ฝึกวางความคิด อ่านทุกบทความ พิมพ์เก็บไว้อ่านซ้ำๆ เข้าใจจนไม่มีอะไรสงสัย แต่...

(ภาพวันนี้: รวงผึ้ง)

คุณหมอสันต์คะ

หนูเข้าใจหมดว่าให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสงบ ต้องแก้ปัญหาทีละเปลาะๆ โดยที่ focus อยู่กับ Process อย่าไป focus ที่ผล อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น อะไรทำได้ก็ทำ อะไรนอกเหนือการควบคุมก็ปล่อย ตามที่คุณหมอสอน….แต่สิ่งที่เข้าใจมันไม่เป็นเนื้อเดียวกับจิตใจ มันแยกกันอยู่ คือเข้าใจส่วนเข้าใจโดยการพิจารณาถึงเหตุและผลตามความเป็นจริง…เห็นด้วยทั้งหมดที่คุณหมอแนะนำ…แต่ก็ทำตามที่เข้าใจไม่ได้…เวลาเกิดเหตุการณ์อะไร จิตมันก็ยังคงคิด กังวล ไปตามที่มันเคยเป็นตามธรรมชาติตามที่เคยเป็นมา..ซึ่งทำให้เกิดความกังวล ทุกข์ ร้อนรน…

บทความคุณหมอที่เขียนเกี่ยวกับการฝึกวางความคิด อ่านทุกบทความ พิมพ์เก็บไว้อ่านซ้ำๆ เข้าใจและเห็นด้วยทั้งหมดโดยไม่มีอะไรสงสัย…พยายามฝึกตามขั้นตอนและใช้เครื่องมือที่คุณหมอแนะนำ ก็เป็นได้แค่ตอนฝึก…พอมีเหตุการณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้นก็กลับมาเป็นตัวเองก็เป็นเหมือนเดิม….คุณหมอจะรักษาคนไข้แบบนี้อย่างไรดีคะ..คุณหมอมียาแรงๆแนะนำ หรือว่าจะต้องผ่าตัดอย่างไรดี….

ให้ข้อมูลคนไข้เพิ่มเติมค่ะ…ธรรมชาติหนูเป็นคนคิดมาก คิดเยอะ ยึดหลักการณ์และเหตุผล เป็นมนุษย์กลุ่มโทสะจริตเด่นและชัด มั่นใจในตัวเองสูง Ego สูง… ส่วนปัญหาอื่นๆที่จะทำให้ทุกข์เท่าที่นึกออกไม่น่าจะม่ว่าจะความสัมพันธ์กับเพื่อน ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ ไม่มีปัญหาเรื่องการนอน ความเครียดก็ไม่มี (หรืออาจจะมีแต่ไม่รู้ตัว 555) มีแต่ธรรมชาติของตัวเองเท่านั้นที่ทำให้ทุกข์..มันทำให้หนูทุกข์ เร่าร้อน ร้อนรน ไม่สงบเย็น……หนูอยากหลุดไปจากความคิดและธรรมชาติของตัวเองที่เป็นอยู่ อยากอยู่เหนือความคิด อิสระจากความคิด มีความสงบเย็น ปลอดโปร่ง โล่ง ไม่อับทึบอึดอัด

ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ

……………………………………………………………………………

ตอบครับ

คุณบอกว่า

“ต้องการอยู่เหนือความคิด มีความสงบเย็น”

อืม..ม นี่เป็นวัตถุประสงค์การใช้ชีวิตที่ชัดเจนเจ๋งเป้ง practical ดีมาก ถ้าเป็นสมัยที่องค์กรเขาชอบประกวดพันธกิจวิสัยทัศน์กัน ผมให้ของคุณได้ที่หนึ่ง

และคุณบอกว่า

“เข้าใจหลักปฏิบัติดีแล้ว ไม่มีอะไรสงสัย ”

อืม..ม พูดแบบวัดๆก็คือสายปริยัติเนี่ย คุณเจนจบหมดแล้วปริญญาตรีโทเอก ไม่มีปริญญาจะให้ต่อไปอีกแล้ว

และคุณบอกว่า

“ฝึกใช้เครื่องมือวางความคิดแล้วทุกชิ้น ซึ่งก็ใช้ได้ผลดีเฉพาะตอนฝึก พอเข้าสู่สนามชีวิตจริงก็เหมือนเดิม”

อืม..ม หากใช้ตรรกะแบบกำปั้นทุบดิน เพียงแค่ย้ายการฝึกใช้เครื่องมือวางความคิดจากการทำในสนามฝึก มาทำในสนามชีวิตจริงเสีย ก็จะแก้ปัญหาได้แล้ว จึงเหลือเพียงแต่ว่าจะย้ายจากสนามฝึกมาสู่สนามจริงอย่างไรเท่านั้น

ในการฝึกสติหรือฝึกวางความคิด การย้ายจากสนามฝึกลงสนามจริง มันไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนแบบเล่นฟุตบอล เพราะเวลาที่เราต้องการความรู้ตัวในสนามชีวิตจริง ณ เวลานั้นเราไม่รู้ตัว แล้วเราจะไปรู้ตัวได้อย่างไร ถูกแมะ หิ หิ ขอโทษ พูดให้งง

เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงมีผู้คิดการย้ายสนามแบบ “สุ่ม” เวลาย้ายขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นวัดพุทธมหายานวัดหนึ่งในฝรั่งเศสจะมีระฆังใบเบ้งอยู่กลางวัด ทุกหนึ่งชั่วโมงเด็กวัดจะย่ำระฆังให้ดังกังวานไปทั่ววัด เมื่อได้ยินเสียงระฆัง ทุกคนไม่เว้นตั้งแต่เด็กวัดพระเถรเณรชีจนถึงสมภารจะต้อง “หยุด” เรื่องที่ตัวเองทำอยู่ เพื่อตั้งสติพักหนึ่ง ก่อนที่จะเดินหน้ากับกิจธุระตรงหน้าใหม่ต่อไป นี่เป็นการ “สุ่ม” เอาสติเสียบเข้ามาในสนามชีวิตจริง เผื่อฟลุ้คมันเสียบเข้ามาในเวลาที่เป็นที่ต้องการพอดี

พวกทำคอมพิวเตอร์ก็มีไม่น้อยที่พากันทำแอ๊พเลียนแบบวิธีของวัดนี้ เช่นบางแอ๊พก็เรียกชื่อตัวเองตรงๆว่า Mindfulness Bell หรือระฆังแห่งสติ จะตั้งให้มันย่ำหง่างเหง่งถี่ห่างแค่ไหนก็ตั้งเอา เมื่อมันย่ำแล้วผู้ใช้แอ๊พก็ต้องหยุดตั้งสติ ถ้าไม่ยอมหยุด หรือเอามือไปปิดสวิสต์แอ๊พเสียก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นกรรมเก่า ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น

สมัยหกเจ็ดปีมาแล้ว ก่อนที่ผมจะเปิดแค้มป์ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังเข้ามาฝึกสติรักษาโรค (ซึ่งต่อมากลายเป็น SR) ผมได้ตระเวณฝึกตระเวณศึกษาเรื่องนี้ไปหลายสำนัก รวมทั้งได้เคยไปเข้าโรงเรียนฝึกสติของฝรั่ง ซึ่งสอนเทคนิคสองเทคนิค คือเทคนิค STOP กับเทคนิค RAIN ผมจะเล่าวิธีฝึกให้ฟัง คุณซึ่งได้ลองวิธีของไทยก็แล้ว ของแขกก็แล้ว ก็ยังไม่เก็ท ลองวิธีของฝรั่งดูบ้าง เผื่อมันจะถูกจริตคุณ

เทคนิค STOP

ก็คือเทคนิคย่ำระฆังของวัดมหาญานที่ฝรั่งเศสนั่นแหละ คือให้หาจังหวะ จะโดยอาศัยแอ๊พมือถือส่งเสียง หรืออาศัยโอกาสที่เปลี่ยนอริยาบทหรือเปลี่ยนงานเปลี่ยนกิจกรรม ให้ใช้จังหวะนั้นสั่งตัวเองให้หยุด STOP โดยขณะที่หยุดให้ปฏิบัติไปตามโผดังนี้

S – Stop, หยุดกิจกรรมทุกอย่างเดี๋ยวนั้น ถ้าเดินอยู่ให้หยุด ถ้ายืนอยู่อย่านั่ง ถ้าพูดอยู่ให้หุบปาก

T – Take deep breath, ตั้งใจหายใจเข้าลึกๆ กลั้นไว้สักพัก ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ผ่อนคลายร่างกาย

O – Observe, สังเกตสิ่งเร้ารอบตัว ทั้งภาพ เสียง สัมผัส และความคิดที่โผล่ขึ้นมาในหัว สังเกตเฉยๆ แบบไม่เข้าไปยุ่งด้วย

P – Proceed, เดินหน้ากับกิจกรรมที่ทำค้างไว้ต่อไป

วันหนึ่งอาจจะสั่งสต๊อปตัวเองหลายครั้งหรือหลายสิบครั้งหรือทุกครั้งที่เปลี่ยนกิจกรรม แล้วแต่ชอบ ฝึกทำเสียจนเหมือนกับว่าสั่งสต๊อปตัวเองได้ตลอดเวลา

เทคนิค RAIN
อันนี้เป็นเทคนิคปลีกย่อยเมื่อสังเกตความคิด หมายความว่าขณะที่เราสต๊อป สังเกตภาพ เสียง สัมผัส และความคิด เมื่อใดก็ตามที่สังเกตความคิด ให้ใช้ลำดับปฏิบัติการดังนี้

R – Recognize, ตั้งใจรับรู้ว่ามีความคิดโผล่ขึ้นมา หรือเพิ่งโผล่ลับหลังไปแหม็บๆในหัว

A – Allow, ปล่อยให้มันเกิดขึ้น อย่าไประงับ อย่าไปขับไล่

I – Investigate, สืบกำพืดมันนิดหนึ่ง นิดเดียว ขณะที่ชำเลืองดูความคิด ว่ามันหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ ใครเป็นคนชงมันขึ้นมา (ผู้ชงขาประจำก็คืออีโก้เนี่ยแหละ) จะให้ตีทะเบียนมันไว้เสียหน่อย ว่า อ้อ.. เอ็งนี่เอง

N – Non self, ในการสืบกำพืดความคิด อย่าแต่งตั้งให้ตัวตนหรืออีโก้ทำหน้าที่สารวัตรสอบสวน เพราะจะสอบกันเละ ให้รับรู้กำพืดของความคิดตามที่มันเป็นจริงๆ

เทคนิค RAIN นี้มันเป็นเทคนิคขั้นสูงที่ต้องมีสติแข็งแรงระดับหนึ่งก่อนนะ ถ้าสติยังไม่แข็งแรงใช้แต่เทคนิค STOP อย่างเดียวก็เหลือแหล่แล้ว

ความคิดของคนเรานี้มันเกิดขึ้นและดำเนินไปตามสองกลไก คือ (1) กลไกสนองตอบอัตโนมัติ และ (2) กลไกการย้ำคิด สองกลไกนี้มันรับลูกกันเล่นอย่างเข้าขาแบบผีกับโลง

“สนองตอบอัตโนมัติ” หมายความว่าเรื่องอย่างนี้ สิ่งเร้าอย่างนี้ อดีตเราเคยสนองตอบต่อมันอย่างไร เราก็จะสนองตอบอย่างนั้นอีก คิดอย่างนั้นอีก โดยไม่ต้องรอให้รู้ตัว มันอัตโนมัติของมันไปเรียบร้อย อดีตที่ว่านี้อาจจะไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีมานี้ หรืออาจจะฝังแฝงมาในยีนของเราตั้งแต่ออกจากท้องพ่อท้องแม่มาเลยก็ได้ ภาษาบ้านๆเรียกว่า “กรรมเก่า”

“ย้ำคิด” หมายความว่าคิดแล้ว แล้วก็วนกลับมาคิดอีก ซ้ำซากไม่รู้จบ

กลไกอัตโนมัติทั้งสองกลไกดำเนินไปนอกอิทธิพลของเชาวน์ปัญญาความคิดอ่านและตรรกะ ดังนั้นการเจนจบปริยัติไม่มีผล ต้องฝึกสองเทคนิคข้างต้น จึงจะมีผล

คุณเอาไปลองทำดูนะ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)