โอ้โฮ..หลวงพี่ช่างมีความรู้เรื่อง B12 ดีจริงๆ

เจริญพรคุณหมอสันต์
อาตมาติดตามงานของคุณหมอมาโดยตลอดจะรบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอดังนี้
อาตมาอายุ 60 ปี เมื่อต้นปีมีอาการความจำเสื่อมคือตื่นนอนตอนเช้ามืดแล้วไม่รู้ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืนและไม่รู้ว่านอนอยู่ที่ไหน ต้องใช้เวลาสักเกือบนาทีจึงรู้สึกตัว นอกจากนั้นยังมีอาการเท้าขวาและมือขวาสั่นเข้าใจว่าเป็น Parkinson ต้องกินยาMadoparอยู่ และยืนขาเดียวไม่ได้ (เวลาฝึกจงกรม) จะล้มลงต้องเอาสองเท้าแตะพื้น นอกจากนั้นบางครั้งยังมีอาการเวียนหัวบ้านหมุน คลื่นไส้ เป็นเรื้อรัง คุณหมอ อจ. … แห่งรพ. … ตรวจพบค่า homocysteine ได้ประมาณ 23 ไมโครโมลต่อลิตร แปลว่าร่างกายขาด vitamib B12 เพราะ Intrinsic facter ในกระเพาะไม่ทำงานอันเนื่องมาจากเป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง แล้วกินยา Omeprazole มานานเกิน คุณหมอจึงให้ฉีด vitamin B12 เข้ากล้ามเนื้ออยู่หลายเดือนจนปัจจุบันตัวเลขค่อยๆลดลงอยู่ที่10 ไมโครโมลต่อลิตร อาการที่กล่าวมาข้างต้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง คงเหลือไว้เป็นที่ระลึกอย่างเดียวคือ Parkinson แต่เป็นนิดเดียวเฉพาะที่นิ้วโป้งขวา จะสั่นเวลาเผลอเท่านั้น ไม่ถึงกับสั่นทั้งมือทั้งเท้าเหมือนเมื่อก่อน
ปัญหาของอาตมาคือได้ทดลองบริโภค vitamin B12 แบบอมไว้ใต้ลิ้นที่เรียกว่า Bilingual เดือนแรกตรวจเลือดดูก็พบว่าค่าเท่ากันกับวิธีฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ก็น่าจะดีใจว่าใช้แทนกันได้ แต่ปรากฏว่าเดือนที่2 อาการความจำสะดุดเริ่มมีมาให้เห็นอีก อาการมือชาเท้าชาเริ่มมีให้เห็นอีก อาการเวียนหัวคลื่นไส้กลับมาเป็นอีกถึงกับอาเจียนเลย อาตมาสรุปเอาเองว่าค่า homocysteine ที่บอกว่าปรกติจากการใช้ยาอมใต้ลิ้นไม่น่าจะเชื่อถือได้ อาตมาว่าจะเริ่มกลับมาใช้แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อใหม่ แล้วประเมินผลใหม่ต่อไป แต่ข้อสรุปของอาตมาดูจะไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร จึงขอเจริญพรปรึกษามายังคุณหมอสันต์เพื่อขอคำแนะด้วยครับ

หมายเหตุ บริบทแวดล้อมประกอบให้คุณหมอพิจารณา (1) อาตมาอยู่ตจว. ตรวจเลือดกับlabเอกชน รอสามวันจึงจะรู้ผล (2) การฉีดอยู่ที่วันเว้นวันต่อครั้ง ครั้งละ 1000ไมโครกรัม (3) ถ้าอมใต้ลิ้น ใช้อมทุกวันและ 1000 ไมโครกรัม

ขอให้คุณหมอสันต์ประสบความเจริญทั้งทางกายและทางใจตลอดไป

…………………………………………………….

ตอบครับ

อามิตตาภะ พุทธะ พุทธัง ธัมมัง สังคัง อะไรมันจะคัน เอ๊ย..ขอประทานโทษ อะไรมันจะเจ๋งขนาดนี้ หลวงพี่ช่างมีความรู้ในวิชาแพทย์ชนิดเชื่อมต่อได้อย่างจบถ้วนกระบวนความจนแพทย์ต้องเขินอาย เพื่อประโยชน์แก่สาธุชนทั่วไปผมขอฉายซ้ำสิ่งที่หลวงพี่ได้เทศนาอบรมธรรมะสาขาสุขภาพไปแล้ว ซึ่งมีประโยชน์มากดังนี้

  1. การกินยาลดการหลั่งกรดเช่น omeprazole ซ้ำซากยาวนาน จะทำให้กลไกการผลิตโมเลกุลตัวหนึ่งชื่อ intrinsic factor ของกระเพาะอาหาร เสียไป ทำให้ร่างกายขาด intrinsic factor
  2. โมเลกุลชื่อ intrinsic factor นี้เป็นโมเลกุลที่ทำหน้าที่นำพาเอาวิตามินบี.12 จากอาหารให้ถูกดูดซึมผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ หากไม่มี intrinsic factor มากพอเพียง จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี.12 แม้ว่าจะกินวิตามินบี.12 อย่างเหลือเฟือก็ช่วยอะไรไม่ได้
  3. หลวงพี่ได้วินิจฉัยภาวะขาดวิตามินบี.12 โดยวิธีตรวจเลือดดูระดับโมเลกุลตัวหนึ่งชื่อโฮโมซีสเตอีน ซึ่งเป็นของเสียที่จะสะสมในร่างกายเมื่อไม่มีวิตามินบี 12 มาเปลี่ยน homocysteine ไปเป็นเมไทโอนีนซึ่งเป็นของดีที่ร่างกายเอาไปใช้การใหม่ได้
  4. เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี.12 ก็จะมีอาการได้สามแบบ (โรคสมอง โรคหลอดเลือด โรคโลหิตจาง) ซึ่งของหลวงพี่นี้หวยไปออกที่โรคสมอง คือสมองเสื่อม อันแสดงออกทางการสูญเสียความจำและความสามารถในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว
  5. เมื่อทดแทนให้ร่างกายได้วิตามินบี.12 ด้วยวิธีฉีดอาการเกือบทั้งหมดก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง
  6. เมื่อเปลี่ยนการทดแทนวิตามินบี.12 จากวิธีฉีดไปเป็นวิธีอมใต้ลิ้น นานไปพบว่าอาการทางสมองกลับมาอีก แม้ว่าตรวจระดับโฮโมซีสเตอีนแล้วจะยังต่ำอยู่ ทำให้หลวงพี่ตั้งข้อสงสัยเอากับความรู้วิชาแพทย์ว่า (1) การดูดซึมวิตามินบี.12 ผ่านเยื่อบุในปากด้วยวิธีอมยาที่คุยว่ามีการดูดซึมได้ไม่แพ้การฉีดนั้นท่าจะไม่จริง (2) ระดับโฮโมซีสเตอีนที่ว่ายังต่ำอยู่นั้นไม่สะท้อนภาวะขาดวิตามินบี.12 อย่างแท้จริง เพราะตัวท่านทำไมมีอาการขาดวิตามินบี.12 ทั้งๆที่ระดับโฮโมซีสเตอีนยังไม่ทันสูงเลย จึงเขียนจดหมายมาหาหมอสันต์เป็นเชิงปุจฉาวิสัชนา ว่าข้อสังเกตสองประการของท่านนี้มีสาระหรือไร้สาระ หิ หิ

ทั้ง 6 ข้อนั้นคือข้อมูลความจริงในทางการวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องโรคขาดวิตามินบี.12 ข้อ 1-5 นั้นมันเป็นความจริงที่เข้าใจกันได้ทันทีอยู่แล้วไม่ต้องไปพูดถึงซ้ำ วันนี้ผมจะตอบหลวงพี่เฉพาะข้อ 6 นะครับ ซึ่งมีประเด็นย่อยอยู่สี่ประเด็น

ประเด็นที่ 1. การดูดซึมวิตามินบี.12 ในคนป่วยมากแล้วกับคนไม่ป่วยอาจไม่เหมือนกัน งานวิจัยเปรียบเทียบการดูดซึมวิตามินบี.12 ระหว่างแบบอมบ้าง กินบ้าง ฉีดบ้าง ล้วนเป็นงานวิจัยกับคนทั่วไปที่อาจมีความเสี่ยงขาดวิตามินบี.12 มากบ้างน้อยบ้าง เช่นคนกินอาหารวีแกน แต่ไม่มีงานวิจัยไหนเลยที่สุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบคนที่เป็นโรคขาดวิตามินบี.12 ระดับแสดงอาการจ๋าแล้วอย่างกรณีของท่านนี้ว่าการอม กิน ฉีด จะให้ผลบำบัดอาการต่างกันอย่างไรหรือไม่ ได้แต่คาดการณ์เอาข้อมูลจากคนที่ยังไม่ป่วยไปใช้กับคนที่ป่วยแล้ว ซึ่งวิธีคาดการณ์แบบนี้เรียกว่า extrapolation ยังไม่ใช่วิธีการใช้หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่ดี จัดเป็นข้อมูลระดับต้องฟังหูไว้หู

ประเด็นที่ 2. การขาดวิตามินบี.12 จะเกิดขึ้นก่อนการคั่งของโฮโมซีสเตอีน ข้อมูลจากผู้ป่วยส่วนใหญ่พบว่าร่างกายจะต้องขาดวิตามินบี.12 นาน 3-5 ปีจึงจะมีการคั่งของโฮโมซีสเตอีนและอาการป่วยตามมาให้เห็นเพราะร่างกายมีวิธีกักตุนวิตามินบี.12 ไว้ใช้ได้นานหลายปี ในทางกลับกันเมื่อเราทดแทนวิตามินบี.12 จนระดับในเลือดปกติและอาการป่วยหายไปแล้วและระดับโฮโมซีสเตอีนก็ลดลงมาปกติแล้ว แต่เราก็ยังไม่ทราบดอกว่านานแค่ไหนร่างกายจึงจะกักตุนวิตามินบี.12 ไว้ในระดับที่พอเพียงไม่ขาดง่ายๆอีก และไม่ทราบด้วยว่าในระหว่างนี้การทดแทนด้วยวิธีไหนจึงจะดีที่สุด ตรงนี้เป็นช่องว่างทางความรู้ที่ยังไม่มีข้อมูลการวิจัยตีพิมพ์ไว้เลย

ประเด็นที่ 3. ตัวชี้วัดการรักษาต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน ตัววัดผลของการรักษาที่ดีที่สุดก็คืออาการป่วย วิธีไหนที่ทำแล้วอาการป่วยไม่หายก็เป็นวิธีรักษาที่ไม่เวอร์ค ตัวชี้วัดทั้งหมดที่นิยมใช้ในการรักษาโรคขาดวิตามินบี.12 มีอยู่สี่ตัวตามลำดับความสำคัญ คือ (1) อาการป่วย (2) ระดับวิตามินบี.12 เอง (3) ระดับโฮโมซีสเออีน และ (4) ระดับ methylmalonic acid (MMA) ซึ่งเป็นของเสียอีกตัวหนึ่งที่จะคั่งเมื่อขาดวิตามินบี.12 เพราะปกติวิตามินบี.12 จะช่วยเปลี่ยน MMA กลับไปเป็น AcetylCoA ซึ่งเป็นของดีที่ใช้การได้ การจะใช้ตัวชี้วัดตัวไหนบ้างก็สุดแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละสถานที่

ประเด็นที่ 4. ประเพณีนิยมในการรักษา การรักษาโรคขาดวิตามินบี.12 ที่รุนแรงถึงขั้นมีอาการทางระบบประสาทแล้วคือฉีด 1 มก.วันเว้นวันจนอาการหมดหรือจนอาการนิ่ง ซึ่งปกติใช้เวลา 6 สปด. ถึง 3 เดือน หลังจากนั้นบ้างก็ค่อยๆฉีดห่างไปเป็นเดือนละสองครั้ง เดือนละครั้ง สามเดือนครั้ง โดยที่ในระหว่างนั้นก็ใช้วิตามินแบบกินยาวันละ 1000 – 2000 ไมโครกรัมควบคู่ไปด้วย ถ้าอาการไม่มีก็เลิกยาฉีด เหลือแต่ยากิน นี่เป็นการรักษาแบบประเพณีนิยมนะ เพราะหลักฐานวิธีรักษาที่ดีที่สุดจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแบบมาตรฐานทองคำเลยยังไม่มี แพทย์และตัวผู้ป่วยเป็นผู้ร่วมกันกำหนดรายละเอียดเอาเอง ความยาวนานของการรักษาก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ขาดวิตามินบี.12 ถ้าสาเหตุนั้นคงอยู่ถาวร เช่นการผลิต intrinsic factor เสียหายถาวร การทดแทนวิตามินบี.12 ก็ต้องทำตลอดชีวิต

กรณีของหลวงพี่ ยาอมไม่เวอร์คก็ต้องเลิกยาอม กลับมาตั้งต้นที่สนามหลวง คือใช้ยาฉีดใหม่ แล้วก็ค่อยๆควบยากินเข้าไป ค่อยๆถอยยาฉีดออกมา ค่อยๆเข้า ค่อยๆออก อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่าการประกอบโรคศิลป์ เพราะบางกรณีการใช้วิทยาศาสตร์หรือประเพณีนิยมตะพึดมันใช้ไม่ได้ ต้องหารือกับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามความจำเป็น

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ยาลดน้ำหนักที่ FDA อนุมัติให้ใช้ในปี 2026

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

การโกนขนอวัยวะเพศ (pubic hair)

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 กับ 9 วิธีที่จะรู้ตัว

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว