01 กรกฎาคม 2556

เลี้ยงลูกแล้วสายชนวนด้าน (Failure to launch)

ดิฉันมีลูกชายวัย 22 ปี ที่กำลังมีปัญหามากเรื่องการขาดความมั่นใจในชีวิต พาลไปถึงการเป็น Social Anxiety Disorder ตอนนี้เลิกเรียนมหิดล หมกตัวในห้อง 2 ปีแล้ว ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ไม่กล้าออกไปดูโลก สู้โลก ตอนนี้เริ่มก้าวร้าว ทะเลาะกับแฟนก็ใช้กำลังทุบตีเขา เป็นมากขึ้นทุกที ดิฉันกลุ้มใจมากจนไม่เป็นอันทำงาน (ราชการ) ขอปรึกษาคุณหมอ ว่าควรพาไปหาหมอที่ไหนดีค่ะ และขอชื่อหมอผู้ชายที่ใจดี มีอารมณ์ขัน ลูกจะเปิดใจได้ค่ะ
ขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำของคุณหมอ คิดว่าช่วยลูกนกลูกกานะคะ

..............................................

ตอบครับ

     สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมไปหาความสุขกับการ "ง่วน" ต่อไฟฟ้า เข้าสำนักงานใหม่ของผม ผมหมาย
ถึงโรงเก็บเครื่องมือหรือ Garden shed ที่ผมสร้างเสร็จไปแล้วไม่นานมานี้ การต่อสายไฟฟ้านี้มันดีอย่างหนึ่งคือมันต้องโฟกัส ไม่งั้นไฟดูดเอาได้ง่ายๆ แต่ไม่ต้องห่วง สำนักงานของผมมีความพร้อมเรื่องความปลอดภัย เพื่อให้ท่านนึกภาพสำนักงานของผมออก ผมส่งรูปมาให้ดูด้วย

    เอาละ มาตอบจดหมายของคุณข้างบนนี้กันดีกว่า

     1.. อยากให้ผมแนะนำหมอผู้ชายใจดีที่มีอารมณ์ขัน ฮ่า..ฮ่า ขำก๊ากเลย ตอบว่าไม่มีหรอกครับมนุษย์ในสะเป๊กที่ว่านั้น เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นเลย ดังนั้นข้อนี้ผมต้องขออำไพที่ช่วยคุณไม่ได้จริงๆ

     2.. เอาประเด็นที่เป็นปัญหาสำคัญของคุณดีกว่า คือเรื่องลูกโตไม่พ้นอก ฝรั่งเขาเรียกว่าปัญหาสายชนวนด้าน (failure to launch) หมายความว่าเหมือนเราจะปล่อยจรวดหรือจุดบั้งไฟตั้งใจจะให้มันวิ่ง ฟ้าว..ว..ว ขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่สายชนวนมันด้าน มันเลยแป๊กอยู่กับที่ ไม่ไปไหน วันนี้เราคุยเรื่องนี้กันดีกว่า อย่าคุยเรื่องหมอพันธ์ที่ไม่มีตัวตนจริงๆอยู่ในโลกเลย

     ปัญหาเลี้ยงลูกแล้วเกิดสายชนวนด้านนี้ เป็นปัญหาระดับโลก คุณอย่าได้น้อยใจไปเลย พ่อแม่หัวอกเดียวกับคุณนี้มีแยะมาก ยิ่งฝรั่งยิ่งมีปัญหามากกว่าไทยและมีมาก่อน มันไม่ใช่เพิ่งเริ่ม มันเริ่มส่อเค้ามานานแล้ว สมัยผมทำงานอยู่เมืองนอก เมียผมเขาไปคบหาเพื่อนหญิงฝรั่งคนหนึ่งเป็นครูอนุบาลซึ่งมีลูกชายอายุสามสิบแต่ยังไม่พ้นอก เธอบอกผมว่า

     “ความฝันของฉันก็คือเตะเจ้าลูกชายออกจากบ้านได้สำเร็จ”

     “ My dream is to kick him out”

     พูดพลางก็ทำท่าเตะพลาง เป็นเรื่องขำสำหรับผมซึ่งตอนนั้นมีลูกเพิ่งอายุสามขวบและยังมองไม่ออกว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นปัญหาขึ้นมาได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้ฝรั่งเดือดร้อนกับปัญหานี้กันทั่ว สถิติที่อังกฤษ 8 ใน 10 ของคนหนุ่มสาวอายุ 18-24 ปียังสิงอยู่กับพ่อแม่ อีกงานวิจัยหนึ่งพบว่า 1 ใน 3 ของคนหนุ่มสาวอายุ 25 – 34 ปียังสิงอยู่กับพ่อแม่แบบว่าไม่ยอมไปไหนหรือทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที คนไทยก็ไม่น้อยหน้าหรอก โดยเฉพาะคนมีเงิน ผมรู้เพราะคนไข้ของผมมีจำนวนมากที่มีปัญหานี้กับลูกหลานตัวเอง

     3.. ก่อนอื่นมาดูกันสักหน่อยนะว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดปัญหาสายชนวนด้านขึ้นได้ ถ้าใช้วิธีศึกษาแบบเปรียบเทียบ เราลองมองย้อนหลังตัวเราเองตั้งแต่วัยเด็ก คนรุ่นเราถูกบีบให้ต้องเรียนให้สำเร็จต้องหางานดีทำให้ได้เพื่อจะได้มีปัญญากลับมาเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ทนลำบากเพื่อเราเป็นการตอบแทน ชีวิตของคนรุ่นเราบางคนยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าเสียอีก ยกตัวอย่างชีวิตของหมอสันต์คนนี้ก็ได้ พออายุได้สิบหก พ่อก็ตาย เด็กที่เพิ่งแตกหนุ่มเห็นแม่ร้องไห้ปิ่มว่าน้ำตาจะเป็นเลือด จึงเดินไปสาบานที่หน้าศพของพ่อว่า

     “พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมจะเลี้ยงดูแม่เอง”

     นั่นคือวัฒนธรรมหรือ culture ที่ครอบคนรุ่นเรามา คือถูกโยนความรับผิดชอบล้นฟ้าใส่บ่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้เป็นผู้ใหญ่ 

     แต่คนรุ่นคุณลูกของเรานี้ถูกเลี้ยงมาในวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมขอเรียกว่าวัฒนธรรม “ฉันเป็นทารกตลอดกาล” ซึ่งวัฒนธรรมนี้มีสาระสำคัญว่าโลกนี้ต้องยุติธรรมและต้องสะดวกสบาย ถ้าตรงไหนติดขัดบอกนะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่จะไปจัดการให้ ภายใต้วัฒนธรรมนี้สมองของคุณลูกหยุดการเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตไปนานแล้วเพราะพ่อกับแม่เข้ามาจัดการให้หมด และภายใต้วัฒนธรรมนี้พ่อกับแม่ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เลี้ยงดู” ไปเป็น “ขี้ข้าประจำตัวบุตร” เสียแล้วโดยสมบูรณ์ ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้ข้าเขา ก็มีหน้าที่ชัดอยู่แล้วคือตัวเองไปทำแทนนาย ไม่ใช่สอนให้นายทำ เพราะถ้ามัวสอนให้ทำเป็น คุณลูกก็จะไม่ทันเพื่อน สรุปแล้วการบ้านของเด็กทั้งห้องคุณพ่อคุณแม่ล้วนทำมาแข่งขันกันเองทั้งสิ้น ภายใต้วัฒนธรรมนี้ผู้คนจะต้องไม่มีใครต้องทนทุกข์อกไหม้ไส้ขมอะไร ทุกคนต้องมีแต่แฮปปี้ตลอดกาล คุณพ่อคุณแม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณลูกแฮปปี้ แทรกแซงชีวิตคุณลูกไปทุกเรื่องที่แทรกแซงหรือคุ้มกันได้ พวกครูมหาลัยฝรั่งเรียกพ่อแม่ยุคนี้ว่า “Helicopter parent”  คือคอยบินต่ำปกป้องคุ้มกันลูกไว้ตลอดเวลา ไม่ชอบครูหรือลูก เปลี่ยนชั้นมันซะเลย เบื่อนี่หรือลูก เลิกทำมันซะไปทำนั่นดีกว่า ผลก็คือคุณลูกโตขึ้นมาแบบโตวัวโตควาย อาจจะมีปริญญาเต็มผนังแต่ไม่มีไอเดียว่าจะทำอะไรดีกับชีวิตตัวเองนอกจากเล่นคอม  ไม่มีความพร้อม (coping skill)  แม้แต่น้อยที่จะเผชิญหรือฟันฝ่าความทุกข์ยากทางกายและทางใจในสภาวะที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ช่วย อย่างเช่นไปสมัครงาน เพิ่งเริ่มสมัครได้แห่งเดียว แต่พอโดนเขาปฏิเสธไม่รับก็เสียเซลฟ์ หลบหนีเข้าบ้านไม่ออกจากบ้านไปไหนอีกเลยนานถึงสองปีเต็มๆ เป็นต้น ทักษะเดียวที่เขาหรือเธอมีอยู่คือทำตัวให้พ่อแม่ต้องมาช่วย และเพื่อการนี้ (ทำให้พ่อแม่มาช่วยดูแลตัวเอง) เขาหรือเธอทำได้ทุกอย่าง รวมทั้งการกลายเป็นคนเจ็บป่วย  (ส่วนใหญ่โดยเจ้าตัวไม่เข้าใจกลไก) หรือเข้าหายาเสพย์ติดให้โทษ หรือทำร้ายลูกของตัวเอง  (หลานของพ่อแม่) โอ้.. ชีวิต ปัญหานี้มันดกดื่นจนพ่อแม่ฝรั่งเดี๋ยวนี้มีคำพูดติดปากคำหนึ่งว่า “Adult children” ซึ่งเป็นหน่วยนับจำนวนลูกประเภทสายชนวนด้านนั่นเอง

     4.. แล้วการขาดทักษะชีวิตของคุณลูกในวัฒนธรรมนี้มันจะเป็นกันไปนานถึงอายุเท่าไหร่กันเนี่ย สามสิบ สี่สิบ ตอบว่านานเท่าไหร่ไม่มีใครตอบได้หรอกครับ หลักฐานที่เก็บโดยองค์กร Empowering Parents ในอเมริการายงานว่ามีคุณยายคนหนึ่งอายุ 96 ปี เธอยังต้องเลี้ยงดูบุตรอายุ 67 ปี โดยที่ ณ อายุขนาดนั้นคุณยายยังต้องตัดหญ้าเอง ขณะที่คุณลูกชายนอนเขลงอยู่บนโซฟาดูทีวี. น่าน..น โรคนี้มันเป็นกันได้นานถึงขนาดนั้นเลยนะครับ เพราะวงจร “มีปัญหาเรียกหาพ่อแม่มาช่วย” นี้มันเป็นวงจรอุบาทว์ที่วนซ้ำไม่รู้จบยิ่งนานคุณลูกก็ยิ่งง่อยรับประทานมากขึ้นๆ

     5.. แล้วทำอย่างไรจึงจะตัดช่องออกมาจากวงจรอุบาทว์นี้ได้ละ หลักการที่จะเบรกออกจากวงจรอุบาทว์นี้ให้ได้ก็คือคุณพ่อคุณแม่ต้องค่อยๆถอนการปรนนิบัติรับใช้แบบขี้ข้า แล้วค่อยๆเพิ่มการสร้างโอกาสให้เขาได้ฝึกฝนทักษะในการรับมือกับความทุกข์ด้วยตัวเขาเอง ให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่าความล้มเหลวแต่ละครั้งแม้มันเจ็บก็จริง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตาย ให้เขาได้เรียนรู้แบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนเขาค่อยๆมีความมั่นใจ พูดง่ายๆว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากขี้ข้ามาเป็นครู ยากอยู่นะครับ เพราะเป็นขี้ข้าใช้แต่อารมณ์ทำงาน ไม่ต้องใช้สมองก็ได้ แต่เป็นครูต้องใช้สมอง ต้องรู้จังหวะจะโคน และต้องใจแข็งมีน้ำอดน้ำทนเพื่อให้ลูกศิษย์ก้าวหน้า แต่ถึงจะยากแค่ไหน คุณก็ต้องทำ เพราะทำไงได้ละ คุณทำให้เขาเกิดมาแล้วนี่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ปฏิบัติการของคุณง่ายขึ้น ผมแนะนำขั้นตอนปฏิบัติให้ดังนี้นะ

     ขั้นที่ 1. ประเมินคุณลูกก่อน ว่าเขาอยู่ที่ตรงไหน มีใจอยากเป็นอิสระแต่ไม่กล้า หรือเป็นคนเสมือนเป็นอัมพาต คือติดการสิงพ่อแม่จนเป็นง่อยถาวร ไม่คิดไม่อ่านอะไรต่อไปทั้งสิ้น

     ขั้นที่ 2. ประเมินตัวคุณ (คุณพ่อคุณแม่) เอง ว่าอะไรเป็นจุดตาย (จุดคีมึ้ง) ของคุณ พ่อแม่บางคนจุดตายอยู่ตื้นมาก เช่นลูกเม้มปากไม่ยอมกินข้าวแค่เนี้ยะพ่อแม่ก็บ้ารับประทานแล้ว ลูกจะเอาอะไรก็ทูนหัวให้หมดขอให้กินข้าวซักคำเถอะลูก ในขั้นนี้คุณต้องมองย้อนไปดูจุดตายของคุณด้วยใจยุติธรรม ว่าอะไรเป็นเหตุให้คุณพาลูกเข้ารกเข้าพงมาจนถึงตรงนี้ได้ เพราะความรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งเขาไปช่วงหนึ่งหรือเปล่า เพราะความรู้สึกกลัวความล้มเหลวของตัวเองว่าเลี้ยงลูกให้เป็นผู้เป็นคนแบบชาวบ้านเขาไม่ได้หรือเปล่า เพราะความรู้สึกแค้นที่ตัวเองไม่เคยได้รับในบางอย่างตอนเด็กหรือเปล่า ฯลฯ คุณประเมินจุดตายของตัวเองทั้งหมด เขียนใส่กระดาษไว้ แล้ววางกลยุทธ์เพื่อปิดจุดตายเหล่านี้ไปทีละจุดๆ ก่อนที่จะทำสงครามปลดแอกกับลูกบังเกิดเกล้า นี่เป็นหลักการทางการทหารธรรมดาๆ ซึ่งทหารจีนชื่อซุนวูสอนไว้

     “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

     ขั้นที่ 3.. ปรับโลกทัศน์ของตัวคุณ (คุณพ่อคุณแม่) เสียใหม่ เลิกมองลูกเป็นคุณหนู มองว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ที่สืบเผ่าพันธ์ได้แล้วและควรรับผิดชอบตัวเองและสังคมได้แล้ว ถ้าคุณมองลูกซึ่งเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วว่าเขายังเป็นเด็กทารกอยู่ร่ำไป แล้วผลมันจะเป็นไงละครับ ผมไม่บอกคุณก็คงนึกต่อเองได้ ให้คุณยึดหลักว่าเมื่อลูกเป็นผู้ใหญ่ เขาต้องหาเลี้ยงตัวเอง คุณอาจจะใช้วิธีคิดดังๆก็ได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ทางฝ่ายลูกเขาด้วย เช่น แกล้งเขียนกลอนแปะข้างฝาบ้านไว้ว่า

     “..แม่ไม่มี เงินทอง จะกองให้
จงตั้งใจ พากเพียร เรียนหนังสือ
หาวิชา ความรู้ เป็นคู่มือ
เพื่อยึดถึอ เอาไว้ ใช้เลี้ยงกาย

     พ่อกับแม่ มีแต่ จะแก่เฒ่า
จะเลี้ยงเจ้า เรื่อยไป นั้นอย่าหมาย
ใช้วิชา ช่วยตน ให้ทุกข์คลาย
เจ้าสบาย แม่กับพ่อ ก็ชื่นใจ..”

       ขั้นที่ 4. ตีเส้นให้ชัด ในขั้นนี้คือคุณต้อง “ตีเส้น” ว่าในการจะถอยบทบาทจากการเป็นขี้ข้าเปลี่ยนมาเป็นครูนี้ ต่อแต่นี้ไป อะไรคือได้ อะไรคือไม่ได้ เมื่อตั้งใจกำหนดขอบเขตได้ไม่ได้มั่นเหมาะแล้ว ต่อไปก็ต้องเปิดโต๊ะเจรจากับคุณลูก ว่าต่อแต่นี้ไป พ่อกับแม่มีมิชชั่นใหม่ว่าจะช่วยให้ลูกเป็นผู้เป็นคนเสียทีพ่อกับแม่จะได้ตายตาหลับ บนมิชชั่นนี้ พ่อกับแม่กำหนดว่าต่อแต่นี้ไป พ่อแม่จะให้อะไร ไม่ให้อะไร ถ้าอยากได้มากกว่านี้ลูกต้องทำอะไรแลกเปลี่ยน จึงจะได้  

     ขั้นที่ 5. ตัดสายสะดือ ในขั้นตอนนี้ฝรั่งเขาเรียกว่าตัด PATM คำว่า PATM ย่อมาจาก parent ATM หมายถึงความช่วยเหลือทางการเงินทุกชนิดที่ลูกโข่งสิงกินจากพ่อแม่ ขั้นนี้ยากนิดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ใช้เงินเป็นเครื่องแสดงความรักลูก ผมมีคนรู้จักคนหนึ่ง บ่นให้ผมฟังว่ากลุ้มใจลูกชายที่ไม่ยอมทำงานกดเอทีเอ็ม.พ่อแม่ใช้เดือนละแสนแปด ผมเข้าใจว่าคุณไม่ได้พาลูกคุณเข้ารกเข้าพงไปลึกขนาดนั้น แต่อย่างไรเสียขั้นตอนนี้ก็เป็นขั้นตอนที่ยากอยู่ดี ให้คุณท่องคาถาของผมไว้ ว่าลูกเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ใช่คุณหนู เขาจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้เพื่อการเป็นผู้ใหญ่ และคุณต้องเลิกเล่นบทง่ายคือ “ขี้ข้า” มาเล่นบทยากคือ “ครู” ไม่ต้องกลัวว่าลูกชายจะตายเพราะไม่มีเงิน ในโลกความจริง ถ้าเขาไม่เรียนหนังสือ ไม่ทำงาน แม้จะไม่มีเงิน เขาก็อยู่ได้ ไม่ตายหรอก เสื้อผ้าไม่มีไปหาขอบริจาคเสื้อผ้าเก่าเอาได้ จะไปไหนมาไหนก็ขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี อาหารก็กินของถูกๆ ไม่มีเงินตัดผมก็ไม่ต้องตัด ปล่อยมันยาวไปอย่างนั้นแหละ ถ้าเขาอยากจะทำอย่างนั้นก็ให้เขาทำไป อย่าลืมว่าคุณเป็นครูนะ ตัดสายสะดือแล้ว ครูที่ดีก็ต้องหาจังหวะให้ลูกได้เรียนรู้ด้วย คอยให้ feed back ในทางบวกถ้าศิษย์ทำดี หรือทางลบถ้าทำไม่ดี

     คุณลองเอาทั้งห้าขั้นตอนนี้ไปทำดูนะครับ ค่อยๆขยันทำไป การเป็นแม่คนเนี่ยยากนะครับ ตัวผมเองไม่เคยเป็นแม่ใครมาก่อนหรอก แต่ผมก็เคยเป็นลูกของแม่มาก่อน ผมเข้าใจ แต่ถึงจะยาก คุณก็ต้องทำ ถ้าคุณไม่อยากมีชะตากรรมเหมือนหญิงแก่ข้างบ้านของผมคนหนึ่งที่บ้านนอก ที่จังหวัดพะเยาเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนโน้น คือจะมีบางเย็นที่ลูกชายสุดจะไม่เอาไหนของเธอจะดื่มเหล้าจนเมาแอ๋ แล้วมายืนเท้าสะเอวที่ถนนหน้าบ้าน แล้วชี้เข้ามาด่าพ่อแม่ในบ้านว่า

     “..มึงเลี้ยงดูกูไม่ดีแล้วทำให้กูเกิดมาทำไมวะ”

     เป็นแม่คนแล้วได้ยินคำนี้จากปากลูก มันคงจะ...ช้ำ นะครับ

    ปล. ลองทั้งห้าขั้นตอนแล้ว หากยังไม่เวอร์คหรือเห็นว่าเกินกำลังจะแก้ปัญหาต่อเอง น่าจะลองปรึกษาจิตแพทย์ก็ดีนะครับ เพราะอาการที่ออกแนวซึมเศร้าแบบนี้ งานวิจัยทางการแพทย์บ่งชี้ว่าการใช้ยาช่วย จะให้ผลดีกว่าไม่ใช้ยานะครับ ส่วนจิตแพทย์คนไหนดี คุณต้องไปลองทดสอบดูเอาเอง ผมชี้เบาะแสไม่ได้ เพราะแพทยสภาเขาห้ามสมาชิกโฆษณาหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาสรรพคุณของตัวเอง ถ้าผมบอกชื่อจิตแพทย์ไป เดี๋ยวเขาจะเดือดร้อนโดนแพทย์สภาอัดเอาว่าเขาแกล้งยอมให้ผมฮั้วหาลูกค้าให้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

3 มิย. 56


จดหมายจากผู้อ่าน

อาจารย์ตอบได้ถูกใจ แต่คนที่เป็นแม่คงทำตามได้ยาก (ยิ่งมีเงินยิ่งทำยากมาก ๆ ) เมื่อไม่นานมานี้ดู ทีวี รายการหนึ่ง พ่อขับรถพร้อมลูกเมียเกิดอุบัติเหตุ ลูกพิการ แม่ก็โทษพ่อเป็นต้นเหตุเพราะถ้ามาส่งลูกเมียก่อนไปส่งเพื่อน ลูกก็คงไม่พิการ ฯลฯ สรุป พ่อปฎิบัติต่อลูกให้มีความรู้สึกว่า เขาไม่ใช่คนพิการ ทำอะไรด้วยตัวเองได้ ก็ไม่ต้องเรียกร้องให้คนช่วย ฯลฯ เวลานี้ลูกชายก็โต จบการศึกษา ทำงานอยู่บริษัทของพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษอะไร ยังต้องเก็บเงินซื้อรถยนต์เอง และยังต้องแบ่งเงินเดือนส่งน้องเรียนโดยมีข้อตกลงต่อไปน้องจะต้องดูแลพี่ชายตลอดไป ทำได้อย่างไร? ผมสงสัยพ่อไปพูดกับแม่ได้อย่างไร? จึงยอมให้ทำเช่นนั้นได้ เก่งจริง ๆ นับถือครับ

See Translation