ความสองฝักสองฝ่ายในใจหมอหนุ่ม

(ภาพวันนี้ / ดอกไมยราพยามเช้า)

สวัสดีครับอาจารย์

ผมเป็น extern ในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งครับ การเรียนหมอ 6 ปีมันช่างยาวนานและใช้กำลังภายในเยอะพอสมควรครับ ผมเรียนรู้ที่จะพอเอาตัวรอดไปได้ในแต่ละวัน จนกระทั่งตอนมาเป็น extern ได้ไปวนโรงพยาบาลในต่างจังหวัดหลายเดือน ซึ่งมีการทำงานที่ไม่เหมือนกับโรงเรียนแพทย์ ตัวผมมีโอกาสได้ดูแลคนไข้ ได้ฝึกทำงานเหมือนหมอคนหนึ่ง ทำให้ผมกลับมารักและเห็นคุณค่าในวิชาชีพแพทย์มากขึ้นมากๆครับ และช่วงเวลา 3 ปีของคลินิก ผมก็ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบศัลย์ ได้ elective ในหลายๆที่ก็รู้สึกว่าใช่ แต่ติดตรง mindset ของตัวผมเองครับอาจารย์ ที่รู้สึกอยากพอ อยากวางจากการขวนขวายขะมักเขม้น (observe จาก resident ในคณะครับ) บางครั้งก็ทรมานจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองยังรู้ไม่มากพอ ทำให้ลังเลว่าจะ fix ward หรือจะไปใช้ทุนดี และมีโอกาสได้ไปตั้งแคมป์ ได้เจอกับผู้คนใหม่ๆที่หลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าโลกใบนี้กว้างใหญ่ มีอะไรให้น่าเรียนรู้อีกเยอะเลยครับ แต่การเรียนหมอนั้น ทั้งความหนักและตารางที่ไม่แน่นอน ทำให้การจัดสรรเวลาของผมเป็นไปได้ยากครับ จึงอยากปรึกษาว่าอาจารย์มีคำแนะนำ วิธีจัดการความคิด การจัดสรรเวลาของตัวเองอย่างไรครับ

ขอบคุณมากๆครับอาจารย์

………………………………………………………………..

ตอบครับ

1.. คนที่เรียนแพทย์ซึ่งเอียนระบบการเรียนการสอบจนร่อแร่จะไปไม่ไหว แต่เมื่อได้ไป extern ได้สัมผัสกับคนไข้จริงๆ ความรักชอบอาชีพจะกลับมา มันเป็นเช่นนี้เกือบทุกคน ดังนั้นท่านที่เป็นนักศึกษาแพทย์ที่รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เกินพอแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาการเมื่ออยู่ปี 3 ปี 4 อย่าเพิ่งตัดสินใจกระโดดร่มหนี ให้แกล้งถูลู่ถูกังเอามือทำบ้างเอาตีนทำบ้างลากตัวเองไปให้ถึงปี 6 แล้วค่อยไปประเมินเอาตอนโน้นว่าควรจะสู้หรือควรจะหนีดี เพราะตอนโน้นข้อมูลมันรอบด้านกว่า ทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้องดีกว่า

2.. ถามว่าจบปี 6 แล้วจะเข้าโปรแกรมฝึกอบรมศัลยศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาที่ตัวเองชื่นชอบเลยดีไหม หรือจะไปใช้ทุนในชนบทดี ตอบว่าไปใช้ทุนในชนบทก่อนดีกว่าครับ ใช้ทุนครบแล้วค่อยว่ากัน ที่ผมตอบอย่างนี้ผมตอบจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเองไม่ได้ตอบบนหลักการรับใช้ชาติหรืออะไรทำนองนั้นทั้งสิ้น คือมองย้อนหลังไปตั้งแต่ผมไปเป็นแพทย์ใช้ทุนในชนบท กลับมาเป็นแพทย์ประบ้านในสาขาที่ชอบ ออกไปเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลศูนย์ ไปเป็นศัลยแพทย์หัวใจทำงานในต่างประเทศ กลับมาเป็นแพทย์อาวุโสวิ่งรอกหากินมือเป็นระวิงอยู่ในกรุงเทพนานจนแก่เฒ่าบางช่วงก็ทำงานบริหารไปด้วย ทั้งหมดนี้โมเมนต์ที่ผมมีความสุขที่สุดคือช่วงที่ผมใช้ทุนอยู่ในชนบท ถัดมาก็คือช่วงทำงานอยู่เมืองนอก ถัดมาก็ช่วงเป็นหมออยู่ในรพ.ศูนย์ ส่วนช่วงเป็นหมอใหญ่หากินอยู่ในกรุงเทพ เป็นช่วงที่ผมมีความสุขน้อยที่สุด นี่ว่าแต่ประเด็นความสุขนะ ไม่เอาประเด็นความภาคภูมิใจ จากตัวอย่างชีวิตของผมคนเดียวนี้คุณลองเอาไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกทางเดินของคุณเอาเองดูนะครับ

3.. พูดถึงการเป็นหมอแล้ว “รู้ไม่มากพอ” มันเป็นกันทุกคน ความรู้เกิดจากการได้รักษาคนไข้ เราแบ่งสาขาของเราเป็นสูติ ศัลย์ Med เด็ก แต่คนไข้เขามาทั้งตัวและใจเขาด้วย มาแบบ holistic การจะเรียนรู้เอาจากคนไข้เราต้องหัดเรียนแบบ holistic ไม่ใช่มองแต่จากมุมของศัลย์หรือสูติ เมื่อรักษาคนไข้นานไปคุณหมอจะค่อยๆเรียนรู้ไปเองว่าสิ่งที่ทำให้คนไข้หายจากโรคไม่ใช่เราเนรมิตให้ แต่เป็นพลังในตัวในใจของเขาเอง บทบาทของหมอเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นบทบาทของ “โค้ช” โดยอัตโนมัติ ในบทบาทนี้เราจะเข้าใจคนไข้เป็นรายคน ไม่ใช่เป็นรายวิชาสูติ ศัลย์ Med เด็ก และความสุขที่ได้จากการรักษาคนไข้ 90% เกิดจากบทบาทโค้ช มีเพียง 10% เท่านั้นที่เกิดจากการใช้วิชาสูติ ศัลย์ Med เด็ก การเรียนเป็นโค้ชเรียนจากการรักษาคนไข้ไปทีละคน เป็นการเรียนที่ต่อเนื่องจนเราเลิกอาชีพจึงจะจบ ดังนั้นอย่าไปห่วงเรื่องการที่เรายังรู้ไม่มากพอ ตราบใดที่ยังรักษาคนไข้อยู่ ความรู้มันจะมากขึ้นๆ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)