ถามหมอสันต์ดีกว่าว่าโรค PMF นี้มันคืออะไรกันแน่

แห้งแล้งสุดๆ มีแต่ดอกจานที่ยืนหยัดสู้

 เรียนคุณหมอสันต์

ดิฉันอายุ 65 ปีไปตรวจเลือดเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีโดยไม่มีอาการอะไรผิดปกติแล้วพบมีเกล็ดเลือดสูง 800,000 หมอส่งไปพบหมอโลหิตวิทยา หมอตรวจม้ามหนูด้วยอุลตร้าซาวด์แล้วสรุปว่าม้ามไม่โตแต่ก็นัดเพื่อเจาะไขกระดูกและตรวจยีน JAK2 ดิฉันไม่ยอมเจาะไขกระดูกเพราะกลัวเจ็บ จึงทำแค่เจาะเลือดซึ่งได้ผลว่าผลเลือดพบมียีนผิดปกติ jak2v617f mutation หนูส่งผลมาด้วย หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรค PMF และยืนยันหนักแน่นให้หนูเจาะไขกระดูกและรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชื่อ ruxolitinib หนูถามว่า PMF คือโรคอะไร หมอก็ได้แต่ตอบว่าคือโรคพังผืดไขกระดูกปฐมภูมิ ถามว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่าก็ส่ายหน้า แล้ว JAK2 นี้มันคืออะไร ทำไมต้องกินยาเคมีบำบัดก็ไม่ยอมอธิบายให้ ดิฉันจึงปฏิเสธการเจาะไขกระดูกไป แต่ในใจก็วิตกกังวลว่าจะเป็นอะไรร้ายแรงที่รักษาไม่ทันหรือเปล่าจึงเขียนมาถามคุณหมอสันต์

รบกวนด้วยค่ะ

.................................................................


ตอบครับ

   1. ถามว่าโรค PMF นี้มันคืออะไร ตอบว่าคำเต็มของมันคือ primary myelofibrosis แปลว่าโรคพังผืดไขกระดูกปฐมภูมิ ซึ่งแปลแล้วก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี หิ..หิ หมอสันต์จึงแปลให้เองแบบง่ายๆว่าคือโรคมะเร็งของระบบเลือด เออ..ผมแปลง่ายดีแมะ แต่ว่าโรคในกลุ่มนี้มันมีแยกย่อยยุบยิบยับหลายแบบนะ ถ้าคุณอยากรู้ผมจะอธิบายให้ฟัง กลไกการเกิดโรคโดยรวมมีอยู่ว่าอยู่ๆก็เกิดมีอะไรก็ไม่รู้ไปทำให้เซลล์ต้นกำเนิดของระบบเลือด (hematopoietic stem cell - HSC) ซึ่งปกติอยู่ในไขกระดูกมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดเกิดกลายพันธุ์หรือเพี้ยนอย่างกะทันหันขึ้นมา แล้วออกลูกหลานเพี้ยนๆต่อไปได้ซะอีกด้วย จึงสร้างผลผลิตเช่นเกล็ดเลือดบ้าง เม็ดเลือดขาวบ้าง เม็ดเลือดแดงบ้าง ออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง ทำให้เกิดโรคชื่อแปลกๆขึ้นกลุ่มหนึ่งสุดแล้วแต่เซลล์มะเร็งจะผลิตอะไรมาก เช่นถ้าผลิดเกล็ดเลือดออกมามากก็เรียกว่าโรค essential thrombocytosis- ET (โรคเกล็ดเลือดสูง) ถ้าผลิตเม็ดเลือดแดงออกมามากก็เรียกว่าโรค polycythemia vera (โรคเลือดข้น) ถ้าผลิตเม็ดเลือดขาวออกมามากก็เรียกว่าโรค leukemia (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) แต่ถ้าผลิตอะไรซักอย่างมากด้วยและมีพังผืด  (reticulin) เกิดขึ้นในไขกระดูกเพิ่มขึ้นด้วยก็เรียกว่าโรค primary myelofibrosis -  PMF (โรคพังผืดไขกระดูกปฐมภูมิ) เป็นต้น แต่ว่าทั้งหมดนี้ถ้าจะเรียกแบบบ้านๆเหมาเข่งมันก็คือมะเร็งของระบบเลือดด้วยกันทั้งสิ้นนั่นแหละ 

    2. ถามว่าแล้วคุณเป็นโรคมะเร็งของระบบเลือดจริงหรือเปล่า ตอบว่ายังไม่รู้ การจะวินิจฉัยว่าใครเป็นมะเร็งของระบบเลือดได้นอกจะตรวจเลือดพบระดับของผลผลิตของระบบเลือดเช่นเม็ดเลือดแดง หรือเม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดสูงขึ้นแล้ว ยังต้องมีหลักฐานการตรวจไขกระดูกแล้วพบว่ามีเซลล์ต้นกำเนิดของระบบเลือดเพิ่มขึ้นในไขกระดูกด้วย หรือในกรณีโรค PMF ก็ต้องพบพังผืด (reticulin) เพิ่มขึ้นในไขกระดูกด้วย

     3. ถามว่าแล้ว JAK2 นี่มันคืออะไร ตอบว่ามันคือยีนควบคุมการทำงานของเซลล์ต้นกำเนิดของระบบเลือด ซึ่งถ้ามันเพี้ยนไป (mutation) ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งของระบบเลือดได้ ยกตัวอย่างเช่นของคุณนี้ตรวจพบ JAK2 v617f mutation ก็แปลว่าตรวจพบยีนเพี้ยนตรงตำแหน่งที่เขาบอกเลขกำกับมานั่นแหละ แล้วมันยังมีประเด็นเพี้ยนมากเพี้ยนน้อยด้วยนะ ซึ่งนับกันเป็นเปอร์เซ็นต์ของยีนเพี้ยนต่อยีนปกติ ถ้าเพี้ยนมากก็แปลว่าโรคแรงมาก

    4. ถามว่าแล้วตัวคุณต้องตรวจตรวจไขกระดูกตามที่หมอเขาคะยั้นคะยอไหม ตอบว่าในแง่การวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องแม่นยำว่าเป็นมะเร็งของระบบเลือดจริงหรือเปล่าก็สมควรตรวจไขกระดูกครับ 

    แต่หากมองข้ามช็อตไปถึงการรักษาหลังจากที่วินิจฉัยฉัยโรคได้แล้ว การเล็งเวลาที่จะเจาะตรวจไขกระดูกให้ดีก็จะเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะโรคในกลุ่มมะเร็งของระบบเลือดนี้แพทย์จะลงมือรักษาเมื่อโรคเป็นมากหรือมีอาการชัดเจนแล้ว ซึ่งมีเกณฑ์ข้อบ่งชี้กำกับชัดเจน โดยการนับคะแนนความเสี่ยงแปดอย่าง คือ  (1) อายุเกิน 65 ปี (2) ค่าฮีโมโกลบิน (Hb) ต่ำกว่า 10 ก/ดล. (3) เม็ดเลือดขาวมากกว่า 25000 ตัว (4) มีเซลล์ต้นกำเนิด (blast cell) ออกมาอยู่ในกระแสเลือดมากกว่า 1% (5) มีอาการที่เกี่ยวข้อง เช่นเจ็บม้ามจากม้ามโต หรือเลือดออก เป็นต้น (6) ต้องคอยถ่ายเลือดให้บ่อยๆ (7) นับเกล็ดเลือดได้น้อยกว่า 100,000 ตัว/ลิตร (8) มีหลักฐานการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้หากมีน้อยกว่า 2 ข้อก็นับเป็นพวกเสี่ยงปานกลางค่อนไปทางต่ำ (intermediate-1) หากมี 2-3 ข้อก็นับเป็นพวกเสี่ยงปานกลางไปค่อนไปทางสูง (intermediate-2) หากมี 4 ข้อขึ้นไปก็นับเป็นพวกเสี่ยงสูง 

    งานวิจัยพบว่าเฉพาะพวกระดับเสี่ยงปานกลางค่อนไปทางสูงและระดับเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ในแง่การลดความรุนแรงของโรคลงด้วยยาเคมีบำบัด ของคุณนี้นับปัจจัยเสี่ยงรวมได้สองข้อ (อายุมากและมีการกลายพันธุ์ของยีน) จึงนับเป็นผู้มีความเสี่ยงปานกลางค่อนไปทางสูงซึ่งถือว่าจะได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ก็สมควรที่จะเจาะตรวจไขกระดูกทันทีโดยไม่ต้องรีรอ หากผลยืนยันว่าเป็นโรคจริง ก็สมควรจะใช้ยาเช่นยา ruxolitinib ซึ่งเป็นยาต้านยีน JAK2 ที่เพี้ยนไปรักษาได้ทันที ผลการรักษาจะช่วยลดความรุนแรงของโรคลง (นับจากขนาดของม้าม) ประมาณ 30%

    แต่หากเป็นคนอื่นที่นับปัจจัยเสี่ยงได้ไม่ถึงสองข้อก็ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะได้ประโยชน์จากยา ก็อาจชลอการเจาะตรวจไขกระดูกออกไปก่อน รอจนนับความเสี่ยงได้ 2 ข้อขึ้นไปก่อนแล้วจึงค่อยเจาะตรวจไขกระดูกก็ได้ ทั้งนี้เพราะการรีบใช้ยาเพื่อลดปริมาณของเกล็ดเลือดในผู้มีความเสี่ยงน้อยกว่าสองข้อยังไม่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์ในแง่ของการลดอัตราตายแต่อย่างใด

    ส่วนแนวคิดที่ว่าเป็นมะเร็งแล้วต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุดนั้นใช้ไม่ได้กับมะเร็งระบบเลือด เพราะปัจจุบันนี้ยังไม่มียาอะไรรักษาให้มะเร็งระบบเลือดหายขาดได้ การรักษาจึงมีผลแค่บรรเทาความรุนแรง หากโรคไม่รุนแรงก็ไม่มีอะไรจะให้บรรเทา 

    ทั้งนี้ยกเว้นในคนป่วยอายุน้อยๆเช่นเด็กและวัยรุ่นที่เป็นโรคระดับมีความเสี่ยงสูงมากบางรายที่เหมาะที่จะรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก กรณีเช่นนั้นหากได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกและรอดชีวิตจากการติดเชื้อระหว่างปลูกถ่ายไขกระดูกไปได้แล้วก็มีลุ้นว่าอาจยังผลให้หายขาดจากโรคได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว