น้ำตาลเทียมทำให้เป็นเบาหวานจริงหรือ

เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันมีความไม่แน่ใจในการใช้น้ำตาลเทียมเพื่อลดแคลอรี่ โดยเฉพาะการดื่มโค้กซีโร่ เพราะเพื่อนส่งข้อมูลมาให้ว่า มีการศึกษาในฝรั่งเศสด้วยกลุ่มตัวอย่าง ผู้หญิงวัยกลางคนจำนวน 66,000 คนตลอดระยะเวลา14ปี และได้ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Clinical Nutrition เดือนกุมภาพันธ์ 2013 สรุปผลการศึกษาว่า การดื่มน้ำอัดลมที่ใช้น้ำตาลเทียม ( Diet Soda) ขนาด12 ozต่อสัปดาห์ เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น33% และหาก ดื่มน้ำอัดลมขนาด 20 ozต่อสัปดาห์ เพิ่มอัตราเสี่ยงมากขึ้น 66%. และว่านับเป็นเรื่องน่าแปลกมากที่สมาคAmerican Diabetes Association and the American Dietetic Association ยังคงแนะนำให้คนอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานดื่มน้ำอัดลมที่ใช้น้ำตาลเทียม ( Diet Soda) โดยอ้างว่าไม่มีน้ำตาล ปัจจุบันมีคำอธิบายถึงกลไกว่าเมื่อดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเทียม(diet beverage) สมองจะรับรู้และตอบสนองเสมือนว่ามีน้ำตาลเข้ามาในกระแสเลือด จึงสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมา แต่ความจริงกลับไม่มีน้ำตาล จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดตกวูบ จนรู้สึกหิว กระหายมากขึ้น โดยคุณหมอสามารถ อ่านเพิ่มเติมที่ : https://www.facebook.com/pages/DoctorSaputocom/133281580054309?ref=hl และดูวีดีโอประกอบได้ที่ : http://tv.naturalnews.com/v.asp?v=19107C5720984CFED65434A3D19BE236 รบกวนคุณหมอช่วยวิเคราะห์และแนะนำด้วยนะคะว่าดิฉันยังควรใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลแท้ และควรดื่มโค้กซีโร่ต่อไปได้อยู่หรือเปล่า

ขอบพระคุณค่า

...............................................................

น่าชื่นใจจริง จริ๊ง คนไข้ของผม เจอร์นอลทางการแพทย์ออกมาได้ไม่กี่วันหมอยังไม่ทันได้อ่านเลย คนไข้ของผมอ่านมาให้แล้วเรียบร้อย ผมตามไปอ่านดูตัววารสารต้นฉบับตัวจริงแล้ว ขอรวบรัดตอบคุณดังนี้

1.. เรามาพูดถึงงานวิจัยนี้ก่อนนะ

1.1..  เอาระดับชั้นและวิธีการวิจัยก่อนนะ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบศึกษาจากแบบสอบถาม โดยไม่ได้สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ เรียกว่าไม่ใช่งานวิจัยระดับสูง วิธีทำคือออกแบบสอบถามให้คน  66,118 คนกรอกเป็นระยะๆ ตอบจริงหรือตอบเท็จก็แล้วแต่คนกรอก แล้วบันทึกติดตามประเด็นการดื่มน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ไว้ ทำอยู่นาน 14 ปี แล้วเอาแบบสอบถามมาวิเคราะห์ดู ซึ่งในคนกลุ่มนี้ปีท้ายๆของการบันทึกมีคนเป็นเบาหวานเกิดขึ้น 1,369  คน ผู้วิจัยจึงแบ่งคนทั้งหมดนี้อออกเป็นสามกลุ่มตามพฤติกรรมการดื่มซอฟท์ดริ๊งของพวกเขา  (อย่าลืมว่าไม่ได้สุ่มตัวอย่างแบ่งนะ แต่แบ่งตามพฤติกรรมเดิม) คือ

กลุ่ม 1. ชอบดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำตาลแท้ๆ
กลุ่ม 2 ชอบดื่มน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม
กลุ่ม 3 ชอบดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ 100% ไม่เพิ่มน้ำตาล

1.2.. ข้อสรุปของการวิจัยนี้ ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัยไว้ 5 ประเด็นคือ  

ข้อสรุป 1. เมื่อเทียบคนชอบดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ 100% กับคนไม่ชอบดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย พบว่าอัตราการเป็นเบาหวานไม่ต่างกัน พูดง่ายๆว่าดื่มน้ำผลไม้แท้ๆ ไม่สัมพันธ์กับการเป็นเบาหวานมากขึ้นหรือน้อยลง

ข้อสรุป 2. เมื่อเทียบคนชอบดื่มน้ำอัดลม (ทั้งแบบน้ำตาลแท้กับแบบน้ำตาลเทียม) กับคนไม่ดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย พบว่าคนชอบดี่มน้ำอัดลมทั้งสองแบบต่างเป็นเบาหวานมากกว่าคนไม่ชอบดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ใดๆเลย

ข้อสรุป 3. เมื่อเทียบคนดื่มน้ำอัดลมด้วยกัน (ทั้งแบบน้ำตาลแท้และแบบน้ำตาลเทียม) พบว่าพวกดื่มปริมาณมาก
(สัปดาห์ละมากกว่า 603 ซีซี.) เป็นเบาหวานมากกว่าพวกปริมาณดื่มน้อย

ข้อสรุป 4. เมื่อเทียบคนดื่มน้ำอัดลมแบบน้ำตาลแท้กับแบบน้ำตาลเทียม พบว่าพวกดื่มแบบน้ำตาลเทียมดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมาก (เฉลี่ย 568 ซีซีต่อสัปดาห์) กว่าพวกดื่มแบบน้ำตาลแท้ (เฉลี่ย 328 ซีซี.ต่อสัปดาห์)

ข้อสรุป 5. เฉพาะในกรณีกลุ่มดื่มน้ำอัดลมแบบน้ำตาลเทียม งานวิจัยนี้ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปัจจัยอื่น (confound factors) ซ่อนอยู่เบื้องหลังน้ำตาลเทียมแล้วมาเป็นต้นเหตุของการทำให้อุบัติการณ์ของการเป็นเบาหวานสูงกว่าคนทั่วไป (ที่ไม่ดื่มซอฟท์ดริ๊งเลย) หรือไม่ เพราะงานวิจัยนี้ไม่ได้สำรวจบันทึกปัจจัยอื่นๆเหล่านั้นไว้ จึงสมควรที่จะมีการทำวิจัยซ้ำอีกครั้งโดยทำแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ เพื่อจะได้พิสูจน์ให้เห็นดำเห็นแดงว่าน้ำตาลเทียมเป็นต้นเหตุของการเป็นเบาหวานจริงหรือไม่

1.3.. ผู้วิจัยได้ “คาดเดา” กลไก (proposed mechanism) แถมท้ายว่า “.. อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อคนกินอะไรหวานๆสมองจะคาดหมายว่าน้ำตาลจะเข้ามาสู่กระแสเลือด จึงสั่งปล่อยอินสุลินเข้ามารอ แต่เมื่อไม่มีน้ำตาลเข้ามาจริงๆ ทำให้ระดับน้ำตาลตกลงจนเจ้าตัวรู้สึกหิวต้องหาอะไรกินมากๆ”  อย่าลื้ม..ม ส่วนนี้เป็นข้อคาดเดาแถมท้ายงานวิจัยนะครับ ไม่ใช่ผลการวิจัย

2.. แต่พอคนเอาผลวิจัยนี้มาโพนทะนา กลับโพนทะนาว่าผลวิจัยบอกว่าน้ำตาลเทียมทำให้คนกินเป็นเบาหวานมากขึ้น แล้วเอากลไกคาดเดา (proposed mechanism) มาอธิบายต่อราวกับเป็นผลสรุปจากงานวิจัย ซึ่งมันไม่ใช่เลย งานวิจัยที่ไม่ได้สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบจะไปสรุปเป็นตุเป็นตุว่าอะไรเป็นต้นเหตุให้เกิดเบาหวานได้อย่างไร เพราะมีปัจจัยกวนมากมายที่ทำให้คนเป็นเบาหวาน การโพนทะนาอย่างนี้ตีความได้สองอย่าง ฃ

อย่างที่หนึ่ง คือคนโพนทะนาประเมินผลการวิจัยไม่เป็น หรือ

อย่างที่สอง ก็คือคนโพนทะนาหาเรื่องขายสินค้าของตัวเอง 

สำหรับหมอซาปูโต้ที่คุณบอกมานั้นเขาเป็นหมอที่เอาดีทางการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine) เว็บไซท์ของเขา (http://doctorsaputo.com/shop.php) ขายสินค้าการแพทย์ทางเลือกหลายชนิดรวมทั้งอุปกรณ์สวนก้นทำดีท๊อกซ์ แต่ว่าคุณต้องเสียเงินเป็นสมาชิกก่อนนะจึงจะเข้าไปใช้บริการและเอารายละเอียดในเว็บไซท์ของเขาได้ ผมจึงตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นกรณีแกล้งโง่ซะละมัง

3.. ถามผมว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้ไหมที่ว่าน้ำตาลเทียมหรือ Aspartem จะทำให้อินสุลินออกในเลือดมามาก และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดฮวบลง ตอบว่าหลักฐานวิจัยตามดูระดับน้ำตาลและระดับอินสุลินในเลือดหลังกินน้ำตาลเทียมนั้น มีคนทำวิจัยไว้แล้วและตีพิมพ์สรุปผลไว้แล้วว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด รู้สึกจะตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการอังกฤษ (BJN) ดังนั้นไม่ต้องเสียเวลาเดาให้ลำบากเลย คำตอบก็คือน้ำตาลเทียมไม่ได้ทำให้อินสุลินสูงขึ้นหรือน้ำตาลลดลง

ถ้าจะถามความเห็นส่วนตัวของผม  (ขอเสนอความเห็นบ้างตะ) ผมเห็นว่าน้ำตาลเทียมทุกชนิด ไม่ว่าจะทำจากแอสปาร์เทมหรือซูคราโลส นับรวมทั้งน้ำตาลแล็คโตส (ที่ใช้ทำเป็นตัวผงเพื่อเพิ่มปริมาณให้ตักง่าย) ด้วย ทุกองค์ประกอบของมันเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วก็ล้วนถูกย่อยเป็นโมเลกุลพื้นฐานซึ่งมีอยู่ในอาหารทั่วๆไปนี่เอง มันไม่ใช่สารสังเคราะห์พิสดารมาจากไหน มันจะไปออกฤทธิ์พิสดารอย่างที่ว่านั้นได้อย่างไร

4.. ถามผมว่าแล้วน้ำตาลเทียมช่วยลดความอ้วนได้ไหม อันนี้มีงานวิจัยมาก โดยที่ผลวิจัยมันให้ผลขัดๆกันอยู่ แต่มีคนทบทวนงานวิจัยทั้งหมดอย่างละเอียดไว้สองคน คนหนึ่งชื่อ Raben อีกคนหนึ่งชื่อ Hunty การทบทวนของทั้งสองคนนี้ให้ผลตรงกันว่าถ้าเป็นการกินน้ำตาลเทียมแบบกินแทนน้ำตาลแท้ที่เคยกินอยู่เดิม เช่นเปลี่ยนน้ำอัดลมใส่น้ำตาลแท้มาเป็นน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม จะมีผลช่วยลดน้ำหนักได้

5.. กล่าวโดยสรุป “..หวานเป็นลม ขมเป็นยา” หิ หิ ขอโทษ นอกเรื่อง เพราะนี่มืดแล้วไปมวกเหล็กไม่ทันเสียแล้ว กล่าวโดยสรุปวงการแพทย์ยังถือว่าน้ำตาลเทียมดีกว่าน้ำตาลแท้ในแง่ของการช่วยลดแคลอรี่ในอาหาร ถ้าเป็นคนติดรสหวาน และยังถือตามหลักฐานปัจจุบันว่าน้ำตาลเทียมเป็นอะไรที่ปลอดภัยไร้กังวล งานวิจัยขี้หมาต่างๆที่ว่าน้ำตาลเทียมมีพิษมีภัยอย่างนั้นอย่างนี้ยังเป็นหลักฐานระดับต่ำที่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ยอมรับ ดังนั้น ณ ขณะนี้ ให้ถือตามหลักฐานและคำแนะนำของสมาคมเบาหวานอเมริกัน (ADA) ที่แนะนำให้คนติดรสหวานใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลแท้เพื่อลดแคลอรี่ต่อไป ผมถือว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเป็นอันดับสอง รองลงมาจากวิธีเลิกรสหวานแบบหักดิบไปเลยครับ  

ปล. ขออนุญาตป่าวประกาศเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับเรื่องจริยธรรมเกี่ยวกับการทำและการใช้ผลงานวิจัยหน่อยนะ ว่า "..หมอสันต์ไม่ได้ทำน้ำตาลเทียมขาย ไม่ได้มีญาติขายน้ำอัดลมใส่น้ำตาลเทียม และไม่ได้รับทรัพย์ในรูปแบบใดๆมาปกป้องน้ำตาลเทียม ในการเขียนบทความนี้...อามิตตาพุทธ."

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม

1.     Fagherazzi et al. Consumption of artificially and sugar-sweetened beverages and incident type 2 diabetes in the Etude Epidémiologique auprès des femmes de la Mutuelle Générale de l'Education Nationale-European Prospective Investigation into Cancer and Nutrition cohort. 
American Journal of Clinical Nutrition. January 2013.
2.     Renwick AG MS. Sweet-taste receptors, low-energy sweeteners, glucose absorption and insulin release. 
British Journal of Nutrition. 2010;104(10):1415-1420.
 REVIEW
3.     Raben and Richelsen. Artificial sweeteners: a place in the field of functional foods? Focus on obesity and related metabolic disorders. 
Current Opinion in Clinical Nutrition and Metabolic Care. 2012;15:597-604.
4.     De la Hunty at al. A review of the effectiveness of aspartame in helping with weight control. Nutrition Bulletin 31; 2006


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว