ขอยาป้องกันมาลาเรียเพื่อไปเที่ยวป่าแอฟริกาใต้ (malaria prophylaxis)


เรียนคุณหมอสันต์
ผมซื้อทัวร์ไปเที่ยวประเทศแอฟริกาใต้ ต้องออกจากเมืองเค้ปทาวน์ไปซาฟารีรอนแรมในป่า ไปส่องสัตว์ช่วยเช้าตรูและเย็น คือต้องอยู่ในป่า 4 วัน บริษัททัวร์ที่นั่นและนำให้เอายามาจากบ้านเพื่อกินป้องกันมาลาเรียมาด้วย โดยยาที่เขาแนะนำให้กินคือยา Malarone ผมอยากถามว่าเราไม่กินยานี้ได้ไหม กินกับไม่กินอย่างไหนดีกว่ากันครับ ถ้าจำเป็นต้องกินมียาอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้ไหม

ตอบครับ

     ก่อนจะตอบคำถามของคุณซึ่งพูดถึงมาลาเรียในประเทศเซ้าท์แอฟริกา ขอพูดถึงมาลาเรียในประเทศไทยก่อนนะ เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านมีเพื่อนฝรั่งมาเมืองไทย หรือตัวท่านเองคิดจะท่องป่าในเมืองไทยเสียเอง คือโอกาสที่คนเข้าไปท่องเที่ยวในป่าจะติดเชื้อมาลาเรียในประเทศไทยนี้มีน้อยมาก หลักฐานจากงานวิจัย [1] พบว่าความเสี่ยงที่จะติดเชื้อมี 1 ใน 16,000 คน ข้อมูลย้อนหลัง 6 ปีของรพ.เวชศาสตร์เขตร้อนซึ่งเป็นศูนย์รักษามาเลเรียระดับเยี่ยมวรยุทธ์เองพบว่ามีนักท่องเที่ยวติดเชื้อมาเลเรียในประเทศไทยเพียง 3 ราย [2] นอกจากนี้ความสำเร็จในการปรามการใช้ยาฆ่าเชื้อมาลาเรียอย่างพร่ำเพรื่อในเมืองไทยทำให้เชื้อบ้านเราที่เคยหัวแข็งกลายเป็นเชื้อกระหม่อมบาง อย่างเชื้อ falciparum ที่ว่าแรงๆของเราใช้ยาระดับเมโฟลควินหรือคลอโรควินก็ได้ผลแล้ว ซึ่งเราควรช่วยกันถือนโยบายไม่ใช้ยาซี้ซั้วนี้ต่อไป อีกอย่างหนึ่งการกินยาป้องกันก็ใช่ว่าจะป้องกันได้ 100% เพราะสัจจธรรมคือไม่มียาใดป้องกันมาเลเรียได้ 100% เพราะเชื้อดื้อยามีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นยา คลอโรควิน หรือยาเมโฟลควิน จึงไม่ควรให้นักท่องเที่ยวในป่าเมืองไทยกินยาฆ่าเชื้อมาลาเรียพร่ำเพรื่อ อันนี้ฝากถึงผู้จัดทัวร์ในป่าเมืองไทยด้วยนะครับ เมืองไทยเรานี้การเข้าถึงสถานพยาบาลหลังจากมีอาการไข้ทำได้ง่ายมาก ทุกอำเภอมีรพ.อำเภอ ที่จะต้องรอนแรมกลางป่าหลายวันกว่าจะพบหมอได้นั้นไม่มีแล้วเพราะไม่มีป่าที่ไหนลึกขนาดออกจากป่าใน 24 ชั่วโมงไม่ได้ (ไม่นับหลงป่านะ) เมืองไทยจึงไม่ควรมีใครกินยาป้องกันมาลาเรีย เว้นเสียแต่ว่าจะเข้าป่าลึกหลายวัน ซึ่งกรณีเช่นนั้นก็ใช้วิธีขอหมอเอายาพกพาเผื่อสำหรับการรักษา (standby drug) พอเป็นไข้ขึ้นมาก็กินแบบรักษาโรคเต็มรูปแบบไปเลย (เช่นเมโฟลควินหรือลาเรียม 1250 มก. หรือห้าเม็ด (25 มก.กก.) กินทีเดียว พอออกจากป่าแล้วก็รีบไปหาหมอรักษาต่อทันที แต่ถ้าไม่เป็นไข้ก็ไม่ต้องกิน ออกจากป่ามาแล้วก็ทิ้งยาไปเสีย

     นอกจากนี้ผมขอย้ำกับคนจะเดินป่าทุกคนว่าที่ดีกว่าการกินยาป้องกันมาเลเรีย คือการป้องกันไม่ให้ยุงกัด ซึ่งควรทำอย่างยิ่งดังนี้

     1. ใช้ยาทาผิวหนังกันยุง ยาที่งานวิจัย [3] บอกว่าทากันยุงได้จริงนั้นคือยาอ่านฉลากดูแล้วต้องมีส่วนผสมของสาร DEET (N, N dimethyl-m-toluamide) โดยเลือกยี่ห้อที่มีความเข้มข้นของ DEET สูง คือถ้าสูงถึง 35% จะกันยุงได้นาน 4-6 ชม. ถ้าเข้มข้นถึง 100% จะกันยุงได้นาน 10 ชม. ส่วนสมุนไพรกันยุงสาระพัดนั้น มีประสิทธิภาพไม่แน่นอน

     2. สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด

     3. นอนกางมุ้ง หรือในบ้านที่มีมุ้งลวด

     4. หลีกเลี่ยงการเดินทางช่วงที่ยุงก้นปล่องออกหากิน คือพลบค่ำ กลางคืน ไปจนถึงเช้ามืด

     5. ขณะเดินป่า หรือหลังเดินป่าภายในหนึ่งเดือน หากมีไข้ต้องไปหาหมอโดยพลัน และให้ประวัติหมอว่าไปเดินป่าที่ไหนเมื่อใด เพราะมาลาเรียเป็นโรคที่ถ้ารักษาเร็วก็หายเร็ว

     เอาละ ทีนี้มาตอบคำถามของคุณ คุณจะไปประเทศเซ้าท์แอฟริกา ตามสถิติของ CDC ที่นั่นอัตราการที่นักท่องเที่ยวจะติดเชื้อมาลาเรียก็ต่ำนะครับ ต่ำพอๆกับเมืองไทย แต่มีข้อแตกต่างกันตรงที่เชื้อที่นั่นแรง ยากระจอกระดับเมโฟลควินหรือคลอโรควินที่ใช้ได้ผลกับเชื้อในเมืองไทยเอาไปใช้ที่นั่นไม่ได้ผลดอก ต้องไปใช้ยาระดับควบสองตัว atovaquone + proquanil ซึ่งมีชื่อการค้าว่า Malarone แถมที่นั่นพวกทัวร์ป่าต่างก็พากันโปรโมทการกินยาฆ่าเชื้อมาลาเรียก่อนเข้าป่ากันเอิกเกริก ซึ่งผมเดาว่าหากพวกเขายังไม่เลิกทำเช่นนี้ ต่อไปเชื้อที่นั่นจะไม่มียาไหนรักษาได้ แต่ก็ช่างเขาเถอะครับ ประเทศของเขาเขาจะทำอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของเรา มาเอาเรื่องของเราดีกว่า

     เชื้อมาลาเรียนี้มีความพิสดารตรงที่วงจรชีวิตของมัน ซึ่งผลุบๆโผล่ๆเข้าๆออกๆเม็ดเลือดแดง ช่วงผลุบก็หลบพ้นจากยาได้ ช่วงโผล่ถ้าโดนยาก็ตาย การจะฆ่าเชื้อนี้ไม่ว่าจะแบบปัองกันหรือแบบรักษาก็ต้องใช้หลักการเดียวกันคือต้องให้ยาปูพรมยาวนานแม้จะออกจากป่ามาแล้ว ต่างกันที่ป้องกันก็คือการรักษาขณะที่ร่างกายยังไม่ได้รับเชื้อนั่นเอง แม้ว่าขนาดยาที่ใช้ป้องกันจะต่ำกว่า แต่หลักการก็คือมุ่งฆ่าเชื้อเหมือนกัน ดังนั้นถ้าคุณจะกินยาป้องกันคุณก็ต้องกิน Malarone วันละเม็ด (100+250 มก.) ทุกวันโดยเริ่มกินตั้งแต่สองวันก่อนเข้าป่า และกินทุกวันขณะอยู่ในป่า ออกจากป่าแล้วคุณก็ต้องกินทุกวันไปอีกเจ็ดวัน

     ถ้าตัวผมไปท่องป่าแอฟริกา ผมจะไม่กินยาป้องกันหรอก แต่จะให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกันทั้งแต่งตัวมิดชิดใช้ยาทาและใช้มุ้ง ถ้าโรงแรมไม่มีมุ้งให้เพราะอ้างว่ามีมุ้งลวดแบบมีรูให้ยุงมุดเข้าได้อยู่แล้ว ผมก็จะพกมุ้งของผมไปเอง แล้วผมจะดูแผนการท่องเที่ยว ถ้าทุกจุดผมออกมาหาหมอได้ใน 1 วัน ผมก็ไม่ต้องเตรียมยา stand by drug แต่หากต้องนอนค้างอ้างแรมหลายวันโดยออกมาไม่ได้ ผมก็อาจจะเตรียมยาไปแต่ไม่กิน จะกินก็ต่อเมื่อมีอาการจับไข่สั่น เอ๊ย..ไมใช่ อาการไข้หนาวสั่น และอยู่ระหว่างเดินทางไปหาหมอ เวลากินผมก็จะกิน (Malarone 100+250 มก.) วันละ 4 เม็ดนานสามวัน นี่ไม่ใช่เป็นการป้องกันนะครับ แต่เป็นการรักษาเมื่อมีไข้จับสั่นแล้วแต่ยังเดินทางไปไม่ถึงหมอ จำนวนยาที่ใช้โหลงโจ้งพอๆกัน แต่วิธีของผมโอกาสที่ผมจะมีอาการจับไข่สั่นกลางป่าจนต้องกินยานั้นมีน้อยมาก ตามสถิติของ CDC คือน้อยระดับหนึ่งในหมื่นทีเดียว

     แต่ถ้าคุณยืนยันจะต้องการกินยาแบบป้องกันให้ได้เพื่อรักษาความกังวลของคุณเอง (ซึ่งผมไม่แนะนำ) คุณก็ต้องไปหายา Malarone มา 13 เม็ด กินวันละเม็ด เริ่มกินสองวันก่อนเข้าป่า กินทุกวันจนออกจากป่า แล้วกินตบท้ายอีกเจ็ดวัน

     ในเมืองไทยนี้ใช่ว่าคุณจะหายา Malarone กินได้ง่ายๆนะ ผมว่าคุณไปหายาระงับประสาทกินง่ายกว่า เพราะยานี้โรงพยาบาลทั่วไปเขาไม่มีใช้กันหรอก คุณต้องไปเอาที่โน่น โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ที่ถนนราชวิถี ไปเอาแล้วหมอเขาจะให้หรือไม่ให้คุณผมไม่รู้นะ ต้องขึ้นอยู่กับวาทะศิลป์ของคุณ ซึ่งผมแนะวิธีเต้ยยาจากหมอแบบหลังไมค์ให้ก็ได้ คือคุณต้องทำทีเป็นว่าคุณจะเอาไปเป็น stand by drug จะกินก็ต่อเมื่อมีไข้เท่านั้น โดยทำทีเป็นโอดครวญว่าการเดินทางต้องเข้าป่าลึก 4 วันไม่ได้โผล่ออกมาดูเดือนดูตะวันเลย ถ้าหมอเขาหลงคารมของคุณ เขาก็จะให้ยาคุณมา 12 เม็ด โอกาสเต้ยยาจากแพทย์ได้สำเร็จมีไม่มากนะคุณ เพราะหมอที่เวชศาสตร์เขตร้อนเขาใช้เวลาหลายสิบปีเรียนรู้ว่าการเข้มงวดไม่ใช้ยาพร่ำเพื่อมันทำให้ชีวิตง่ายกว่าการมาพยายามรักษามาลาเรียดื้อยาร้อยเท่าพันทวี

ปล. 

คุณอย่าไปคิดว่าเซ้าท์แอฟริกาเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน การแพทย์ไม่เจริญหวังพึ่งอะไรไม่ได้นะครับ  อย่าลืมว่าการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจครั้งแรกของโลกสำเร็จที่ประเทศเซ้าท์แอฟริกานะครับ และการแพทย์ของที่นั่นก็ก้าวหน้าไม่แพ้ที่ไหนในโลกเลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

เอกสารอ้างอิง
1. Hill DR, Behrens RH, Bradley DJ. The risk of malaria in travelers to Thailand. Trans R Soc Trop Med Hyg 1996;90:680-1.
2. Piyaphanee W, Krudsood S, et.al. Travellers’ malaria among foreigners at the Hospital For Tropical Disease, Bangkok, Thailand – a six year review (2000-2005). Korean J Parasitol. 2006;44:229-32
3. Fradin MS. Insect Protection. In: Keystone JS, Kozarsky PE, Freedan DO et al. Travel Medicine. Mosby, Elsevier, 2004: 61-9.
4. CDC. Malaria Information and Prophylaxis, by Country. Accessed on November 24, 2015 at http://www.cdc.gov/malaria/travelers/country_table/t.html

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว