การศึกษาทางเลือกสำหรับเด็กสี่ขวบ

กราบเรียนคุณหมอสันต์
เรา (หนูกับสามี) อยู่ในวัย 40 เรามีลูกสาวอายุ 4 ขวบ หนูมีความตั้งใจที่จะมีชีวิตเพื่อลูกเป็นสำคัญ จะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก แต่ยิ่งเมื่อเธอเติบโตขึ้น หนูก็ยิ่งขาดความมั่นใจในความตั้งใจของตัวเอง ตอนนี้ทุกเย็นเราพาเธอไปเข้าโรงเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมเธอให้เข้าโรงเรียน ... ใช่ค่ะ กวดวิชาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เธอต้องตื่นแต่เช้า เพราะทั้งหนูและสามีต้องไปให้ถึงที่ทำงานก่อนรถติด คุณหมอคะ ถ้าลูกเติบโตไปตามวิถีนี้ เธอจะเรียนรู้การมีความสุขในชีวิตจากตรงไหนหรือคะ คุณหมอมีทางเลือกที่ดีกว่าที่จะแนะนำไหมคะ หนูพร้อมที่จะเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง ไปอยู่ต่างจังหวัดก็เอา เลิกอาชีพก็เอา อยู่กับเธอ home school ก็เอา ขอให้หนูพอมองเห็นทางว่าหนูได้ให้สิ่งที่ดีกว่าที่ให้เธออยู่ตอนนี้
ขอบพระคุณคุณหมอค่ะ

....................................................

ตอบครับ

     ผมไม่ได้เป็นครูอาจารย์ที่มีความชำนาญหรือมีความรอบรู้ทางด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนนะ เรื่องที่ผมชำนาญ อาชีพที่ผมทำ ไม่ว่าจะผ่าตัดหัวใจหรือให้ความรู้และรักษาคนป่วยโรคเรื้อรังต่างๆล้วนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องการศึกษาของเยาวชน คำตอบของผมไม่มีหลักวิชาการศึกษารองรับ เป็นแค่สามัญสำนึกของคนแก่คนหนึ่ง หิ หิ พูดแบบบ้านๆก็คือ คุณต้องใช้พิจารณญาณในการชมหรือรับฟัง

      ถามว่าถ้าคุณเลี้ยงลูกไปตามแบบที่คนกรุงเทพเขาทำกัน แล้วลูกของคุณจะเป็นอย่างไร ผมพอจะตอบได้นะ คือผมตอบจากการแอบสังเกตเด็กรุ่นหลานที่เป็นผลจากการเลี้ยงดูด้วยวิธีการประมาณนี้ เขาจะมีอัตลักษณ์ คือ

     1. เด็กรุ่นนี้ลอกแบบความเครียดกังวลมาจากพ่อแม่และคนใช้ของเขา ซึ่งอันนี้ผมพอเข้าใจได้ เพราะชีวิตเขาก็ขลุกอยู่กับสามคนนี้ เขาก็ต้องเรียนรู้สักเกตทุกอย่างมาจากสามคนนี้เป็นหลัก ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า 7 ขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเรียนรู้และลอกเลียนคนรอบตัวมากที่สุด เมื่อชีวิตของพ่อแม่เป็นชีวิตที่เคร่งเครียด แน่นอนว่าสิ่งที่เขาเรียนรู้จดจำจะต้องมีแต่วิธีการสนองตอบต่อสิ่งเร้าไปในทางเพิ่มความเครียดให้ตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เขาเรียนรู้มาในวัยนี้จะวนเวียนอยู่กับความคิดลบหน้าเดิมไม่กี่อย่าง เช่น โทษคนอื่น (blame) รู้สึกด้อย (shame) รู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ (victim) รู้สึกผิด (guilt) แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะฝังเป็นจิตใต้สำนึกให้เขาเอาไปใช้งานในตลอดชีวิตในวันหน้า

     2. ถึงเด็กรุ่นนี้จะทำได้ดีในเรื่องวิชาการ อ่าน เขียน เลขคณิต เล่นดนตรีหรือกีฬาได้เป๊ะๆตามคำบอกของครู แต่เขาไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) หรือจินตนาการ (imagination) เอาเสียเลย ยิ่งความเป็นศิลปินยิ่งแล้วใหญ่ ยังห่างไกลมาก

     3. เมื่อไม่มีจินตนาการ เขาก็จึงไม่มีโอกาสรู้จักปัญญาญาณ (intuition) หรือไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาในหัวของเขาขณะไม่ได้ตั้งใจคิดอะไร เขารู้จักแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งก็คืออากู๋ (Google) และผมมั่นใจว่าชีวิตอนาคตของเขาจะถูกนำทางหรือบงการด้วยปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ด้วยปัญญาญาณของเขาเอง
     ผมขอตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อไม่มีจินตนาการ ไม่รู้จักปัญญาญาณ แล้วเขาจะเอาความบันดาลใจ (inspiration) ในการใช้ชีวิตมาจากไหน ถ้าไม่ใช่ลอกแบบชีวิตที่เคร่งเครียดของพ่อแม่เขา

     4. เด็กรุ่นนี้ไม่มีความสนใจธรรมชาตินอกตัว ไม่เคยทำตาโต (wonder) กับปรากฏการณ์ใดๆในธรรมชาติ ไม่มีความรู้สึก (feeling) ที่ลึกซึ้งกับสิ่งสวยงามรอบตัวหรือแม้กระทั่งกับสัตว์เลี้ยงอย่างหมาแมว นั่นอาจเป็นเพราะสองในสามของเวลาที่เขาตื่นอยู่ เขาอยู่ในอินเตอร์เน็ท ไม่ได้อยู่ในโลกธรรมชาติรอบตัวเขา

     5. เด็กรุ่นนี้เป็นคนที่ทุกข์ง่าย สุขยาก จดจำแต่ความคับข้องใจที่พ่อแม่ไม่ตามใจเขา และถนัดแต่การประท้วงสำแดงพลังเพื่อให้ตัวเองอุ่นใจว่าพ่อแม่ยังคงเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของเขาอยู่ ผมเชื่อว่าลึกๆในใจเขามีความกลัวที่พ่อแม่จะตายจากเขาไป เพราะเขาใช้บริการพ่อแม่มากจนเขาไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีพ่อแม่

     ถามว่าวิธีเลี้ยงลูกแบบให้เรียนอยู่กับบ้าน (home school) จะดีไหม ตอบว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียนะครับ แต่ข้อเสียที่ยังแก้ไม่ตกก็คือเด็กไม่ได้เรียนรู้การสังคมกับมนุษย์คนอื่น เพราะ home school ในเมืองไทยนี้หมายถึงการขังเด็กให้เจ่าอยู่ในห้องแคบๆคนเดียวกับโทรทัศน์และจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกันหมดไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพหรือชนบท

     ถามว่านอกจากจะให้การศึกษาลูกไปตามวิธีเดิมๆที่คนกรุงเทพเขาทำกันแล้ว มันมีวิธีอื่นอีกไหม ตอบว่าสิ่งที่คุณถามถึงคือ ‘โรงเรียนทางเลือก’ เมืองไทยก็พอมีนะ ผมยกตัวอย่างที่ผมรู้จัก เช่น โรงเรียนทอสี (วิถีพุทธ) โรงเรียนสัตยาไสที่ลพบุรี (สร้างคนดี) โรงเรียนสยามสามไตร (วิถีพุทธ) โรงเรียนอนุบาลบ้านรักที่เมืองกาญจน์ (แนวซัมเมอร์ฮิลล์) โรงเรียนรุ่งอรุณ (วิถีพุทธ) โรงเรียนเพลินพัฒนา (แนวพหุปัญญาแบบโฮวาร์ด การ์ดเนอร์) โรงเรียนดรุณสิขาลัย (แนวซีมัวร์ พาเพิร์ท) โรงเรียนปัญโญทัย (แนวรูดอล์ฟ สไตเนอร์) เป็นต้น คุณสนใจแบบไหนก็ลองไปดูเอาเอง

    ความเห็นส่วนตัวของหมอสันต์เรื่องการศึกษาในวัย 1-7 ขวบ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การได้บ่มเพาะ

(1) จินตนาการ (imagination) ที่สามารถคิดอะไรพ้นกรอบที่อายตนะรับรู้ออกไปได้ และ
(2) ปัญญาญาณ (intuition) อันจะนำไปสู่
(3) ความบันดาลใจ (inspiration) ในการจะใช้ชีวิตนี้ให้มีความหมายและมีคุณค่า

     คนที่จะเปิดให้เด็กบ่มเพาะสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้คือพ่อแม่เป็นหลัก โรงเรียนเป็นรอง ทั้งสามประการนี้เด็กเขาจะบ่มเพาะขึ้นมาเองหากได้สัมผัสศึกษาธรรมชาติ คือหากให้เด็กได้ใช้ชีวิตกลางแจ้งกลางแดดกลางฝนคลุกดินคลุกต้นไม้ใบหญ้าหมาแมวเป็ดไก่ บวกกับให้เด็กได้มีโอกาสฝึกสมาธิวางความคิดเข้าสู่ความว่างแล้วเฝ้ามองและเลือกหยิบปัญญาญาณที่จะโผล่ขึ้นมาในรูปของไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาขณะที่ใจปลอดความคิด ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ง่ายขึ้นถ้าพ่อแม่ในฐานะเพื่อนร่วมเรียนรู้มีความเข้าใจและทำเป็นอยู่ก่อน ผมตอบคุณได้แค่คอนเซ็พท์แค่นี้แหละ ส่วนวิธีปฏิบัติคุณไปเสาะหาหรือทดลองเอาเองนะ

ปล.
ความจริงที่ฟาร์มของเวลเนสวีแคร์ที่มวกเหล็กก็มีธรรมชาติสวยงามวิวดี มีที่พัก มีสิ่งต่างๆที่เด็กวัย 1-7 ขวบจะใช้เป็นที่เรียนรู้อะไรในเชิงบ่มเพาะความสร้างสรรค์หรือจินตนาการได้ พ่อแม่เด็กท่านไหนคิดจะทำเรื่องแบบนี้เช่นทำแค้มป์ธรรมชาติศึกษาสำหรับเด็กๆ หรือทำโรงเรียนแนววาลดอล์ฟ มาทำที่ฟาร์มได้นะ คุยกับผมได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)