนให้บุคคลได้เลือกกินของดีต่อสุขภาพ คำแนะนำนี้คำนึงถึงด้วยว่าการกินเพื่อสุขภาพไม่ใช่ใบสั่งยาที่จะต้องทำตามอย่างเข้มงวด แต่เป็นกรอบกว้างๆให้แต่ละบุคคลใช้ปรับอาหารของตัวเองให้เข้ากับความชอบส่วนตัว วัฒนะธรรม ประเพณี และเงินในกระเป๋าของตัวเอง โดยได้ให้ตัวอย่างรูปแบบการกินไว้เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

     แนวทางโภชนาการที่แนะนำ

1. ควรมีรูปแบบการกินที่ดีต่อสุขภาพไปตลอดอายุขัยของตน อาหารและเครื่องดื่มแต่ละรายการที่เลือกกินล้วนสำคัญ ควรเลือกรูปแบบการกินที่ทำให้ได้รับแคลอรี่แต่พอให้ได้น้ำหนักตัวพอดี ได้รับสารอาหารพอเพียง และลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง

2. เนื่องจากมีความจำเป็นต้องจำกัดแคลอรี่ไม่ให้มากเกินไป จึงควรมุ่งเลือกอาหารที่มีสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยแคลอรี่สูงๆ 

3. ควรจำกัดแคลอรี่ที่ได้จากน้ำตาลเพิ่ม (added sugar) ในเครื่องดื่มหรืออาหาร และจากน้ำมันอิ่มตัว (saturated fat) และควรลดปริมาณเกลือที่กิน ควรลดอาหารที่มีสามอย่างนี้ (น้ำตาล น้ำมันอิ่มตัว เกลือ) มาก ลงให้เหลือเพียงแค่พอทำให้รูปแบบการกินพอดีต่อสุขภาพ

4. เปลี่ยนไปกินอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น เลือกอาหารและเครื่องดื่มที่มีสารอาหารต่อหน่วยแคลอรี่สูง โดยหาวิธีนำเอาวัฒนธรรมและความชอบของตัวเองมาทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้สำเร็จอย่างยั่งยืน

5. ทุกคนต้องช่วยกันสร้างรูปแบบการกินที่ดีแก่ส่วนรวม ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน และระดับชาติ

คำแนะนำสำคัญ (key recommendations) คือให้กินอาหารในรูปแบบที่ทำให้สุขภาพดี ซึ่งรวมถึง

กินผักที่หลากหลายทุกกลุ่มทุกตระกูล ไม่ว่าจะเป็นผักสีเขียว สีแดง สีส้ม ถั่วต่างๆ แป้งไม่ขัดสี และหัวใต้ดิน เป็นต้น 

กินผลไม้แบบกินทั้งลูก(รวมผิวเปลือกและเมล็ด)ได้ยิ่งดี 

ธัญพืช เน้นที่ไม่ขัดสี โดยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องเป็นธัญพืชไม่ขัดสี 

นมไร้ไขมัน รวมทั้งโยเกิร์ตไร้ไขมัน ชีสที่ทำจากนมไร้ไขมัน และ/หรือเครื่องดื่มจากถั่วเหลืองเสริมวิตามินบี.12 (fortified soy beverages)

กินอาหารโปรตีนที่หลากหลายรวมถึงอาหารทะเล เนื้อไม่ติดมัน ไก่ ไข่ถั่ว นัท เมล็ด (seeds) และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง

น้ำมัน

     อาหารในรูปแบบที่ทำให้สุขภาพดีนี้ควรจำกัดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ น้ำตาลเพิ่ม และเกลือ ควรลดปริมาณอาหารที่มีสิ่งที่ควรถูกจำกัดทั้งสามนี้ลง คือให้ได้แคลอรี่ไม่เกิน 10% จากน้ำตาลเพิ่ม ไม่เกิน 10% จากไขมันอิ่มตัว และได้เกลือไม่เกินวันละ 2300 กรัมของโซเดียม ถ้าจะบริโภคแอลกอฮอล์ก็ควรจำกัดในระดับพอดี คือไม่เกินหนึ่งดริ๊งค์ต่อวันในผู้ใหญ่ผู้หญิงหรือสองดริ๊งค์ต่อวันในผู้ชาย 

      ควบคู่ไปกับคำแนะนำข้างต้น ชาวอเมริกันทุกอายุควรออกกำลังกายให้ได้ตามมาตรฐานที่แนะนำโดยรัฐบาลเพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดการป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์พอดี และให้อาหารและการออกกำลังกายได้ดุลพอที่จะธำรงรักษาน้ำหนักที่พอดีด้วย...” 

     ข้อสังเกตของหมอสันต์

ในบทสรุปของคณะอนุกรรมการวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อมูลแบบตรงไปตรงมา และจัดหมวดว่า Processed meat (ไส้กรอก เบคอน แฮม) และ Red meat (เนื้อแดงหรือ เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นหมูวัว) ให้เป็นอาหารที่ควรกินน้อยที่สุดในระดับต่ำกว่ากาแฟและแอลกอฮอล์เสียอีก

     แต่ในคำแนะนำของคณะกรรมการชุดใหญ่ USDA Guideline 2015 ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ "รูปแบบของอาหาร" และ "รูปแบบของการกิน" ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความงุนงง แต่ถ้าจะสังเกตให้ดี เนื้อหมูเนื้อวัวหรือเนื้อแดงนี้ได้ลอยตัวเข้าไปแทรกอยู่ในลิสต์อาหารที่ควรกินในกลุ่มโปรตีนในชื่อของ “เนื้อไม่ติดมัน” แบบสบายใจเฉิบ และไม่มีการพูดถึงไส้กรอกเบคอนแฮมเลย..ย

     นี่ไงครับ ฝีมือของล็อบบี้ยิสต์ ประชาชนทั่วไปจะได้เห็นและได้ยินก็แต่คำแนะนำของคณะกรรมการชุดใหญ่ในรูปของ USDA Guidelines 2015-2020 เท่านั้น แทบไม่มีโอกาสได้เห็นบันทึกเสนอของอนุกรรมการวิทยาศาสตร์ แต่หมอสันต์เอามาลงเทียบให้อ่านกันทั้งสองฉบับ เพื่อให้ท่านได้รู้ที่มาและที่ไป ท่านจะเลือกเชื่อใครระหว่างอนุกรรมการวิทยาศาสตร์ กับคณะกรรมการชุดใหญ่ซึ่ง 70% เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมอาหาร อันนี้สุดแล้วแต่ดุลพินิจของท่านแล้วแหละครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. USDA Scientific Report of the 2015 Dietary Guideline Advisory Committee. Accessed on January 11,2016 at http://health.gov/dietaryguidelines/2015-scientific-report/PDFs/Scientific-Report-of-the-2015-Dietary-Guidelines-Advisory-Committee.pdf

2. Executive Summary, USDA Nutrition Guideline 2015-2020. Accessed on January 11, 2016 at http://health.gov/dietaryguidelines/2015/guidelines/executive-summary/


3. Kirsch I, Sapirstein G. Listening to Prozac but hearing placebo: A meta-analysis of antidepressant medication. Prevention and Treatment. Prevention and Treatment 1 (2): Article 0002a. doi:10.1037/1522-3736.1.1.12a. Archived from the original on 1998-08-15.

4. Kirsch I, Deacon BJ, Huedo-Medina TB, Scoboria A, Moore TJ, Johnson BT. "Initial severity and antidepressant benefits: A meta-analysis of data submitted to the Food and Drug Administration"PLoS Medicine 5 (2):e45. doi:10.1371/journal.pmed.0050045PMC 2253608PMID 18303940.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว