โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่อเป็นแล้ว กลับดีหรือหายได้

แต่เดิมนั้นวงการแพทย์มีความเชื่อว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่อเป็นแล้วมีแต่จะเดินหน้าเป็นมากขึ้น จนต้องจบลงด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัดหัวใจ หรือการตายจากหัวใจวายเท่านั้น
ต่อมานพ.ออร์นิชและคณะ ได้ทำการวิจัยเพื่อพิสูจน์การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจัง จะทำให้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เป็นแล้วถอยกลับมาดีขึ้นได้หรือไม่ โดยเอาคนป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดและตรวจสวนหัวใจพบว่ามีจุดตีบที่หลอดเลือดหัวใจแน่นอนแล้วมา 93 คน สุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง ให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการรับประทานอาหารมังสะวิรัติแบบไขมันต่ำ เลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายระดับปานกลางแต่สม่ำเสมอ และจัดการความเครียดด้วยวิธีต่างๆเช่นฝึกสมาธิ โยคะ เป็นต้น

กลุ่มที่สอง ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุม ให้ใช้ชีวิตในแนวทางดูแลสุขภาพไปตามแบบปกติ

ทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้การทดลองเป็นเวลานาน 1 ปี เมื่อครบปีแล้วก็ทำการตรวจสวนหัวใจซ้ำ แล้วเอาผลการตรวจสวนหัวใจมาวิเคราะห์ พบว่ารอยตีบของหลอดเลือดหัวใจของกลุ่มที่ให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ถอยกลับ (reverse) ไปตีบน้อยลงจากเฉลี่ย 40.0% เป็น 37.8% (ดีขึ้น 4.5%) ขณะที่ของกลุ่มควบคุม รอยตีบที่หลอดเลือดหัวใจยิ่งตีบมากขึ้น จากเฉลี่ย 42.7% เป็น 46.1% (เลวลง 5.4%) และเมื่อเอาเฉพาะรอยตีบที่เป็นมากเรับประทาน 50% มาวิเคราะห์พบว่าในกลุ่มที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต รอยตีบที่หลอดเลือดหัวใจถอยกลับไปตีบน้อยลงจากเดิมตีบ 61.1% เหลือตีบ 55.8 % ไขมันเลว (LDL) ในเลือดลดลงมา 37% และอาการเจ็บหน้าอกลดลง 91% ในขณะที่กลุ่มควบคุมรอยตีบที่หลอดเลือดหัวใจยังคงเดินหน้าไปตีบมากขึ้นจากเดิมตีบ 61.7% ไปเป็นตีบ 64.4% ไขมัน LDL ลดลงเพียง 6% และอาการเจ็บหน้าอกเพิ่มขึ้นถึง 165%

งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจังด้วยการปรับอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด สามารถใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เป็นแล้วให้กลับมาดีขึ้นได้ และเป็นการเปลี่ยนความเชื่อที่มีมาแต่เดิมว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่อเป็นแล้วจะมีแต่ตีบยิ่งขึ้นจนต้องจบด้วยการทำบอลลูนหรือผ่าตัดหัวใจหรือหัวใจวายเท่านั้น

หลังจากนั้นรัฐบาลอเมริกันได้ให้ทุนวิจัยสืบเนื่องโดยติดตามคนไข้สองกลุ่มนี้ต่อไปอีก 5 ปี [2] จึงได้พบว่ากลุ่มที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจริงจัง มีรอยตีบของหลอดเลือดหัวใจถอยกลับไปตีบน้อยลงไปอีกจากน้อยลงจากเดิมที่ดีขึ้น 4.5% เมื่อสิ้นปีที่ 1 เป็นดีขึ้น 7.9% เมื่อสิ้นปีที่ 5 ขณะที่กลุ่มควบคุมรอยตีบที่หลอดเลือดหัวใจก็ยิ่งเดินหน้าตีบมากขึ้นกว่าเดิม จากเลวลง 5.4% เมื่อสิ้นปีที่ 1 เป็นเลวลง 27.7% เมื่อสิ้นปีที่ 5 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก (p<0.001)

ในแง่ของการเกิดเหตุการณ์หัวใจขาดเลือดครั้งสำคัญถึงขั้นต้องเข้านอนโรงพยาบาลหรือทำบอลลูนหรือผ่าตัด พบว่ากลุ่มที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกิดเหตุการณ์หัวใจครั้งสำคัญเฉลี่ยคนละ 0.89 ครั้ง ขณะที่กลุ่มควบคุมเกิดเหตุการณ์หัวใจครั้งสำคัญเฉลี่ยคนละ 2.25 ครั้ง และเมื่อวิเคราะห์รายละเอียดของเหตุการณ์หัวใจครั้งสำคัญของทั้งสองกลุ่มพบว่าของกลุ่มควบคุมเป็นเหตุการณ์ที่หนักกว่า ต้องจบลงด้วยการทำบอลลูนขยายหลอดเลือดและผ่าตัดหัวใจมากกว่า

งานวิจัยรอบที่สองนี้สรุปได้ว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ประโยชน์ของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างจริงจังด้วยการรับประทานอาหารมังสะวิรัติแบบไขมันต่ำ เลิกสูบบุหรี่ ออกกำลังกายระดับปานกลางแต่สม่ำเสมอ และจัดการความเครียดด้วยวิธีต่างๆ ยิ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมากยิ่งขึ้น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์


บรรณานุกรม
1. Ornish D, Brown SE, et al. Can lifestyle changes reverse coronary heart disease. The Lancet 1990fb 336: 129-33 1990.
2. Ornish D, et. al. Intensive lifestyle changes for reversal of coronary heart disease. JAMA 1998; 280(23): 2001-2007 1998.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว