รีทรีตทางจิตวิญญาณ Spiritual Retreat (SR-18) 23-26 กย. 64

(หมายเหตุ; ชั้นเรียน SR-18 วันที่ 23-26 กย. 64 เต็มแล้ว)

(นพ.สันต์พูดกับสมาชิก SR …)

“..นั่งตามสบายนะ ไม่ต้องสำรวม ที่นี่ไม่ใช่วัด และผมก็ไม่ใช่พระ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายคุณเหยียดเท้าตรงมาหาผมได้ เพราะถ้าเหยียดเท้าไปทางอื่นคอของคุณก็จะบิดและเมื่อย ผมไม่ mind เรื่องการแต่งกายว่าจะเรียบร้อยไม่เรียบร้อย เพราะผมคุ้นกับฝรั่งมังค่าที่ยอดจะไม่เรียบร้อยมาแยะพอควร ที่นี่ไม่มี dress code ให้ทำตัวตามสบาย ตัวผมเองไม่ได้มีฐานะเป็นครูหรือเป็นอาจารย์ ผมเป็นแค่เพื่อนของทุกๆคนเท่านั้น การคุยกันในแค้มป์นี้จะเป็นการคุยกันอย่างเพื่อน คุยกันอย่างคนคุยกับคน

คุณอาจต้องทนรำคาญผมหน่อยนะ ที่ระยะหลังมานี้ผมเนิบนาบเชื่องช้าลง ไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมแก่แล้ววางฟอร์ม แต่เป็นเพราะว่าการคุยกันในเรื่องทางจิตวิญญาณผมไม่ได้คุยจากโผที่เตรียมไว้ก่อน มันเป็นการแลกเปลี่ยนสื่อสารกันระหว่างผู้แสวงหาความหลุดพ้น

ทุกคนคือคนที่มีศักยภาพที่จะหลุดพ้นจากกรงความคิดของตัวเองไปสู่ศักยภาพไร้ขอบเขตที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมี ดังนั้นเมื่อผมพูดกับคุณผมพูดด้วยความเคารพนับถืออย่างยิ่งในความเป็นคนผู้มีศักยภาพที่จะหลุดพ้น ด้วยความรักเมตตาอย่างยิ่ง ว่าทำอย่างไรผมกับคุณจึงจะเกี่ยวก้อยกันไปสู่ความหลุดพ้นได้ ดังนั้นเวลาผมพูด ผมใช้วิธีตัังใจมองดูหน้าคุณ ตั้งใจฟังคำถามของคุณ แล้วก็ค่อยๆพูดไปตามสิ่งที่โผล่ขึ้นมาในหัวใจของผม ณ ขณะนั้น บางจังหวะไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาในใจเลย ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด มันก็เลยดูเหมือนผมอ้ำๆอึ้งๆติดๆขัดๆ แต่ผมก็อยากจะรักษาวิธีพูดไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นเองสดๆจากหัวใจนี้เอาไว้ เพราะมันกลายเป็นสไตล์ของผมไปเสียแล้ว อย่าแปลกใจว่าคำถามเดียวกันที่ผมตอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะผมพูดออกไปตามที่มันโผล่ขึ้นมาในใจตอนนั้น

เวลาผมคุยกับคุณผมไม่ได้พยายามคลี่ตรรกะหรือคอนเซ็พท์ของเนื้อหาภาษาให้เชาว์ปัญญาของคุณเห็นคล้อยตามนะ ไม่เลย สิ่งที่ผมอยากจะสื่อให้คุณไม่ใช่สิ่งที่ภาษาจะสื่อได้ สิ่งที่ผมพยายามจะทำเป็นเสมือนการโอบกอดสัมผัสหัวใจของคุณด้วยหัวใจของผมมากกว่า บางครั้งผมพูดสื่อเนื้อเรื่องได้ไม่ถึงครึ่งเดียว เมื่อผมชงักนิ่งสนิทอยู่กลางความเงียบไม่รู้จะพูดคำไหนต่อดี คุณก็ต้องมาอยู่ในความเงียบเดียวกับผม อยู่นิ่งๆ เงียบๆ โดยไม่ต้องคิดคาดเดาว่าคำต่อไปคุณจะได้ยินคำว่าอะไรบ้าง แค่อยู่นิ่งๆเงียบๆ เมื่อเราต่างนิ่งๆเงียบๆอยู่ในความว่างเดียวกัน มันมีโอกาสที่สิ่งที่สื่อเป็นคำพูดไม่ได้แต่มันมากับคำพูดเสมือนเงาหรือกลิ่นอโรมาที่ตามคำพูดมานั้น มันจะลอยอ้อยอิ่งอยู่ในความว่างนั้นแล้วถูกใจของคุณรับเอาไปได้

เรื่องที่จะพูดกันมันมีมากมายเหลือเกิน แต่กลับไม่รู้จะพูดอะไร ผมเองรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ในสองโลก คือโลกของภาษา กับโลกที่ไม่มีภาษา ผมกำลังเรียนรู้ที่จะหาวิธีกลางๆที่เราจะสื่อสารกันและพากันไปให้ได้

โลกที่มีภาษาก็คือความคิด โลกที่ไม่มีภาษาก็คือโลกของคลื่นความสั่นสะเทือนหรือพลังงานซึ่งก็คือความรู้ตัวขณะไม่มีความคิด แล้วตรงไหนของชีวิตละที่เราจะเดินข้ามไปมาระหว่างโลกทั้งสองได้

ผมพูดบ่อยๆว่าชีวิตแบ่งเป็นสามส่วน คือร่างกาย (body) ความคิด (thought) และความรู้ตัว (consciousness) โดยที่มีความสนใจหรือสติ (attention) เป็นแขนของความรู้ตัวคอยวิ่งรอกไปมาในระหว่างทั้งสามส่วนนี้ เมื่อพยายามมองทั้งสามส่วนนี้ มันแทบมองไม่เห็นเลยว่าจะมุดเข้าตรงไหนจึงจะไปยืนอยู่จุดเปลี่ยนระหว่างโลกของภาษากับโลกของคลื่นความสั่นสะเทือนได้

การจะออกจากโลกของภาษาได้จะต้องถอยความสนใจออกมาจากความคิด ต้องวางความคิดลงไปให้หมดก่อน การจะเข้าไปอยู่ในคลื่นความสั่นสะเทือนได้นอกจากจะออกมาจากความคิด ได้แล้วยังต้องถอยความสนใจออกจากร่างกายนี้ด้วย จนเหลือแต่ความรู้ตัวอยู่ในความว่างเปล่า โดยผมจะฝึกสอนให้คุณใช้เครื่องมือ 7 ชิ้น คือ (1) ความสนใจ (2) ลมหายใจ (3) การผ่อนคลายร่างกาย (4) การรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย (5) การจี้ตัวเองให้ตื่น (6) การสังเกตความคิด (7) การจดจ่อสมาธิ ผมจะเคี่ยวเข็ญให้คุณใช้เครื่องมือทั้ง 7 ชิ้นนี้ถอยความสนใจออกมาจากความคิดให้ได้ก่อน

สี่วันที่อยู่ด้วยกันนี้ เอาแค่นี้พอ เมื่อหมดความคิดจนจิตเป็นสมาธิดีแล้ว ปัญญาญาณจะชี้นำคุณไปต่อเอง โดยที่คุณไม่ต้องขอรู้ล่วงหน้าว่ามันจะเกิดอะไรบ้าง เพราะรู้ไปมันก็ไม่เหมือนหรือไม่ใช่ของที่คุณจะประสบจริง เพราะของที่คุณจะประสบจริงเป็นประสบการณ์ในรูปของคลื่นความสั่นสะเทือน แต่สิ่งที่คุณขอรู้ล่วงหน้านั้นเป็นภาษา มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร และอย่าไปฝันหาความต่อเนื่องหรือฝันว่าจะทำอะไรได้อย่างใจตลอดไป เพราะความต่อเนื่องเป็นภาพหลอนของคอนเซ็พท์เรื่องเวลา ให้คุณเอาแค่เดี๋ยวนี้ ทีละเดี๋ยวนี้ ผมให้หนึ่งเดี๋ยวนี้อย่างยาวที่สุดก็แค่หนึ่งลมหายใจเข้าออก อย่าให้แต่ละเดี๋ยวนี้ของคุณนานกว่านั้น อย่าพูดถึงอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าหรืออีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ยิ่งชาติหน้ายิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลย เพราะคุณจะไม่หลุดพ้นไปไหนหากคุณเผลอหลุดจากเดี๋ยวนี้ เอาแค่เดี๋ยวนี้พอ ทีละเดี๋ยวนี้ ทีละช็อต ทีละช็อต อดีตอนาคตไม่มี เมื่อใดที่คุณประสบความสำเร็จที่เดี๋ยวนี้ เมื่อนั้นคุณก็จะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต เพราะชีวิตทั้งชีวิตก็มีแต่เดี๋ยวนี้แค่นั้น เดี๋ยวอื่นไม่มี..”

Spiritual Retreat คืออะไร

Spiritual หมายถึงองค์ประกอบของชีวิตที่ข้ามพ้นส่วนที่เป็นร่างกายและความคิด นั่นก็คือองค์ประกอบส่วนที่เรียกว่าเป็นความรู้ตัว (awareness)

Retreat คือการปลีกวิเวกหลีกเร้น ไปอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ได้มีเวลาที่สันโดษและเป็นส่วนตัวไม่ถูกรบกวนหรือชักใบด้วยสื่อชักนำความคิดจากภายนอก อันจะทำให้เข้าถึงความรู้ตัวได้ง่าย

Spiritual retreat ก็คือการปลีกวิเวกหลีกเร้นเพื่อหันเหความสนใจจากโลกภายนอก ที่ผ่านเข้ามาทางอายตนะทั้งหกคือตาหูจมูกลิ้นผิวหนังและความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจ กลับเข้าไปสนใจความตื่นรู้และสงบเย็นที่ภายในตัวในสภาวะที่ไร้ความคิด แล้วอ้อยอิ่งซึมซับรอดูอยู่ที่นั่นว่าแต่ละวินาทีที่ผ่านไปจะมีอะไรโผล่เข้ามา เป็นการขยายการรับรู้ (perception) ให้ลึกละเอียดยิ่งไปกว่าอายตนะ โดยเรียนรู้ผ่านการอยู่ในสถานที่สงบเงียบเป็นเวลานานหลายวันบ้าง หลายสัปดาห์บ้าง หลายเดือนบ้าง อาจจะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับกลุ่มที่ต่างมุ่งแสวงหา “ความหลุดพ้น” เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าแค้มป์นี้จะกำเนิดจากความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ป่วยจัดการความเครียด แต่ผ่านไปหลายปีมาถึงป่านนี้แล้วแค้มป์ได้เปลี่ยนหน้าตาตัวเองมาจนไม่เหลือความเกี่ยวข้องกับวิชาแพทย์แผนปัจจุบันหรือวิทยาศาสตร์เลย แค้มป์นี้เลือกเอาคำสอนที่เด่นของทุกศาสนามาใช้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดๆทั้งสิ้น (spiritual but not religious) ไม่มีพิธีกรรม ไม่ต้องปฏิบัติบูชาหรือสวดมนต์ใดๆ แต่งกายตามสบาย ไม่ต้องนุ่งห่มแบบใดแบบหนึ่งเป็นการเฉพาะ ไม่มีการใช้ศัพท์แสงของทางศาสนา ไม่ต้องนอนตื่นเช้าเกินเหตุ (เริ่มกิจวัตร 7.00 น.)ไม่ต้องอดอาหาร แต่อาหารที่มีให้เป็นอาหารแบบมังสะวิรัตแบบมีไข่ด้วย (ovo-vegetarian)เพื่อให้ร่างกายไม่มีความเปลี้ยล้าหรือง่วงซึมจากอาหารเนื้อสัตว์ ช่วงโควิดนี้แจกอาหารแยกของใครของมันต่างคนต่างกิน

เนื้อหาสาระที่เรียนเป็นการเรียนทักษะ (ปฏิบัติ) ไม่ใช่เรียนความรู้หรือคอนเซ็พท์ ในแค้มป์จะพูดหรือทำสิ่งเดียวเท่านั้น คือเรื่องที่จะหลุดพ้นไปจากความยึดติดในความเป็นบุคคล (อีโก้) ไปสู่ความตื่นอย่างรู้ตัว โดยโฟกัสที่..ที่นี่ เดี๋ยวนี้ หลักคิดพื้นฐานของการฝึกเพื่อหลุดพ้นจากกรงความคิดของตัวเองนี้คือ ให้มองว่าสิ่งที่เราได้มา คือชีวิตนี้ เป็นเหมือนเครื่องยนต์ที่ซับซ้อนมากๆชิ้นหนึ่ง เมื่อเราได้เครื่องยนต์ที่ซับซ้อนมา สมมุติว่าได้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่มาเครื่องหนึ่ง สิ่งแรกที่เราจะทำคือการอ่านคู่มือการใช้งาน (user’s manual) ว่าในการจะใช้งานอุปกรณ์ใหม่ที่ได้มานี้เราจะต้องใช้เครื่องมืออะไรเข้าไปกดไปจิ้มไปหมุนตรงไหนบ้าง SR ก็คือการเรียนรู้ถึงรายละเอียดของคู่มือการใช้งานอุปกรณ์ชิ้นสำคัญ คือชีวิตนี้ และทดลองใช้เครื่องมือเหล่านั้น ซึ่งมีอยู่เจ็ดชิ้น คือ

(1.) Attention หมายถึงความสนใจของเรา ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด เมื่อความสนใจไปจดจ่ออยู่ที่สิ่งใด สิ่งนั้นก็จะมีความสำคัญยิ่งใหญ่ล้นฟ้าขึ้นมาทันที ไฮไลท์ของการใช้เครื่องมือชิ้นนี้คือการถอยความสนใจออกมาจากความคิด

(2.) Breathing หมายถึงลมหายใจหรือการหายใจซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของร่างกาย ตรงนี้เป็นหลักกิโลเมตรที่หนึ่ง มันเป็นจุดพักระหว่างทางที่จะฝึกถอยความสนใจออกมาจากความคิด นอกจากนั้นตัวลมหายใจเองยังเป็นความเชื่อมต่อระหว่างร่างกายซึ่งเป็นเสมือนเนื้อตันๆกับพลังชีวิตซึ่งเป็นเสมือนพลังงานที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้ ในแง่นี้ลมหายใจจึงเป็นปากทางที่จะนำความสนใจไปสู่ชีวิตในส่วนที่เป็นพลังงานลึกละเอียดลงไปยิ่งกว่าเนื้อหนังตันๆนี้

(3.) Relaxation การผ่อนคลายร่างกาย อาศัยประสบการณ์ของผมที่สรุปได้ว่าธรรมชาติของความคิดปรากฎเป็นสองขา ขาหนึ่งคือเนื้อหาสาระของความคิด อีกขาหนึ่งปรากฎเป็นอาการบนร่างกาย โดยเมื่อลงมือกระทำบนขาหนึ่ง ก็จะมีผลต่ออีกขาหนึ่ง เช่นเมื่อผ่อนคลายร่างกาย ความคิดก็จะฝ่อลงไป เทคนิคนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากวิธีรับรู้ข้อมูลป้อนกลับ (bio-feedback) ที่นิยมใช้ในทางตะวันตกด้วย เพียงแต่ว่าไม่ได้ใช้อุปกรณ์อีเล็คโทรนิกใดๆเข้ามาเกี่ยวข้อง

(4) Life energy หมายถึงพลังชีวิต ที่ภาษาจีนเรียกว่า “ชี่” และภาษาแขกเรียกว่า “ปราณา” ทั้งนี้อาจแบ่งง่ายๆว่าชีวิตนี้เป็นการประกอบกันขึ้นจากสี่ชั้น คือ ร่างกาย พลังชีวิต ความคิด และ ความรู้ตัว พลังชีวิตรับรู้ได้จากอาการบนร่างกาย การเรียนให้รู้จักและเพิ่มพูนพลังชีวิตทำได้โดยฝึกดึงความสนใจออกจากความคิดให้มาอยู่กับความรู้สึกต่างๆบนร่างกายเช่นความรู้สึกวูบๆวาบๆ ซู่ๆซ่าๆ จิ๊ดๆจ๊าดๆ เจ็บๆคันๆ โดยใช้เทคนิคลาดตระเวณความสนใจไปรับรู้ความรู้สึกบนร่างกาย (body scan)

(5) Aware of a thought เมื่อถอยความสนใจออกมาจากความคิดหนึ่ง อีกความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมาแทนแบบไม่ขาดสาย เทคนิคที่จะวางความคิดใช้วิธีสังเกตดูความคิดจากข้างนอกโดยไม่ไปผสมโรงคิด ให้ความคิดฝ่อไปเอง

(6.) Alertness หมายถึงเทคนิคการกระตุ้นตัวเองให้ตื่นมารับรู้ปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะเมื่อประสบความสำเร็จในการวางความคิดได้ระดับหนึ่งแล้ว เป็นธรรมชาติว่าความง่วงจะเข้ามาครอบครองที่ว่างนั้นแทน การฝึกใช้เทคนิคนี้จะช่วยพาฝ่าข้ามความง่วงไปสู่การตื่นอย่างยิ่ง คือตื่นขึ้นมาในภาวะที่ปลอดความคิด ซึ่งเป็นสภาวะจำเป็นก่อนที่จะฝ่าข้ามอายตนะทั้งหกไปสู่ความรู้ตัวในความว่างได้สำเร็จ

(ุ7.) Concentration ก็คือการจดจ่อให้เกิดสมาธินั่นเอง การเน้นเครื่องมือนี้มากเกิดจากประสบการณ์ของผมเองที่พบว่าเมื่อจดจ่อที่อะไรก็ตามอย่างยิ่งโดยผ่อนคลายไปด้วยรับรู้ความรู้สึกบนร่างกายไปด้วย นอกจากความคิดจะหมดไปแล้ว สิ่งที่ตั้งใจจดจ่อก็จะหายไปด้วย เหลือแต่ความรู้ตัวในความว่างโดยไม่มีความคิดอะไร ตรงนี้เป็นหลักกิโลเมตรที่สาม ต่อจากจุดนี้คือการปล่อยจิตไปไม่ควบคุม เปิดรับหรือขยายการรับรู้ (perception) ให้กว้างขวางลึกซึ้งโดยไม่ผ่านอายตนะทั้งหก เป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าปัญญาญาณหรือญาณทัศนะ ซึ่งจะชี้นำให้เห็นทุกอย่างตามที่มันเป็น

ตลอดสี่วันที่อยู่ด้วยกัน เราจะวนเวียนอยู่กับการฝึกปฏิบัติใช้เครื่องมือทั้ง 7 ชิ้นนี้

Spiritual Retreat เหมาะสำหรับใครบ้าง

(1.) ผู้ที่มีความเครียดซึ่งแก้เองไม่ตก จนนำไปสู่อาการป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆทั้งทางร่างกายและจิตใจ

(2.) ผู้ที่ต้องการแสวงหาความสงบทางใจ ด้วยการฝ่าข้ามหรือหลุดพ้นไปจากความย้ำคิดของตัวเอง

(3.) ผู้ที่ต้องการค้นหาความหมายของชีวิต ว่ายังมีอะไรอยู่อีกไหม นอกเหนือจากสิ่งเร้าที่รับรู้ได้ผ่านอายตนะทั้งหก และนอกเหนือจากกิจกรรมหลักของชีวิตทั่วไปอันได้แก่การเกิดมา เรียนหนังสือ ทำงาน กิน ขับถ่าย สืบพันธุ์ นอน เกษียณ แก่ แล้วตายไป

ตารางกิจกรรม Spiritual Retreat

วันเวลา: พฤหัส 23 กันยายน – อาทิตย์ 26 กันยายน 2564

(สี่วันสามคืน)

สถานที่: เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์ อ.มวกเหล็ก

วันแรก

11.00 – 12.00 น. Learn from previous experience เรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน

12.00 – 14.00 น. Lunch break พักกลางวัน ในความเงียบสงบ

14.00 – 15.30 น.

Attention ความสนใจ
Breathing ลมหายใจ
Muscle Relaxation การผ่อนคลายร่างกาย
Feeling & Life energy ความรู้สึกและพลังชีวิต 3,1 Feeling the breath 3.2 Where are my hands 3.3 Body scan การรู้ตัวทั่วพร้อม
Sheaths of life องค์ประกอบของชีวิต

15.30 – 16.00 น. Coffee Break พักผ่อนในความเงียบสงบ

16.00 – 17.00 น. Muscle relaxation through Yoga โยคะภาวนา วางความคิดผ่านการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

17.00 – 18.00 น. เวลาส่วนตัว

18.00 – 19.00 น. Dinner อาหารเย็น

วันที่สอง

07.00 – 08.00 น. Morning routine กิจวัตรยามเช้า (โยคะ+สมาธิ+ชี่กง)

8.00 – 09.30 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า เวลาส่วนตัว

09.30 – 10.45 น.Thought ความคิด (Thought formation กลไกการเกิดความคิด, Identity สำนึกว่าเป็นบุคคล, Compulsive thinking, Thinking a thought การคิด, Aware of a thought การสังเกตความคิด),

10.45-11.15 Break พักผ่อนในความสงบ

11.15 – 12.00 Thought enquiry การสอบสวนความคิด, Though dismissal การทิ้งความคิด, Acceptance การยอมรับยอมแพ้

12.00 – 14.00 น. Lunch break พักกลางวัน ในความเงียบสงบ

14.00 – 15.00 น. Alertness + Pranayama การกระตุ้นตัวเองให้ตื่นและใช้พลังชีวิตทิ้งความคิด

15.00 – 15.30 น. Meditative Concentration การจดจ่ออย่างผ่อนคลาย

15.30 – 16.30 น. Break พักในความเงียบสงบ

16.30-17.30 น. Balance in movement

วันที่สาม

07.00 – 08.00 น. Just walk  เดิน

08.00 – 09.30 น. Breakfast รับประทานอาหารเช้า และเวลาส่วนตัว

09.30 – 10.30 น. Painting to focus on process เขียนภาพลายเส้นและสีน้ำ

10.30 – 11.00 น. Coffee Break พักในความเงียบสงบ

11.00 – 12.00 น. Painting assignment ทำการบ้านเขียนภาพสีน้ำ

12.00 – 14.00 น. Lunch Break พักกลางวัน

14.00 – 15.30 Awareness ความรู้ตัว, Mantra มันตรา, และ Anapanasati อานาปานสติ เทคนิคการปล่อยจิตไปไม่ควบคุม

15.30 – 16.00 น. Break ในความเงียบสงบ ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้

16.00 – 17.00 น. Sat Sang สนทนาถามตอบแก้ไขปัญหาการปฏิบัติ

วันที่สี่ (วันสุดท้าย)

06.00 – 08.00 น. Sunrise meditation นั่งสมาธิรับอรุณที่ลานบนเขา + Managing Prana การปลูกพลังชีวิต

08.00 – 09.30 น. รับประทานอาหารเช้าและทำกิจส่วนตัว

09.30 – 10.30 น. Acceptance การหลุดพ้นด้วยวิธียอมรับยอมแพ้

10.30 – 11.00 น. Coffee Break ในความเงียบสงบ

11.00 – 12.00 น. Satsang: Summary of techniques สรุปเทคนิคการวางความคิด

12.00 – 13.00 น. ปิดแค้มป์ รับประทานอาหารกลางวันแล้วอำลา

ตารางอาจเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น

………………………………………..

ค่าใช้จ่ายในการมาเข้าแค้มป์ Spiritual Retreat

คนละ 9,000 บาท ราคานี้รวมอาหารวันละสามมื้อ อาหารว่างวันละสองเบรค ค่าที่พักห้องพักเตียงคู่ห้องละ 2 คน สี่วัน สามคืน ทั้งหมดนี้ไม่รวมค่าเดินทาง ทุกคนต้องเดินทางไปและกลับด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง (ช่วงโควิด19 คนที่ไม่ได้มาด้วยกันต้องนอนคนเดียว)

จำนวนที่รับเข้าแค้มป์

รับไม่เกิน 11 ห้อง (ประมาณ 15 คน

วิธีลงทะเบียนเข้าแค้มป์

ลงทะเบียนบนเว็บและจ่ายเงินทางออนไลน์ โดยท่านสามารถลงทะเบียนได้โดยโทรศัพท์ติดต่อคุณเฟิร์น ที่หมายเลข 0636394003 หรือไลน์ @wellnesswecare หรืออีเมล host@wellnesswecare.com จ่ายเงินก่อนได้ก่อน ไม่รับจองด้วยวาจาแบบไม่จ่ายเงิน

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren