27 เมษายน 2559

สามีเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia)


สวัสดีค่ะคุณหมอ

     ขอเรียกแทนตัวเองว่าหนูนะคะ  หนูอ่านบทความของคุณหมอมาพักใหญๆแล้วค่ะ แล้วตอนนี้ก็เป็นแฟนประจำ รอคุณหมอตอบจดหมายใหม่ๆ เชคเพจคุณหมอทุกวัน ไม่คิดว่าจะมีวันที่ต้องเขียนมาปรึกษาคุณหมอกับเค้าเหมือนกัน

     หนูอายุ33 ปีเพศหญิง แต่งงานมาจะครบ10 ปีปีนี้ค่ะ  ไม่มีลูกเพราะไม่อยากมี แต่งมาได้หกปี สามีจู่ๆเป็นจิตเภทขึ้นมา ต้องจับตัวส่งโรงพยาบาลกันเลยทีเดียว และตอนนั้นหนูเองก็ไม่รุ้จักโรคนี้  แต่ตอนนี้พอจะรู้เรื่องบ้างค่ะ สิ่งที่ทำให้หนูปวดใจต้องเขียนมาหาคุณหมอคือ ช่วงเวลาที่เค้าเกิดอาการเป็นซ้ำ (relapse) บุคคลิกของสามีจะเปลี่ยนเป็นคนละคน เช่น ตอนปกติยิ้มแย้มแจ่มใส คุยเล่น เฮฮา พอมีอาการกลายเป็นคนหน้านิ่ง ไม่พูดจา ไม่ให้หนูโดนตัว ไม่ให้หนูกอด(ทั้งที่เมื่อวานยังกอดกันดี)  เห็นหนูร้องไห้ก็ไม่ปลอบเลยค่ะ (เค้าหมกมุ่นกับศาสนามาก ช่วงที่ป่วย)  หนูพยายามบอกตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเพราะเค้าป่วย เดี๋ยวหายก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม(เพราะมันเกิดขึ้นแล้วหลายครั้ง)  แต่ตอนนี้หนูชักไม่แน่ใจ หนูพยายามฝึกสติในชีวิตประจำวัน แต่บางทีก็อดโกรธเค้าไม่ได้ เหมือนเค้ากำลังปั่นหัวหนูอยู่  หนูเหนื่อยที่จะต้องดูแลเค้าค่ะ ความเหนื่อยนี้หนูไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย นอกจากคุณหมอ Y_Y  คุณหมอพอจะมีคำแนะนำให้หนูบ้างไหมคะ หนูเสียใจมากที่หนูดูแลเค้ามาตลอดจะสิบปีตั้งแต่เค้ายังไม่ป่วย แต่พอป่วยเค้าทำเหมือนหนูไม่มีตัวตน หนูเหมือนถูกหลอกให้ดีใจและเสียใจตลอดเวลา มันเจ็บปวดและเสียใจจริงๆค่ะ
     ขอบคุณที่คุณหมออ่านที่หนูเขียนมาจนจบนะคะ

     ปล สามีหนูรักษาที่รพ... ค่ะ สี่ปีแล้ว ช่วงที่ปกติก็ไม่มีปัญหาเลย แต่ก็จะมีรีแลพเป็นพักๆ พอเป็นทีก็กลับไปกินโดสสูง แล้วค่อยๆลดลงมาจนคุมอาการได้  ซึ่งสาเหตุที่รีแลพหนูเองก็ไม่รู้จริงๆ ตอนหนูอ่านหนังสือเรื่องโรคสกีโซใหม่ๆ เค้ามีโจ๊กเขียนไว้ในในหนังสือว่า  ดีแล้วที่แกป่วยเป็นมะเร็ง ยังพอจะรักษาได้  เป็นสกีโซลำบากกว่าแยะ! หนูอ่านแล้วจุกเลยค่ะหมอ จุกมาถึงตอนนี้เลยค่ะ หึหึ

     ขอให้คุณหมอสุขภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงมากๆนะคะ จะได้เขียนเรื่องใหม่ๆให้พวกหนูได้อ่านกันต่อไปอีกนานแสนนานค่ะ
    สวัสดีค่ะ

....................................................

ตอบครับ

     อ่านจดหมายของคุณแล้วอยู่ๆผมก็คิดถึง พิทยา บุญรัตน์พันธ์ นักร้องในดวงใจของผมขึ้นมา

"....อยากให้เขากอด สวมสอด ซบทรวงเป็นสุข
อยากให้เขาปลุก ฉันตื่น จากความฝัน
อยากให้เขาจูบ แผ่วๆ แล้วมองตากัน
อยากให้เขา รักฉัน มากกว่าใคร

ฝันของฉัน จะมีวัน เป็นจริงไหมหนอ
ฉันจะต้องรอ รอ รอ ไปสักแค่ไหน
ฉันทำตาเศร้า ดูซิเขา ยังไม่เข้าใจ
จบวิชา เผยความนัย บอกคุณแล้วเอย..."

     มาตอบคำถามของคุณนะ

     1. ถามว่าคุณอยากให้เขากอด แต่เขาไม่กอด อยากให้เขาง้อ เขาก็ไม่ง้อ ทำไม ทำไมละคะ ตอบว่า โถ อะพิโธ่ อะพิถัง ก็เขาเป็นบ้าไปเสียแล้วนะสิครับ

     2. ถามว่าคุณดูแลเขามาสิบปี เหนื่อยมาก หวังจะได้น้ำใจไมตรีจากเขากลับคืนมาบ้าง แต่เขากลับทำเหมือนคุณไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้ คุณควรจะทำอย่างไรดี ขอตอบแบบสรุปๆก่อนนะ ว่าเมื่อสามีเป็นบ้า ภรรยามีทางเลือกสองทางเท่านั้น คือ

     2.1 ตัดหางเขาแล้วเอาเขาไปปล่อยวัดเสีย แบบว่า.. สิ้นสุดกันที ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน เท่านี้ก็สาแก่ใจ ต่างคนต่างไปดีกว่านะคุณขา หรือ

     2.2 ดูแลเขาต่อไปแบบเตี้ยอุ้มค่อม จนกว่าเขาจะหายบ้า หรือจนกว่าคุณจะบ้าตามกันไปอีกคน หรือจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่งเสียรู้แล้วรู้รอด จะตายตามธรรมชาติหรือตายผิดธรรมชาตินั่นไม่ใช่ประเด็น

     ฮี่..ฮี่ คำตอบฟังดูออกแนวโหดหน่อยนะ แต่ชีวิตจริงมันก็เป็นอย่างนี้แหละค่า..ท่านสารวัตรขา

     3. ถามว่าผมมีคำแนะนำอะไรให้คุณบ้าง ตอบว่า คุณอายุตั้งสามสิบกว่าแล้ว ยังไม่รู้จักสัจจธรรมของการเกิดมามีชีวิตอีกหรือ ว่าชีวิตนี้มันประกอบขึ้นมาจากวัสดุชั่วคราวเหลือใช้แบบว่าดินน้ำลมไฟที่มีอายุใช้งานสั้นกว่าหญ้าแห้งหรือขอนไม้ผุเสียอีก นั่นพูดถึงร่างกายนะที่ว่ามีความถาวรน้อยกว่าหญ้าแห้ง ชีวิตส่วนที่เป็นความคิดจิตใจนั้นยิ่งมีความถาวรน้อยกว่า โห ขออนุญาตยืมสำนวนคุณยายผมหน่อยนะ ว่า.. (ขอโทษ) "ตดยังไม่ทันหายเหม็นเลย" นั่นแหละคือความถาวรของชีวิตส่วนที่เป็นความคิดจิตใจ แล้วชีวิตของคนเรานี้ น้ำหนักความสำคัญมันไปอยู่ที่ส่วนที่เป็นความคิดจิตใจนะ ไม่ใช่อยู่ที่ส่วนร่างกาย ผมให้น้ำหนักส่วนความคิดจิตใจ 80% ร่างกาย 20%  คือสรุปว่าชีวิตมันเป็นแค่วัสดุชั่วคราวที่ชั่วคราวมากๆชั่วคราวจริงๆ มีความแน่นอนอยู่อย่างเดียวคือความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของวัสดุชั่วคราวที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตนั่นเอง ตรงนี้แหละคือสัจจธรรมของชีวิต ดังนั้นคุณอย่าหลงไปเอานิยายอะไรกับความจำของคุณก็ดี ความคิดที่กุขึ้นในหัวของคุณก็ดี มันเป็นแค่ ต.. เอ๊ย ขอโทษ มันเป็นแค่สายลมที่พัดผ่่านไปแค่นั้นเอง ยิ่งความจำของสามีคุณ หรือความคิดที่กุขึ้นในหัวของสามีคุณ ยิ่งเป็นอะไรที่คุณไปเอานิยายอะไรไม่ได้ใหญ่ เพราะเขาก็คือเขา คุณก็คือคุณ ความคิดของคุณเองคุณตามมันทันและสยบอิทธิพลของมันได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือเปล่า ก็อย่าฝันจะไปสยบหรือเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่นเลย มันเป็นมิชชั่นอิมพอสซิเบิ้ล สิ่งที่คุณจะมีอำนาจทำได้ก็คือฝึกสติของคุณให้รับรู้การเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิตของคุณอย่างเข้าใจและอย่างไม่ใส่สีตีไข่ตีโพยตีพาย ไม่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แล้วเดินหน้าต่อไปกับชีวิตในลักษณะที่จะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่นี้มันมีคุณค่าและมีความหมายต่อคุณเองให้มากที่สุด คุณทำได้แค่นั้น

     นั่นเป็นส่วนของ "ข้อเท็จจริง"  ส่วนคำแนะนำในระดับ "แนวปฏิบัติ" สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตื่นขึ้นมาวันหนึ่งก็พบว่าสามีของตัวเองเป็นบ้าไปเสียแล้ว ว่าควรจะเดินหน้ากับชีวิตของตัวเองต่อไปอย่างไรดี ผมแนะนำว่า

     3.1 หยุดโกรธเกลียดเคียดแค้นสามีของคุณเสีย โบราณว่าอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา ที่โบราณเขาสอนอย่างนี้เขาไม่ได้ห่วงคนบ้าหรือห่วงคนเมานะ แต่เขาห่วงคนดีๆอย่างคุณที่หลงผิดไปถือคนบ้า ไปว่าคนเมา ท้ายที่สุดก็จะบ้าหรือเมาตามกันไปด้วย ถึงสมมุติว่าสามีของคุณเป็นคนเลวสมบูรณ์แบบไม่มีความดีเหลือติดตัวเลยแม้แต่น้อยนิด แต่คุณไปโกรธเกลียดเคียดแค้นเขามันก็เหมือนกันคุณเป็นคนกินยาพิษแล้วหวังว่าจะให้สามีตาย มันจะเวอร์คไหมละครับ ดังนั้นผมแนะนำว่าหยุดโกรธหยุดเกลียด ให้อภัย แผ่เมตตา แล้วเดินหน้ากับชีวิตคุณต่อไป

    3.2 คุณควรนั่งลงไตร่ตรองถึงชีวิต (self reflection) ว่าชีวิตที่เหลือจากนี้ไปจะใช้มันอย่างไร สำหรับคุณอะไรคือคุณค่า อะไรคือความหมายของการเกิดมามีชีวิต แล้วคุณก็ปรับเข็มทิศชีวิตเสียใหม่ ให้มันชี้นำไปในทางที่จะทำให้ชีวิตจากนี้ไปมีคุณค่า และมีความหมาย ในการดำเนินชีวิตจากวันนี้ไปข้างหน้า ผมแนะนำให้คุณบ่มเพาะเมตตาธรรมขึ้นในใจตัวเอง เมตตาต่อตัวเองก่อน ให้สิ่งดีๆแก่ตัวเอง ให้อาหารดีๆแก่ร่างกาย ให้ร่างกายได้พักผ่อน จัดเวลาออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ให้จิตใจได้ผ่อนคลายกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบหรือชื่นชม เมื่อตัวเองมีพลังจิตที่มั่นคงไม่ต้องไปเรียกร้องหาความรักจากใครตัวเองก็อยู่ได้แล้ว จึงค่อยคิดเผื่อแผ่ความสุขที่ตัวเองได้ประสบไปให้คนอื่น เริ่มต้นที่คนใกล้ชิดเช่นสามีก่อน เริ่มต้นด้วยการส่งความปรารถนาดี ด้วยการคิดก่อน แล้วก็ส่งเป็นคำพูด แล้วถ้าคุณยังมีพลังเหลือ ถ้าคุณยังมีพลังเหลือนะ ก็ส่งออกในรูปของการกระทำ ถ้าคุณไม่มีพลังเหลือก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปอะไรมากกว่าน้้น เพราะไม้ท่อนหนึ่งลอยตุ๊บป่องมาพบกับไม้อีกท่อนหนึ่งกลางมหาสมุทรแล้วลอยจากกันไปฉันใด การเกิดมาพบกันของคนเราก็เป็นฉันนั้น ถ้าไม่มีพลังเมตตาจะให้เขาก็ไม่ต้องให้ แค่ตัดหางเขาปล่อยเข้าวัดไปก็พอแล้ว
   
     อนึ่ง การส่งผ่านเมตตาจิตไปให้สามีนี้ไม่ใช่เพื่อให้เขากลับมาทำหน้าที่สามีที่ดีของคุณนะ แต่เพื่อให้เขามีความสุขในชีวิตของเขา เพื่อให้เขาได้ใช้เป็นพลังพาตัวเองหลุดพ้นจากความหลง ความหลอน หรือความทุกข์ทางใจใดๆที่รุมเร้าจนทำให้เขาบ้า ดังนั้นเมตตาธรรมไม่ต้องมีตัวชี้วัดแบบ ROI (return of investment) การที่คุณพูดว่าหนูดูแลเค้ามาตลอดจะสิบปี แต่เค้าทำเหมือนหนูไม่มีตัวตน แบบนั้นไม่ใช่เมตตาธรรม แบบนั้นมันเป็นการกุความงกขึ้นในหัวของคุณเอง คุณจึงเจ็บปวดและเสียใจไง เมตตาธรรมจะไม่ทำให้ใครเสียใจ แต่จะให้ผลตรงกันข้าม คือมีแต่จะทำให้คุณมีความสุขสงบร่มเย็นทางใจ ไม่ว่าในอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น

     4. สำหรับท่านผู้อ่านท่านอื่นที่สามีหรือภรรยายังไม่ได้บ้า ผมขอเล่าสรุปเรื่องโรคจิตเภท หรือ Schizophrenia ให้เป็นความรู้ไว้ใส่บ่าแบกหาม ดังนี้

     โรคจิตเภท คือ ความผิดปกติของสมองที่ยังผลให้การคิด การเกิดความรู้สึก และการตีความสิ่งเร้าจากภายนอก ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ถือว่าเป็นโรคบ้า (psychosis) ชนิดหนึ่งในบรรดาโรคบ้าห้าร้อยจำพวก (ความจริงมีไม่ถึงห้าร้อยจำพวกหรอก ตามตารางการจำแนกโรค DSM-V แบ่งโรคบ้าออกเป็น 18 หมวด หมวดละ 1-10 หมู่ หมู่ละ 1-10 โรค โหลงโจ้งก็ประมาณ 400 กว่าจำพวกเท่านั้นเอง หิ หิ)

     สาเหตุ โรคนี้วงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ

     อาการสำคัญ มีหกแบบ คือ

1. อาการหลงผิด หรือ delusion เช่น (มั่นใจว่าตัวเองเป็นพระนารายณ์อวตานมาเกิด)
2. อาการประสาทหลอน หรือ hallucination (เช่น ไม่มีภาพก็บอกว่าเห็น ไม่มีเสียงก็บอกว่าได้ยิน)
3. ความคิดผิดปกติ คิดไม่ออก คิดไม่เป็น ลำดับความคิดไม่ถูก ซึ่งจะแสดงออกโดยการพูดเลอะเทอะไม่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ปะติดปะต่อ
4. พฤติกรรมเลอะเทอะ เคลื่อนไหวแบบประหลาดๆ หรือบางทีก็ทำตัวเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง หรือหุ่นยนต์ไขลาน (catatonic)
5. อาการที่ออกไปทางหด (negative) เช่นมู้ดดร็อพ หมดอารมณ์ พูดน้อย ไม่สนใจอะไรแม้แต่เดิมจะเคยสนใจ ไม่อยากได้ใคร่มีอะไรอีกแล้ว ช้า อืดเป็นเรือเกลือ
6. อาการอารมณ์ผิดปกติ เช่นบางครั้งก็ดูกระดี๊กระด๊ามากโดยไม่มีเหตุอันควร บางครั้งก็เศร้าดื้อๆ

     การวินิจฉัย ว่าใครเป็นบ้าจำพวกจิตเภทนี้เป็นการวินิจฉัยโดยวิธีดูโหงวเฮ้งล้วนๆ หมายความว่าวินิจฉัยจากอาการอย่างเดียว ไม่มีวิธีเจาะเลือดตรวจเอ็กซเรย์เอ็มอาร์ไอพิสูจน์ ไม่มีเลย ทั้งนี้เกณฑ์วินิจฉัยท่านว่าต้องมีอาการในข้อ 1-5 จำนวนอย่างน้อยสองข้อ โดยที่หนึ่งในสองข้อนั้นอย่างน้อยต้องเป็นอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนหรือพูดไม่รู้เรื่อง โดยต้องมีอาการเหล่านี้อยู่นานอย่างน้อย 6 เดือนโดยที่ไม่มีอะไรอื่นมาเป็นสาเหตุ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็นบ้าแบบจิตเภทขนานแท้ได้

     การรักษา ควรต้องทำโดยจิตแพทย์เท่านั้น วิธีรักษาก็คือให้ยาแก้บ้าเป็นหลัก ควบกับการรักษาทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา และการสอนให้คิดใหม่ทำใหม่ (CBT) เป้าหมายการรักษาก็ไม่ได้คาดหวังมาก ขอแค่ให้กลับไปอยู่ในสังคมได้อย่างอิสระและช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องนอนแซ่วอยู่แต่ในโรงพยาบาลก็พอแล้ว ยิ่งถ้าทำงานหรือเรียนหนังสือได้สัก 50% ของเวลาที่คนธรรมดาเขาทำกัน จิตแพทย์ก็ถือว่าการรักษาบรรลุเป้าหมายแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

.................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 1
     เป็นโรคเวรโรคกรรมครับ มีญาติกับคนรู้จักเป็นโรคนี้เหมือนความฉิบหายทำลายชีวิต ไม่ใช่ชีวิตผู้ป่วยนะครับ แต่เป็นชีวิตญาติกับคนดูแลครับ เพราะผู้ป่วยไม่คิดว่าตัวเองป่วย พูดไม่รู้เรื่อง กินยาบ้างไม่กินยาบ้าง (เพราะเขาไม่คิดว่าตัวเองป่วย) ญาติกับคนดูแลเหนื่อยมากที่ต้องมาไล่ตามความคิด คำพูด และการกระทำของเขา ยิ่งคนป่วยไม่ยอมกินยาโรคก็ยิ่งรักษาไม่หาย ญาติกับคนดูแลก็ไปทำงานทำการหาเงินไม่ได้ ถ้าใครนึกภาพไม่ออก สมมติว่ามีคนคนนึงที่ชอบ "กวนตีน" + "เด็กที่พูดไม่รู้เรื่อง" + "เป็นตลอดเวลา" นี่แหละครับสิ่งที่ทำให้ญาติกับคนดูแลจะเป็นบ้าตามไปด้วย ถ้าใครที่มีพ่อแม่เคยเป็นให้ระวังไว้ครับเพราะกรรมพันธุ์คุณจะทำให้คุณมีโอกาสเป็นมากขึ้น ผมก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้ตัวเองเป็น แต่โชคดีที่ผมเห็นตัวอย่างมาเยอะ ถ้าผมเป็นเมื่อไหร่ผมจะกินยาตามหมอสั่งอย่างดี (แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นนะ)
ขอเป็นกำลังใจให้คุณที่ส่งเรื่องมาถามคุณหมอนะครับ ผมรู้ดีว่าคุณเจออะไรบ้าง ถ้าเป็นผมนะ ถ้าสามีคุณเขามีพ่อแม่มีญาติดูแลผมจะแนะนำให้คุณเอาสามีไปส่งคืน (จะหย่ากันหรือไม่ก็ได้) ถ้าคุณไม่ทำคุณจะเป็นบ้าแน่ๆ เพราะคุณก็รู้อยู่แล้วว่ามันรักษาไม่หาย และจิตใจคนดูแลจะเสื่อมลงทุกวัน อาจจะฟังดูโหดร้ายเหมือนเราไม่มีความรับผิดชอบ แต่ต้องเลือกล่ะครับว่าจะเป็นบ้าคนเดียวหรือเป็นบ้าคู่ ถ้าคุณมาอ่านเจอ ก็ขอให้สู้ๆ นะครับ

....................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 2
     ถ้ายังไม่มีบุตรด้วยกันก็นับว่าเป็นโชคดี น่าจะทำเรื่องขอหย่าขาดได้ ชีวิตฝ่ายหญิงยังน้อยต้องเดินหน้าต่อไป ผมให้ความสำคัญคนดีมากกว่าคนบ้า บ้านเมืองยุ่งยากอยู่ทุกวันนี้เพราะคนบ้าครองเมือง

.......................................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 3
     เห็นใจนะคะ แต่ที่บ้านพี่ชายก็ป่วยโรคนี้ ของคุณยังดีสามียังปรกติ แต่พี่ชายของเรามีผลข้างเคียงการใช้ยา ทำให้ประสาทบางส่วนถูกทำลายจนเป็น Tardive Dystonia ตัวกระตุกคอเอียงด้วยตลอดชีวิต เป็นโรคสะเก็ดเงินแบบหมอที่คลีนิคใกล้บ้านปฏิเสธจะรักษาด้วย
     พี่ก็ไม่ให้แตะตัวเขา (ก็เขาป่วยจะเอาอะไรมากคะ แต่จริงๆ แตะได้นะ) อาการหลายอย่างก็มีอยู่ หูแว่ว พูดคนเดียวบ้าง วันๆ เอาแต่นั่งหรือนอน ไม่ยอมหยิบจับอะไร บางครั้งก็ทานยา บางครั้งไม่ทานยา บางวันไม่พูด ไม่อาบน้ำ พูดหรือถามเรื่องซ้ำๆ ถ้าเอายาทิ้งแอบไม่กิน อาการก็จะขึ้นๆ ลงๆ (ธรรมดาของชีวิตเรื่องไม่ทานยา) และอาการอื่นๆ
     แต่เราอยากจะบอกทุกวันนี้ครอบครัวของเราดีใจอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องอยู่รพ.แล้ว เขาอยู่ประมาณเกือบปี ทุกวันนี้พี่ๆ ช่วยดูแลเขา
     เขาพูดรู้เรื่องอันนี้สำคัญมาก ไม่ก้าวร้าวไม่ทำร้ายร่างกายใคร ใช้ชีวิตกับพวกเราได้ ดูทีวี กินข้าว ไปหาหมอถึงแม้จะไม่ทุกครั้งแต่ก็ไปบ้าง นานมากสักครั้งจะไปเดินห้างด้วยกัน
     อย่าเอาเรื่องนี้ไปน้อยใจก็ทำร้ายจิตใจตัวเองเปล่าๆ แต่ลึกๆ จิตใจเขาก็ยังดีเขายังแสดงความรักพี่น้องแต่อาจไม่แสดงออกเหมือนสมัยเขายังไม่ป่วย
     หมอผิวหนังแถวบ้านปฏิเสธการรักษา บ้านเราพาเขาไป รพ.เอกชน
ร้านตัดผมปฏิเสธที่จะตัดผมให้เขา เดี๋ยวนี้เขายังดีนะยอมให้พี่ชายตัดผมให้ที่บ้านเราซื้อปัตตาเลียนมาตัดเองที่บ้าน เราว่ามันมีทางออกไม่ใช่ไม่มี
     เจ็บป่วยโรคนี้ไม่มีใครอยากให้เป็น แต่มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องทำใจและอยู่กับมันให้ได้ จะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้โดยไม่ต้องให้เขาป่วยหนักกว่านี้ และไม่ต้องกลับไปรพ.อีก คนรอบข้างสำคัญมากค่ะ ทำอย่างไรให้เราและเขาอยู่ด้วยกันได้ที่บ้าน
     แค่อยากจะบอกว่า เราทุกคนในบ้านรู้สึกดีใจมากแล้วที่เขาใช้ชีวิตร่วมกับเราได้ เราไม่ได้คาดหวัง 100% ว่าเขาจะกลับมาเหมือนเดิม แต่พวกเรามีความสุข เพราะบางครั้งเขาก็พูดแหย่เล่นให้หัวเราะ หรือหัวเราะกับพวกเราบ้างในบางเรื่อง มันก็ไม่ได้เลวร้ายทุกเรื่องใช่ไหมคะ
     สามีของคุณมีอาการแทรกเหมือนพี่ของเราไหม? ทุกข์ของทุกคนก็หนักหนา แต่ถ้ายังรักคนในครอบครัวและพยายามดูนะคะ เป็นกำลังใจให้
     เราใส่บาตรตอนเช้าถ้ามีโอกาสทำได้ อธิษฐานให้เจ้ากรรมนายเวรของเขา (ปลอบใจทางธรรม) ชวนพี่ชายทำบุญ เขามีเงินที่พวกเราให้ไม่มาก ถ้าเขาอยากทำเขาก็ทำร่วมด้วย เราว่าชีวิตมันก็มีความสุขแล้วนะ
     ชีวิตคู่เราตอบไม่ได้ เพราะเราคือครอบครัวที่มีแต่พี่น้อง คุณต้องคิดแล้วว่าทุกวันนี้มันคือการ "ทน" หรือ "รัก"  แต่ถ้ารักและเขาป่วยคุณก็ควรโยนหินที่คุณถืออยู่ทิ้งไปเพราะรักแล้วคาดหวังจะทำให้คุณไม่มีความสุขค่ะ
     คนที่ไม่มีคนป่วยแบบนี้ในครอบครัวจะพูดจะคิดยังไงก็ช่างเขา อย่าเอาคำพูดคนนอกที่ไม่ได้อยู่กับคนป่วยมาใส่ใจโดยเฉพาะคำติเตียนหรือทำไมไม่ทำแบบนี้แบบนั้น
     ปล.ถ้าอยากกอด ก็เริ่มแตะตัวเขา ฟังเขาบ่นเล็กๆ ไม่ชอบ ทำบ่อยๆ เดี๋ยวเขาก็ชินๆ คงกอดเขาได้สักวันและคงจะกอดได้เรื่อยๆ แต่เขาจะกอดกลับหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะคะ เพราะพี่เราเขาบอกอย่าแตะตัว เอาจริงๆ เขาก็ให้แตะค่ะ ผู้หญิงมักจะคิดเยอะ เราก็ผู้หญิง แต่ลองทำดู เขาก็ไม่ว่าอะไร ก็ทำไปค่ะ

......................................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 4

     "...เศร้าจัง"

..........................

จดหมายจากท่านผู้อ่าน 5

     เมตตาธรรมค้ำจุนโลก....ถ้าคิดสลับกัน ถ้าเราเป็นโรคนี้.,.แล้วคนที่เราเลือก มาเป็นคู่ชีวิตคิดกับเราอย่างที่เราคิดกับเขาล่ะคะ....ดิฉันกำลังดูแลแม่ที่มีอาการคล้าย อาจหลายข้อที่คุณหมอบอกมา....แม่ที่เขาไม่ได้เลี้ยงเรามาตั้งแต่สามขวบ...แถมนิสัยก็ไม่ค่อยเหมือนกันตอนปกติ....น้องร่วมท้องก็ไม่เอา...ดิฉันเหมาอยู่คนเดียวท่ามกลางมรสุมชีวิตคู่ของตัวเอง....ทุกข์กายน่ะทุกข์ค่ะ...ใจมันไม่ทุกข์เท่าไหร่เมื่อมองเขาอย่างมีเมตตา....มองว่าเขาให้โอกาสเราสร้างบารมีก็เบาลง....แต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับชีวิตอยู่เรื่อยๆ...จริงอย่างที่คุณหมอบอกว่าถ้าเราไม่คาดหวังกับอะไร....เราก็ไม่ทุกข์....แต่เราทุกข์เพราะจิตเราเอง....เชื่ออย่างหนึ่งว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม....ทุกสิ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ....ขึ้นอยู่ที่ว่าเราเข้าใจกรรม...และเข้าถึงธรรมแค่ไหน...

...............................