มะเร็งรังไข่ข้างหนึ่ง จะเอาอีกข้างหนึ่งออกด้วยดีไหม?

กราบเรียนคุณหมอ
ได้อ่านwebคุณหมอมีประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนมากมาย ดิฉันมีเรื่องใคร่ขอความช่วยเหลือเพื่อประกอบการตัดสินใจค่ะ ณ ตอนนี้ดิฉันได้รับการผ่าตัดเอารังไข่ซ้ายออกเพียงข้างเดียวแต่คุณหมอบอกว่า มันเกิดแตกขณะผ่าตัด และผลตรวจคือมะเร็งรังไข่ serous cancer stage 1c3 (low grade) ส่วนมดลูกและรังไข่ขวายังปกติดีทุกอย่างคะ
คุณหมอที่นี่ ให้ดิฉันตัดสินใจโดยมี 2option
1. ผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ที่เหลืออยู่ออก หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ต่อด้วยคีโม 6 ครั้ง
2. คีโม6ครั้ง แล้วดูผล (กรณีอยากมีบุตร)
และ ณ ตอนนี้ดิฉันสับสนไม่รู้ว่าจะตัดสินใจออฟชั่นไหนดี  วันศุกร์ที่ 14/8/2015 ดิฉันต้องเข้าพบคุณหมอเพื่อให้คำตอบ แต่ดิฉันยังสับสนเพราะไม่รู้ว่าจะมีค่าเท่ากันหรือมีความเสี่ยงมากแค่ไหนถ้าตัดสินใจเก็บทุกอย่างไว้ หรือจะเอาออกทั้งๆที่รู้ว่า50:50เรายังสามารถมีบุตรได้
ดิฉันอายุ30 ปี ยังไม่มีบุตร

 ขอบคุณคุณหมอคะ

………………………………………….

ตอบครับ

     ความจริงโรคมะเร็งรังไข่นี้เป็นมะเร็งที่มีอุบัติการณ์ในหญิงไทยต่ำมาก คือ 5.1 คนต่อแสนคน ต่อปีเท่านั้นเอง แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนบล็อกหมอสันต์จึงถามเรื่องมะเร็งรังไข่เข้ามามากจัง แต่ละรายก็เร่งรัดจะเอาคำตอบเร็วๆ คงจะเป็นเพราะแฟนหมอสันต์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงก็ต้องเสียงดัง ต่างจากผู้ชายที่ถ้าไม่ใช่เรื่องเหลืออดระดับนกเขาตายก็จะเงียบเชียบไม่โวยวายอะไร

     เอาเถอะ ไหนๆวันนี้ก็ตอบเรื่องนี้แล้ว ขออนุญาตตอบประเด็นอื่นๆที่คนอื่นถามค้างไว้เสียด้วยเลยก็แล้วกันทุกประเด็น คือ

     ประเด็นที่ 1. ข้อมูลที่ได้จากการผ่าตัดครั้งแรกครบหรือยัง

     คุณเป็นใครอยู่ที่ไหนไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าคุณอยู่เมืองนอก เพราะเห็นนามสกุลคุณเป็นฝรั่งและคุณพูดถึง “หมอที่นี่” ซึ่งผมเดาเอาว่าเป็นหมอฝรั่ง ผมขออนุญาตส.ใส่เกือกตามนิสัยดั้งเดิมของตัวเองเดาต่อไปอีกว่าหมอที่ผ่าตัดคุณเป็นหมอนรีเวช (gynecologist) ทั่วไป ไม่ใช่หมอมะเร็งนรีเวช (gynecologic oncologist) ที่ผมเดาอย่างนี้เพราะคำบอกเล่าสิ่งตรวจพบจากการผ่าตัดที่คุณให้มามีแต่ว่าเป็นมะเร็ง stage 1c low grade แต่ไม่เห็นพูดถึงผลการตรวจทางพยาธิที่จำเป็นก่อนการรักษามะเร็งรังไข่จากเนื้อเยื่อหกอย่างคือ

(1) น้ำในช่องท้อง (peritoneal fluid)
(2) เนื้อที่ขุดออกมาจากผิวกระบังลม (diaphragmatic scrapping)
(3) ชิ้นเนื้อที่ตัดจากเยื่อบุช่องท้อง (peritoneal biopsy)
(4) เนื้อตัวอย่างของไขมันที่ขั้วลำไส้ใหญ่ (subcolic omentectomy)
(5) ต่อมน้ำเหลืองที่ตัดจากสองข้างหลอดเลือดใหญ่ (paraarotic nodes) และอุ้งเชิงกราน (pelvic nodes)
(6) ถ้าเห็นมีพังผืดที่ไหนก็ตัดตัวอย่างเนื้อออกมาตรวจด้วย

ถ้าผมเข้าใจถูก คือคุณไม่มีข้อมูลทั้งหกอย่างนี้ แสดงว่าหมอที่ทำผ่าตัดครั้งแรกไม่รู้ว่าต้องมีข้อมูลหกประการนี้ด้วยในการรักษามะเร็งนรีเวช ถ้าเป็นเช่นนี้จริง การตัดสินใจขั้นต่อไปก็ง่ายมาก คือต้องกลับไปผ่าตัดใหม่เพื่อเอาข้อมูลทั้งหกอย่างนี้ ไม่ต้องมาถามว่าออพชั่นต่อไปจะทำอะไร เพราะการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะ 1c จะเชื่อถือไม่ได้ถ้าไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการตรวจพยาธิของเนื้อเยื่อทั้งหกประการข้างต้นได้ผลเป็นลบ.. จบข่าว ฟุลสต๊อป

     เรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อผู้ป่วยถูกผ่าตัดครั้งแรกแล้วส่งต่อจากหมอนรีเวชทั่วไปมาหาหมอมะเร็งนรีเวช ซึ่งหมอมะเร็งนรีเวชก็จะไม่พูดไม่จาแต่ทำจมูกย่น แล้วนัดทำผ่าตัดใหม่โดยให้เหตุผลโน่นนี่นั่นไปไหนมาสามวาสองศอกจนคนไข้งงแล้วยอมผ่าตัดใหม่ตามฟอร์ม

     ประเด็นที่ 2. การตัดสินใจเก็บหรือไม่เก็บมดลูกและรังไข่อีกข้างหนึ่ง

     แต่ถ้าผมเข้าใจเรื่องผิดไป คือการผ่าตัดครั้งแรกมีข้อมูลทั้งหกนี้ครบแล้วว่าผลการตรวจทางพยาธิวิทยาทั้งหกรายการเป็นลบ (negative)หมด เพียงแต่คุณไม่ได้บอกผมมา ก็โอเค.โอโจ้ ขออำไพที่เดาผิด ถ้าเป็นอย่างหลังนี้ ขั้นตอนต่อไปก็ต้องมานั่งเลือกออพชั่นที่คุณถามมา ว่ากรณีเป็นมะเร็งรังไข่ระยะ 1c จริงแท้อย่างคุณนี้ จะเก็บหรือไม่เก็บมดลูกและรังไข่อีกข้างไว้ ซึ่งการตัดสินใจนั้นง่ายมากเลย คือ

     2.1 ถ้าอยากจะมีลูกอีก ก็เก็บรังไข่และมดลูกอีกข้างไว้

     2.2 ถ้าไม่อยากมีลูกอีกแล้ว ก็ตัดทิ้งเกลี้ยง จบข่าว ฟุลสต๊อป

     ประเด็นที่ 3. โอกาสตั้งครรภ์ของหญิงที่มีรังไข่เหลือข้างเดียว 
   
     เมื่อตัดรังไข่ออกไปข้างหนึ่ง โอกาสตั้งครรภ์ไม่ได้ลดลง 50% อย่างที่คุณเข้าใจนะครับ การวิจัยตามดูหญิงที่มีรังไข่ข้างเดียวพบว่าโอกาสตั้งครรภ์ปกติและโอกาสผสมเทียม (IVF) ติด ไม่ได้แตกต่างจากหญิงมีรังไข่สองข้างครับ

     ประเด็นที่ 4. อัตรารอดชีวิตเมื่อตัดรังไข่ข้างเดียว 
   
     เมื่อเทียบกับตัดมดลูกและรังไข่สองข้างทิ้งเกลี้ยง อัตรารอดชีวิตจะแตกต่างการหรือเปล่า ตอบว่าปัจจุบันนี้วงการแพทย์ยังถือว่ามะเร็งรังไข่ระยะ 1c จะตัดหรือไม่ตัดรังไข่อีกข้างก็มีอัตรารอดชีวิตใน 5 ปีเท่ากัน คือประมาณ 79% เหตุผลที่หมอส่วนหนึ่งแนะนำให้ตัดรังไข่อีกข้างทิ้งมาจากข้อมูลอุบัติการณ์เป็นมะเร็งรังไข่พร้อมกันสองข้างซึ่งมี 25% ของคนเป็นมะเร็งรังไข่ทั้งหมด ฟังดูน่ากลัวอยู่ใช่ไหมครับ แต่มีงานวิจัยหนึ่งทำแบบว่าตอนผ่าตัดข้างหนึ่งแล้วเห็นรังไข่อีกข้างหนึ่งดีๆอยู่ แพทย์จะลองตัดรังไข่ข้างที่ดีๆนั้นออกมาตรวจดูด้วย พบว่าโอกาสพบมะเร็งในรังไข่ข้างดีๆนั้นด้วยมีเพียง 2% เท่านั้นเอง ดังนั้นเมื่อเห็นว่าอีกข้างยังดีๆอยู่อย่างในกรณีของคุณนี้ ประโยชน์ของการตัดทิ้งยกยวงสองข้างจึงมีน้อยมาก แทบจะก้ำกึ่งกับข้อเสียที่จะตามมาเช่นผลเสียจากการขาดฮอร์โมนในระยะยาว ยิ่งถ้าอยากจะมีลูกด้วยแล้ว การเก็บรังไข่อีกข้างไว้ย่อมคุ้มกว่าแน่นอน

     ประเด็นที่ 5. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ 

     วงการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของมะเร็งรังไข่ ทราบแต่ปัจจัยเสี่ยงว่ามีดังนี้

     5.1 ปัจจัยด้านการเจริญพันธ์ ยิ่งไม่มีลูกหรือมีลูกน้อยยิ่งเป็นมะเร็งรังไข่มาก คนมีลูกเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนไม่มีลูก 50% การได้ยาคุมกำเนิดทำให้เป็นมะเร็งรังไข่น้อยลง วงการแพทย์จึงตั้งสมมุติฐานว่าคนยิ่งมีการตกไข่โดยไม่มีช่วงหยุด ก็ยิ่งจะเป็นมะเร็งรังไข่มาก

    5.2 ปัจจัยพันธุกรรม คนที่มีพันธุกรรมมะเร็งรังไข่มีสามพวกใหญ่ๆ

พวกที่ 1. ผู้ที่มีญาติวงใน (หมายถึง first degree relatives ได้แก่ แม่ พี่สาว น้องสาว) เป็นมะเร็งรังไข่ จะมีโอกาสเป็นโรคถึง 4-5% คือสามเท่าของคนทั่วไป ยิ่งถ้าญาติเป็นโรคนี้สองคนขึ้นไป โอกาสเป็นโรคจะเพิ่มเป็น 7%

     พวกที่ 2. คนที่มียีนมะเร็งเต้านม (BRCA1 และ BRCA2) มักทำให้เป็นโรคมะเร็งเต้านมควบรังไข่ (breast ovarian cancer syndrome) คือมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 50-85% บวกกับมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ 10-45% คนที่มีโอกาสมียีนมะเร็งเต้านมมากมีอยู่แปดกลุ่ม คือ (1) ผู้ที่ตัวเองเป็นมะเร็งรังไข่ โดยมีญาติวงใน (แม่ ย่า ยาย พี่สาว น้องสาว ลูกสาว) เป็นมะเร็งรังไข่หรือเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่ประจำเดือนยังไม่หมดอย่างน้อย 1 คน หรือ (2) มีญาติวงในเป็นมะเร็งเต้านมตั้งแต่ตอนประจำเดือนไม่หมดอย่างน้อยสองคน หรือ (3)  มีญาติวงในเพศชายเป็นมะเร็งเต้านม หรือ (4) มีญาติวงในเป็นมะเร็งเต้านมควบมะเร็งรังไข่ในคนเดียวกัน หรือ (5) มีญาติวงในเป็นมะเร็งเต้านมแบบเกิดขึ้นทีเดียวสองข้างในคนเดียวกัน หรือ (6) มีญาติวงในสองคนขึ้นไปเป็นมะเร็งรังไข่ หรือ (7) มีญาติวงในคนใดคนหนึ่งตรวจเลือดพบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนคุมมะเร็ง BRCA1/ 2 หรือ (8) เป็นคนเชื้อสายที่มีการกลายพันธุ์ของยีนคุมมะเร็งเต้านมสูง (เช่นคนยิวสายยุโรปตะวันออก) แล้วเป็นมะเร็งรังไข่ หรือมีญาติวงในคนใดคนหนึ่งเป็นมะเร็งรังไข่

พวกที่ 3. คือผู้ที่มียีนโรคลินช์ซินโดรม (Lynch II syndrome) ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดเกิดจากพันธุกรรม และมะเร็งที่อวัยวะอื่นได้หลายอวัยวะ รวมทั้งโพรงมดลูก กระเพาะ ลำไส้ เต้านม ตับอ่อน และรังไข่ กรณีที่ญาติวงในเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ควรถือว่ามียีนนี้ไว้ก่อน

     5.3 การได้ฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือนเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งรังไข่ในอัตรา 1 คนต่อหญิง 8300 คนที่ใช้ฮอร์โมนนาน 1 ปี

     ประเด็นที่ 6. การคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่ด้วยอาการไม่มีประโยชน์

     เพราะมะเร็งรังไข่ในระยะแรกไม่มีอาการ จะมีอาการก็ต่อเมื่อถึงระยะที่โรคเป็นมากแล้ว อาการทั้งหมดก็เป็นอาการไม่จำเพาะเจาะจง เช่นมีลมในท้องมาก แน่นอึดอัดท้อง ท้องเป่งหรือท้องมาน ขาบวม อาการของระบบปัสสาวะเช่นปัสสาวะบ่อย อาการของระบบทางเดินอาหารเช่นคลื่นไส้อาเจียน กรดไหลย้อน ท้องผูก ท้องเสีย มีก้อนในท้อง จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเฝ้าระวังโรคจากการเฝ้าดูอาการ

     ประเด็นที่ 7. การคัดกรองโรคมะเร็งรังไข่ด้วยค่าสารชี้บ่งมะเร็งรังไข่ (CA125) ไม่มีประโยชน์

     เพราะการตรวจ CA125 ทุกปีไม่ช่วยลดอัตราตายของมะเร็งรังไข่

งานวิจัย PLCO ที่สหรัฐอเมริกาได้พิสูจน์ว่าการตรวจอุลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องคลอดควบกับการตรวจเลือดดูสารชี้บ่งมะเร็ง (CA125) ทุกปี ก็ไม่สามารถลดอัตราตายของมะเร็งรังไข่ลงได้เช่นกัน

     ขณะนี้มีงานวิจัยขนาดใหญ่อีกงานหนึ่งกำลังทำอยู่ที่อังกฤษชื่องานวิจัย UKCTOCS ใช้วิธีติดตามตรวจประเมินดูระดับ CA125 ต่อเนื่องทุกปีแล้วใช้สูตรคณิตศาสตร์ประเมินแนวโน้มการเพิ่มระดับ CA125 ควบกับการตรวจอุลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด ผลวิจัยใหม่นี้จะออกมาตอนสิ้นปีพ.ศ. 2558 หากได้ผลว่าวิธีนี้ลดอัตราตายลงได้ก็อาจจะกลายเป็นวิธีมาตรฐานในการคัดกรองมะเร็งรังไข่ในอนาคต

     อย่างไรก็ตาม แม้ CA125 จะไม่ช่วยในการคัดกรองหรือวินิจฉัยมะเร็งรังไข่ แต่หากพบว่ามีซิสต์หรือถุงน้ำอยู่ที่มะเร็งรังไข่ร่วมกับพบค่า CA125 สูงผิดปกติมาก จะช่วยตัดสินใจว่าควรรีบผ่าตัดเอาเนื้องอกออกมาตรวจทางพยาธิวิทยาจะดีกว่าการทอดเวลาคอยตามดูเนื้องอกด้วยการรอทำอุลตร้าซาวด์ซ้ำ เพราะซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ที่พบร่วมกับ CA125 สูง มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าที่พบร่วมกับ CA125 ปกติ

     ประเด็นที่ 8. การแบ่งระยะ และการพยากรณ์โรค

     การแบ่งระยะของมะเร็งรังไข่ตามวิธีของสมาพันธ์สูตินรีเวชนาๆชาติ (FIGO) มีหลักดังนี้

     ระยะที่ 1. มะเร็งจำกัดอยู่ในรังไข่ แบ่งย่อยเป็น

     ระยะที่ 1A มะเร็งจำกัดในรังไข่ข้างเดียว แคปซูลรังไข่ยังดีอยู่ ไม่มีท้องมานจากน้ำขังในช่องท้อง ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 87%
     ระยะที่ 1B มะเร็งจำกัดในรังไข่สองข้าง แคปซูลรังไข่ยังดีอยู่ ไม่มีท้องมานจากน้ำขังในช่องท้อง ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 71%
     ระยะที่ 1C มะเร็งมาถึงแคปซูลรังไข่ แคปซูลแตก มีท้องมานและน้ำในช่องท้องมีเซลมะเร็ง ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 79%  
 
      ระยะที่ 2. มะเร็งไปถึงอุ้งเชิงกราน
     ระยะที่ 2A มะเร็งไปถึงมดลูกหรือปีกมดลูก ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 61%
     ระยะที่ 2B มะเร็งไปถึงเนื้อเยื่อในอุ้งเชิงกรานอื่นๆ ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 55%
     ระยะที่ 2C มะเร็งในระยะ 2A หรือ 2B ที่แคปซูลของรังไข่แตกออกร่วมกับมีเซลมะเร็งอยู่ในน้ำในท้อง
ไปถึงมดลูกหรือปีกมดลูก ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 57%
   
     ระยะที่ 3. มะเร็งไปเกาะอยู่เยื่อบุช่องท้องนอกอุ้งเชิงกราน หรือผิวนอกของตับ หรือต่อมน้ำเหลืองหลังช่องท้องหรือต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ
     ระยะที่ 3A มองด้วยตาเห็นมะเร็งอยู่แต่ในอุ้งเชิงกราน แต่ตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์พบมะเร็งไปเกาะที่เยื่อบุช่องท้องนอกอุ้งเชิงกรานแล้ว ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 41%
     ระยะที่ 3B มะเร็งไปเกาะอยู่เยื่อบุช่องท้องนอกอุ้งเชิงกรานมองเห็นด้วยตาแต่ขนาดไม่เกิน 2 ซม.โดยยังไม่ไปต่อมน้ำเหลือง ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 25%
     ระยะที่ 3C มะเร็งไปเกาะอยู่เยื่อบุช่องท้องนอกอุ้งเชิงกรานขนาดเกิน 2 ซม.หรือไปต่อมน้ำเหลือง ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 23%
 
       ระยะที่ 4. มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะไกลซึ่งนับรวมเนื้อตับด้วย โดยต้องตรวจพบเซลมะเร็งที่น้ำในช่องปอดร่วมด้วย ระยะนี้มีโอกาสรอดชีวิตในห้าปี 11%

     ทั้งนี้มีอัตราการรอดชีวิตให้ห้าปีเฉลี่ยทุกระยะ 46%

     ประเด็นที่ 9. การรักษามะเร็งรังไข่

     การผ่าตัดเอาเนื้องอกที่มองเห็นด้วยตาออกทั้งหมดเป็นวิธีรักษาหลัก โดยมีการใช้เคมีบำบัดร่วมรักษาหากเป็นมะเร็งรังไข่ตั้งแต่ระยะ 2 ขึ้นไป กรณีเป็นมะเร็งรังไข่ระยะ 1B และ 1C การจะใช้เคมีบำบัดร่วมหรือไม่ยังเป็นทางเลือกที่เลือกได้ทั้งสองทางโดยไม่มีหลักฐานเด่นชัดว่าทางไหนดีกว่าทางไหน แต่แพทย์ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะสนับสนุนการใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Lass Amir. The fertility potential of women with a single ovary. Huma Reproduction Upfdate 1999;5(5):546-550.
2. Colombo N, Parma G, Lapresa MT et al. Role of conservative surgery in ovaryan ancer: the European experience. Int J Gynecol Cancer 2005;15(suppl3):206-211
3. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. Cancer In Thailand Vol V. Accessed on July 1, 2015 at http://www.nci.go.th/th/File_download/Nci%20Cancer%20Registry/Book%20Cancer%20In%20Thailand%202010%20for%20Web.pdf
4. UKCTOCS. United kingdom collaborative trial for ovarian cancer screening. Accessed on July 1, 2015 at http://www.instituteforwomenshealth.ucl.ac.uk/womens-cancer/gcrc/ukctocs
5. Goff BA, Mandel LS, Drescher CW, Urban N, Gough S, Schurman KM, et al. Development of an ovarian cancer symptom index: possibilities for earlier detection. Cancer. 2007 Jan 15. 109(2):221-7. [Medline].
6. Moyer VA. Screening for ovarian cancer: U.S. Preventive Services Task Force reaffirmation recommendation statement. Ann Intern Med. 2012 Dec 18. 157(12):900-4. [Medline].
7. National Comprehensive Cancer Network. NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology, Ovarian Cancer Including Fallopian Tube Cancer and Primary Peritoneal Cancer. Version 1.2015. Available at http://www.nccn.org/professionals/physician_gls/pdf/ovarian.pdf. Accessed: May 8, 2015.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว