ตรรกะในการตัดสินใจตรวจหรือไม่ตรวจ CTA และ CAG



สวัสดีครับคุณหมอสันต์

    ผมอายุ 61 ปีออกจากงานมาแล้ว 9 ปี ผมเป็นเภสัชกร ประวัติตรวจเลือดสุขภาพของผมปกติทุกอย่างยกเว้นมีค่าไขมันในเลือดสูงมา 20 กว่าปีทั้งคอเลสเตอรอล ldl และไตรกลีเซอไรด์ แต่ผมไม่ได้ทานยาลดไขมัน ทุกวันนี้ผมก็ออกกำลังกายทำสวนบ้างแต่ไม่ถึงขนาดเหนื่อยแฮกๆๆตามที่คุณหมอแนะนำ ผมมีข้อสงสัยจะเรียนถามคุณหมอดังนี้นะครับ เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อนผมมีอาการเหงื่อออกที่ใบหน้าและลำตัวคล้ายๆเหงื่อกาฬแตกจนท่วมหน้าท่วมตัวไปหมด อาการอื่นๆไม่มีทั้งแน่นหน้าอกและหัวใจเต้นเร็วก็ไม่มี วันนั้นที่มีอาการผมใส่บาตรฟังธรรมนั่งฟังเทศน์ 7.30 น.มีอาการอย่างที่ว่าผมก็ฝืนทนครึ่งชั่วโมงนั่งอยู่บนเก้าอี้มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมแต่ก็ไม่เป็นลม พอผ่านไปครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำเกลือแร่ และยาหอม กินผลไม้นิดหน่อย ต่อมาวัดความดันก็โอเคอยู่ในค่าที่ปกติแล้วก็ฝืนขับรถไปหาหมอที่โรงพยาบาล 10.30น. หมอตรวจ ekg ก็ปกติดีและตรวจวัดน้ำตาลที่ปลายนิ้วก็ได้ 140 กว่า เช้าวันนี้ผมก็กินกล้วย 2 ลูกและน้ำ 1 แก้ว ก่อนใส่บาตร หมอก็ไม่สงสัยอะไร ต่อมาผมก็ไปหาหมอหัวใจที่โรงพยาบาล ตรวจเลือด วิ่งสายพาน ทำ echo หัวใจ ติด ekg 24 ชั่วโมง ทุกอย่างปกติหมด ผ่านมา 3 เดือนแล้วอาการเหงื่อออกมากและคล้ายจะเป็นลมก็ไม่มีเกิดขึ้นอีกเลย มีแค่อาการอ่อนเพลียอ่อนแรงหลังจากที่มีอาการ ประมาณ 2-3 อาทิตย์หลังจากนั้นก็ปกติ ทุกวันนี้ก็ออกกำลังกายได้ปกติ คุณหมอขอนัดทำ CT-ฉีดสาร ทึบรังสีเดือนธันวาคม ซึ่งผมไม่อยากจะฉีดสารทึบรังสี คุณหมอหัวใจก็ไม่ว่าอะไรถ้ายังไม่อยากทำ ผมจึงอยากปรึกษาคุณหมอว่าควรจะทำหรือไม่ทำCTA coronary ดีครับเพราะที่ผ่านมาไม่เจอสัญญาณอะไรเลยของความผิดปกติที่คุณหมอหัวใจตรวจ ที่ไม่อยากทำ CT ฉีดสารน้ำยาทึบรังสีเพราะว่าผมมีอาการแพ้หลายอย่าง แพ้อากาศ แพ้พลาสเตอร์ยา แพ้ฟ้าทะลายโจร แพ้ simvastatin ขึ้นผื่น เคยแพ้หอยทอดครั้งหนึ่งตอนเรียนเภสัช และอีกคำถามหนึ่งผมควรจะทานเบบี้แอสไพรินเพื่อป้องกันเส้นเลือดตีบในหัวใจหรือสโตรกเส้นเลือดตีบในสมองหรือไม่ครับ ซึ่งตามหลักการที่คุณหมอหัวใจบอกก็คือจะต้องทำ CT coronary ว่าเส้นเลือดหัวใจมีการตีบก่อนหรือมีอาการสโตกทางสมองเส้นเลือดตีบก่อนจึงจะให้ยาเบบี้แอสไพรินได้ เนื่องจากคุณพ่อผมตอนอายุ 82 ตอนเดินออกกำลังกายก็ตกลงไปในคลองชลประทานผมก็คาดว่าคุณพ่อน่าจะมีอาการหน้ามืดเป็นลมแล้วมีคนช่วยไว้ได้ต่อมาอีก 1 ปีก็เป็นสโตกที่สมองเส้นเลือดตีบสมบูรณ์แบบแขนขาอ่อนแรงเส้นเลือดไม่แตกหลังจากเช็คทำ CT ตอนประมาณ 4-5 วันแล้วจึงฉีดยาละลายลิ่มเลือดไม่ทันการต้องนอนติดเตียงอยู่ 6 ปีคุณแม่ผมก็เป็น cerebellum ฝ่อ อายุขัย74 ผมเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารตามที่คุณหมอแนะนำกินผักมากขึ้นงดกินพวกของทอดอะไรต่างๆและงดเนื้อน้อยลง และรับประทานยาลดไขมันในเส้นเลือดแล้วตั้งแต่มีอาการเหงื่อออกคล้ายจะเป็นลมเมื่อ 3 เดือนก่อน atorvasstaatin 20mg ค่าความดันต่างๆก็มีค่าที่ดีขึ้นลดลงประมาณ 10 ถึง 20 และผลตรวจเลือดค่าไขมันก็เข้าสู่ปกติ 

    รบกวนคุณหมอยาวหน่อยนะครับสรุปข้อ (1) ผมควรทำ CTA coronary หรือไม่ (2) baby aspirin ควรรับประทานหรือไม่ การใช้เบบี้แอสไพรินผมก็ทราบว่าอาจจะทำให้เส้นเลือดออกในกระเพาะอาหารลำไส้ได้และถ้าเป็นสโตรกที่เส้นเลือดแตกในสมองก็จะไม่ค่อยดีนักกรณีทานยาเบบี้แอสไพรินอยู่แต่ผมก็กำลังพิจารณาว่า risk ความเสี่ยงของผมจะเอาแบบไหนดี เพราะว่าผมก็ไม่อยากที่จะป่วยนอนติดเตียงทำให้มีปัญหาต่อญาติๆได้ (3) folic acid และวิตามินบี 12 ควรทานหรือไม่ 
กราบขอบพระคุณอาจารย์คุณหมอสันต์

ด้วยความเคารพ

.........................................................

ตอบครับ

    1. ถามว่าเหงื่อแตกโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจวิ่งสายพานและตรวจติดตามคลื่นหัวใจ (Holter) แล้วก็ปกติ ทุกวันนี้ออกกำลังกายได้ปกติดี ควรไปเข้าอุโมงตรวจหัวใจ (CTA) ไหม ตอบว่า "ไม่ควร" ครับ 
    
    ผมขอขยายความตรรกะที่ใช้ตอบคำถามนี้หน่อยนะเพื่อให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นเอาไปใช้ประโยชน์ได้
    ในแง่ของการวินิจฉัย เราสามารถวินิจฉัยโรคหัวใจได้สองก๊อก คือ
    ก๊อกแรก เมื่อมีความผิดปกติของปัจจัยเสี่ยงหลักของโรค (เช่นไขมันในเลือดสูง) ก็ให้วินิจฉัยตัวเองได้เลยว่าเราเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจระยะไม่มีอาการแล้วเรียบร้อย แล้วลงมือปรับอาหารและการใช้ชีวิตเพื่อพลิกผันโรคได้เลย การวินิจฉัยแบบนี้มีแต่ได้กับได้ คือได้ป้องกันการเป็นโรคเรื้อรังตั้งแต่ต้นมือด้วยตนเอง
    ก๊อกที่สอง เมื่อมีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดมากถึงระดับรบกวนคุณภาพชีวิตจนเราตัดสินใจว่าจะต้องลงมือรักษาแบบรุกล้ำแน่ๆ (เช่นบอลลูน บายพาส) เราจึงจะเริ่มทำการสืบค้นด้วยวิธีต่างๆไปตามลำดับ เช่นตรวจคลื่นหัวใจ วิ่งสายพาน เข้าอุโมงค์ฉีดสีตรวจหลอดเลือด (CTA) แล้วสวนหัวใจ (CAG) เป็นต้น เมื่อพิสูจนได้ว่าเป็นจริงก็ลงมือรักษาแบบรุกล้ำไปในคราวเดียวกับการตรวจวินิจฉัยนั่นเลยม้วนเดียวจบ

    ดังนั้นก่อนจะเดินหน้าไปกับการวินิจฉัยที่เริ่มจะมีความเสี่ยงมากเช่นเข้าอุโมงคอมพิวเตอร์ฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ (CTA) หรือตรวจสวนหัวใจ (CAG) จะต้องปลงใจล่วงหน้าก่อนว่าหากพบโรคที่อธิบายว่าเป็นเหตุของอาการได้จริง เราจะเดินหน้ารักษาแบบรุกล้ำ (บอลลูนบายพาส) แต่หากปลงใจล่วงหน้าไว้แล้วว่าอาการแค่ที่เป็นอยู่นี้ยังไม่รบกวนคุณภาพชีวิต อย่างไรเสียก็จะไม่ทำการรักษาแบบรุกล้ำ ก็ไม่ต้องเดินหน้าตรวจด้วยวิธีที่มีความเสี่ยงเพราะไม่คุ้มกัน ลำพังแค่จะรักษาแบบไม่รุกล้ำ (กินยา เปลี่ยนอาหาร ออกกำลังกาย) ข้อมูลแค่เท่าที่มีอยู่ตอนนี้คือรู้ว่าไขมันในเลือดสูงแน่ๆแค่นี้ก็มากพอที่จะลงมือรักษาแบบไม่รุกล้ำได้แล้วโดยไม่ต้องตรวจอะไรต่ออีก 

    ในกรณีของคุณนี้ อาการเหงื่อออกเป็นอาการไม่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นโรคอะไร ผลการตรวจวิ่งสายพานและโฮลเตอร์ก็บ่งชี้ว่าอาการนั้นไม่ได้เกิดจากหัวใจ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปตรวจ CTA เพื่อวินิจฉัยโรค 
    ส่วนในแง่ของการไปตรวจเพื่อจะลงมือรักษานั้น ฉากทัศน์ที่เลวที่สุดที่จะคิดขึ้นมาได้คือคือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (acute MI) ที่รอดตายพ้น 24 ชั่วโมงวิกฤติมาได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคนไข้ในกลุ่มนี้การรักษาต่อจากจุดนี้มีทางเลือกอยู่สองทางคือแบบรุกล้ำกับแบบไม่รุกล้ำ ซึ่งผลการรักษาระยะยาวจากงานวิจัย OAT trial พบว่าทั้งสองแบบให้ผลไม่แตกต่างกัน ผมเดาใจคุณว่าเมื่อรู้อย่างนี้แล้วคุณจะเลือกวิธีรักษาแบบไม่รุกล้ำ ดังนั้นคุณจะตรวจไปทำพรือละครับ เพราะไม่ว่าผลการตรวจจะเป็นอย่างไรคุณก็เลือกวิธีรักษาแบบไม่รุกล้ำอยู่ดี 

    2. ถามว่าเป็นโรคไขมันในเลือดสูงควรกินยาแอสไพรินไหม ตอบว่าการกินยาแอสไพรินมีสองแบบ คือ แบบป้องกันทุติยภูมิ (secondary prevention) หมายความว่าเกิดสโตร๊คหรือฮาร์ทแอทแท็ค (acute MI) ถูกหามเข้าโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจึงมาคิดอ่านกินยาเพื่อลดโอกาสเกิดซ้ำ ซึ่งข้อมูลสถิติยืนยันว่ามีประโยชน์คุ้มกับความเสี่ยงของยา แต่ของคุณนี้เป็นแบบ ป้องกันปฐมภูมิ (primary prevention) หมายความว่ามีปัจจัยเสี่ยงแต่ยังไม่เคยเกิดเรื่องเช่นสโตร๊กหรือฮาร์ทแอทแท็ค  แล้วคิดอ่านกินยาเพื่อลดโอกาสเกิตจุดจบที่เลวร้ายของโรคลง ซึ่งเป็นกรณีที่ข้อมูลสถิติสรุปได้ว่าการกินยาแอสไพรินได้ประโยชน์น้อยก้ำกึ่งกับความเสี่ยงของยา ผมจึงแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องกินยาครับ 

    3. ถามว่าอยู่ดีๆเหงื่อแตกโดยไม่ทราบสาเหตุควรกินกรดโฟลิกกับวิตามินบี 12 หรือไม่ ตอบว่าเหงื่อแตกโดยไม่ทราบสาเหตุนั้นก็เรื่องหนึ่ง ส่วนการจะกินหรือไม่กินวิตามินนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกัน การคิดจะกินวิตามินเป็นดุลพินิจของแต่ละคน เพราะวิตามินเป็นอาหาร  ใครใคร่ซื้อกินก็ซื้อ ไม่ต้องมาขออนุมัติแพทย์ก่อน ข้อมูลประกอบก็คือกรดโฟลิกนั้นสำหรับคนที่กินผักสดบ่อยๆก็ไม่มีขาดอยู่แล้ว ส่วนวิตามินบี 12 นั้นมักต่ำผิดปกติในผู้สูงวัยไม่ว่าจะกินอาหารแบบไหน เนื่องจากตัวคุณเป็นผู้สูงวัยแล้ว การจะคิดอ่านกินวิตามินบี 12 เป็นประจำก็เป็นตรรกะที่เข้าท่าดีครับ

    4. คุณถามมาสามข้อผมตอบให้ครบสามข้อแล้วนะ ข้อนี้ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำแนะครอบจักรวาลสำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูง ว่าพิมพ์นิยมของคนไทยที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงคือรอให้มีอาการแปลกๆก่อน แล้วรอไปสืบค้นหาโรค แล้วรอยืนยันว่าเป็นโรคแน่นอนแล้ว แล้วรอรักษาแบบรุกล้ำด้วยบอลลูนบายพาส แล้วค่อยลงมือรักษาไขมันในเลือดสูงด้วยการกินยาลดไขมัน ซึ่งวิธีนั้นไม่ได้ทำให้อัตราตายด้วยโรคหัวใจหลอดเลือดลดลงมากี่มากน้อยเลย มันมีอีกวิธีหนึ่งที่ดีกว่าและลดอัตราตายได้มากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้คือทันทีที่รู้ตัวว่าเป็นโรคไขมันในเลือดสูงแล้วก็ลงมือจัดการโรคทันทีด้วยการเปลี่ยนอาหารเปลี่ยนและวิธีใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ซึ่งผมเชียร์ให้คุณใช้วิธีหลังนี้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์   

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren