(เรื่องไร้สาระ3) Warehouse Conversion


   ก่อนจะขึ้นเรื่องไร้สาระเรื่องใหม่ขอรายงานโครงการเกษตรหลังตรงว่าได้ดำเนินมาจนผักโตกินได้มาหลายวันแล้ว แม้ว่าจะเสียค่าโง่บ้างไปในบางประเด็นเช่น (1) ไม่รู้หรือว่าอากาศกรุงเทพมันร้อนตับแล่บจนผักทนแดดไม่ได้ชนิดที่เหี่ยวเป็นผ้าขี้ริ้วตากแห้งไปเลย ต้องไปหาซาแลนท์มาคลุมจึงจะพอรอดชีวิตมาได้บางส่วน แต่ก็ไม่วายไหม้ตามขอบใบเพราะความร้อน (2) ผักแต่ละชนิดแก่ไม่เท่ากัน เมื่อเก็บกินพร้อมกัน ชนิดหนึ่งหวานพอดี อีกชนิดหนึ่งแก่ขมปี๋ไปแล้ว (3) ปุ๋ยอินทรีย์ที่เอามาใส่ผักรุ่นแรกนี้ดูสีหน้าผักแล้วมันบอกว่า ฮึ..ฮึ ไม่ชอบ แฟนบล็อกท่านใดมีโนว์ฮาวเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ (หมักแล้ว) ที่ควรใช้ปลูกผักช่วยบอกหมอสันต์เอาบุญด้วย

     กล่าวโดยสรุปโครงการเกษตรหลังตรงได้ผักรุ่นแรกสำเร็จ 70% แม้ผักบางส่วนจะขมแต่หมอสันต์ก็ไม่เดือดร้อนมากนักเพราะไม่ต้องทนกินคนเดียว หิ หิ ใช้วิธีแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านและญาติมิตรช่วยกันหารเอาความขมขื่นไปกินคนละนิดคนละหน่อย

     เอาละ คราวนี้มาคุยกันเรื่องโครงการไร้สาระโครงการใหม่ ความเป็นมามีอยู่ว่าผมมีคนไข้เป็นคนมีอันจะกินอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆทั่วเมืองไทย ถ้าเห็นว่าวัยของเขาหรือเธอยังไม่มาก ยังมีเรี่ยวมีแรง ผมก็มักจะยุให้สร้างยิมหรือสถานที่ออกกำลังกายหรือทำร้านอาหารสุขภาพขายในเมืองของตน บ้างก็ทำตามผมแนะนำ ซึ่งก็ได้เงินบ้าง เจ๊งบ้าง แต่ผมรู้ว่าไม่มีใครเดือดร้อนหรอก เพราะคนที่ผมแนะนำล้วนเป็นคนมีเงินเหลือใช้กันทั้งนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งผมแนะนำให้ผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งอยู่ทางหนองคายว่าให้ตั้งยิมออกกำลังกายคนแก่ขึ้นในอำเภอของเขาเอง เขาย้อนถามผมว่ามวกเหล็กก็ไม่มีที่ออกกำลังกาย ทำไมหมอสันต์ไม่ตั้งบ้างละครับ หิ หิ โดนย้อนแบบนี้หมอสันต์ก็เลยม้วนเงียบ

สิริโฉมของโกดังเก่าโกโรโกโส เหมาะที่จะรื้อทิ้งอย่างเดียว
     ต่อมาวันหนึ่งผมขับรถผ่านไปทางถนนสนิทไชย ซอย 4 ซึ่งเป็นชายขอบของเขตเทศบาลเพื่อไปเดินริมคลองมวกเหล็ก ดูป่าดิบชื้นที่ผมปลูกต้นไม้เสริมไว้ และดูกิ้งก่า ดูตัวเงินตัวทอง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมชอบเมื่อมึนจากงาน ก็ได้เห็นว่าโรงถลกหนังไก่เก่าโกโรโกโสตรงหัวโค้งซอยได้เลิกกิจการและขึ้นป้ายขายในราคาสองล้านหกแสนบาท (120 วา) มีโกดังเก่าอยู่หลังหนึ่ง เหลือบดูตัวโกดังโกโรโกโสนั้นแว่บเดียวแล้วก็รู้ว่าต้องเผื่องบประมาณรื้อทิ้งไว้อีกสามสี่หมื่นบาท แต่ข้อดีของที่แปลงนี้ก็คือมันอยู่ติดโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ คิดสะระตะโหลงโจ้งแล้วผมจึงตัดสินใจซื้อที่นั้นไว้ ตั้งใจจะรื้อโกดังเก่าโกโรโกโสนั้นทิ้งเพื่อปลูกหญ้าให้สบายตาแก่ผู้ผ่านไปมา รอจนกว่าผมเองจะมีเวลาว่างจึงค่อยมาคิดอ่านว่าจะเอาที่นั้นทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของคนมวกเหล็กได้บ้าง คิดแล้วจึงเรียกผู้รับเหมามาถามว่าคุณรื้อโกดังออกให้หมดปรับเป็นสนามปลูกหญ้าเรียบให้เขียวขจีต้องเสียเงินเท่าไหร่ ของที่รื้อออกมาได้ผมยกให้คุณหมด ผู้รับเหมาเดินสำรวจอยู่หลายอึดใจแล้วก็บอกว่า "สองแสนห้าครับ" ผมตลึง ตลึ่ง ตะลึ่ง อ้าปาก

     "โอ๋ว..ว แค่รื้อโรงสังกะสีเนี่ยนะ แล้วข้าวของที่รื้อได้ผมก็ยกให้คุณหมด" ผู้รับเหมาแจงสี่เบี้ยว่า

     "ไม่มีอะไรใช้ได้หรอกครับ มีแต่พื้นปูน เหล็กก็เป็นสนิมหมดแล้ว หลังคาเมทัลชีทแบบนี้ถอดเมื่อไหร่ก็พังเมื่อนั้น ผมต้องเสียเงินค่าขนไปทิ้งอีก แถมพื้นมีบ่อมีหลุมซิเมนต์อยู่แยะผมต้องเอาบัคโฮข่วนออกหมดก่อนจึงจะเอาดินเข้ามาปรับปลูกหญ้าได้"

     ผมไม่ได้นำโครงการรื้อโกดังนี้เสนอขออนุมัติงบจาก ม. หรอก เพราะตอนจะซื้อที่เธอก็ห้ามแล้วห้ามอีกว่าจะซื้อมาทำไม เสนอไปโครงการก็ไม่ผ่านแหงๆ

     ผมเกิดความคิดปิ้งแว้บขึ้นมาว่า..สองแสนห้า น่าจะพอเอามาทำโปรเจ็คไร้สาระอีกสักโปรเจ็คหนึ่งได้นะ แบบที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Warehouse Conversion คือปรับโกดังเก่านี้ให้เป็นอาคารที่ใช้ประโยชน์ได้ คิดได้แล้วก็ทำเลย จ้างคนงานมาคนหนึ่งเลือกคนที่ฝีมือเป็นสาระพัดช่างได้ด้วย แล้วก็มอบหมายให้ค่อยๆทำงานนี้ไปต๊อกแต๊ก ต๊อกแต๊ก แบบหวานเย็น

     เริ่มด้วยฉีดน้ำล้างผิวด้านในของแผ่นเมทัลชีทที่มุงหลังคา ขูดสนิมแล้วทาสีโครงหลังคาใหม่ แล้วก็ขูดทำความสะอาดพื้น ทีนี้ก็มาผนัง จะเอาไงกับมันดี เพราะโกดังนี้มีผนังทึบสนิทแบบไม่ต้องคิดมากโดยท่อนบนเปิดโล่งโจ้งไว้ซึ่งจะทำให้โกดังใช้การไม่ได้ เพราะหากเอาของมาเก็บบรรดาขี้ยาหรือขโมยซึ่งชุกชุมในแถบนี้ของเมืองก็จะมาขนออกไปโดยง่าย จำเป็นต้องทำผนังให้ครบทุกด้าน จะทำผนังทั้งทีก็ต้องคิดซะหน่อยว่าจะทำแบบไหน รู้ๆอยู่ว่าแบบไหนก็ไม่สวยไม่เนี้ยบทั้งนั้นแหละเพราะมันเป็นแค่โกดังเก่าๆสร้างมาโดยช่างปถส. (ประถมสี่) ที่ไม่ได้ฉากได้มุมได้ระดับอะไร อย่ากระนั้นเลย ทำผนังแบบทำทีให้เป็นบ้านเก่าๆซอมซ่อๆซะเลยจะได้สมจริง แต่บ้านไทยเก่าๆก็ไม่เข้ากับทรงโกดังหลังคาเตี้ยไร้หน้าต่างแบบนี้ น่าจะต้องเป็นบ้านเก่าแบบยุโรป เอาเป็นแบบเรือนเก่าๆของเด็นมาร์คก็แล้วกันเพราะมวกเหล็กนี้มีปูมหลังสัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับเด็นมาร์ค ผมนึกถึงบ้านโบราณสร้างด้วยโครงไม้ซุงผนังอัดด้วยปูนผสมหญ้าในอดีต ซึ่งทุกวันนี้ยังพอมีหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้างที่ตำบลอาร์ฮัส (Aarhus) ที่ประเทศเด็นมาร์ค จึงจะเลียนแบบบ้านโบราณที่นั่นหลังหนึ่ง ตั้งชื่อล่วงหน้าให้เสร็จว่า "บ้านเด็นมาร์ค" แล้วก็เขียนแบบแนวคิดหรือ conceptual design ด้วยปากกาลูกลื่นลงบนฝาลังกระดาษแล้วฉีกยื่นให้ผู้ซึ่งจะเป็นทั้งวิศวะเกิน ช่างเทคนิค และกรรมกร แบบออลอินวัน ใช้ยึดถือเป็นแบบก่อสร้าง หิ..หิ ใครจะไปรู้ วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นบ้านที่ทำให้ผู้คนทึ่งและมีความสุขขึ้นมาก็ได้

     "...นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ฉันปองมาสู่
ฉันยังไม่รู้ เขาจะต้อนรับ ขับสู้เพียงไหน
อาจมียิ้มอาบ ฉาบบนสีหน้า ว่ามีน้ำใจ
แต่สิ่งซ่อนไว้ ใน ดวงจิต คือความริษยา

     ..เขตรั้วไพศาล โอบบ้านทรายทอง
คือแขนของ พระเจ้า
ขอจงเอื้อมมือ และโอบกอดเรา ผู้ผ่านเข้ามา..."

    เพื่อแก้ความเลี่ยนของผนังโกดังอันเวิ้งว้าง ผมเอาไม้ปลอมมาคาดไขว้กันไปมาแบบบ้านโครงไม้ซุง ตัวผนังก็พอกปูนให้ดูเหมือนผนังสมัยเก่าที่ยังใช้มือเปล่าก่อปั้นปูน ในระหว่างนั้นวันหนึ่งผมไปคุยธุระกับคุณลุงคนหนึ่ง ได้ไปเห็นประตูกระจกเก่ากรอบไม้สักอย่างหนาที่โรงไม้เก่าของแก เป็นประตูเก่ารื้อออกมาจากสถานีรถไฟที่ไหนสักแห่งเพราะยังมีตรารฟท.ติดอยู่หราบนกระจก ดูคลาสสิกถูกใจมากจึงขอซื้อมาใส่เป็นบานประตูทางเข้าโกดัง มีรวมกันทั้งสิ้น 6 ประตู ท่านผู้อ่านคงคุ้นกับประตูกระจกทั่วโลกที่บานสูงใหญ่สวิงเข้าออกสะดวกสบาย กรอบเป็นเหล็กหุ้มพีวีซี.สีขาวบ้าง อลูมิเนียมอบขาวบ้าง แต่ลองจินตนาการประตูแบบเดียวกัน แต่กรอบเป็นไม้สักที่หน้ากว้างเป็นคืบวิ่งตามขอบโดยไม่มีอะไรยึดโยงรบกวนพื้นที่บานกระจกเลย นึกภาพถ้าทากรอบให้มันนิดๆแต่เห็นลายไม้สัก โอ้..ของเท่ๆอย่างนี้ในอนาคตจะหาได้จากที่ไหนอีกเนี่ย หนึ่งในหกของบานประตูเก่าที่ได้มาเป็นบานประตูไม้สักสลักลายลิเกนิดๆ ผมกะว่าจะเอามาเปลี่ยนเป็นประตูบ้านแบบยุโรปด้วยการย้อมสีดำ โห..ในเมืองไทยนี้ถ้าไม่นับศิลปินรุ่นพี่ของผมคนหนึ่งผู้ล่วงลับไปแล้วซึ่งสร้างบ้านทั้งหลังเป็นสีดำสนิททั้งประตูหน้าต่าง คิดหรือว่าสมัยนี้จะมีใครบ้าทำประตูบ้านสีดำอีก แต่ตอนนี้จะมีแล้ว..หิ หิ ตัวหมอสันต์นี่ไง

     จากตัวโกดังก็มาซ่อมรั้วซึ่งเดิมเป็นกำแพงอิฐบล็อกทึบ เจาะรูรั้วทางด้านสวนริมน้ำให้เป็นรูปอาร์คโค้งให้ลมผ่านได้และมองเห็นวิวสวนซึ่งอยู่อีกฝังของถนน เอาต้นตีนตุ๊กแกมาปลูกให้เลื้อยขึ้นเพื่อลดงบประมาณโบกปูนทาสี แถมช่วยสร้างความเป็นธรรมชาติด้วย ระหว่างทำงานมีต้นตะขบขึ้นเองริมกำแพงสองต้น คนงานกำลังเงื้อง่าจะขุดทิ้ง ผมบอกว่าทิ้งมันไว้งั้นแหละ ประหยัดค่าหาต้นไม้ให้ร่มเงามาปลูก และลูกตะขบก็กินได้

     คราวนี้ก่อนจะทำภายในก็ต้องมาคิดก่อนว่าจะใช้โกดังนี้ทำอะไร ผมลองจินตนาการว่าถ้าผมเป็นคนมวกเหล็กซึ่งมีพิมพ์นิยมว่ารูปร่างท้วม ชอบกินหวาน และเป็นเบาหวาน (เพราะรพ.มวกเหล็กนี้มีคนไข้เบาหวานถึง 1500 คน) ผมควรมีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อให้ชีวิตของผมดีขึ้นบ้าง คำตอบคือผมก็ควรจะมีโอกาสได้ลองกินอาหารแบบใหม่ที่ช่วยลดน้ำหนักได้ รักษาเบาหวานได้ ได้ทดลองออกกำลังกายเป็นวิถีชีวิตใหม่ ดังนั้นถ้าเปลี่ยนกุดังนี้เป็นสตูดิโอออกกำลังกายที่มีอาหารสุขภาพง่ายๆเช่นสลัด น้ำปั่น ขนมปังโฮลวีท วีแกนโปรตีนบาร์ วีแกนเบอร์เกอร์ แซนด์วิช ปิซซ่า ทาโค เบอริโต้ ที่ทำจากพืชล้วนๆ เค้ก คุ้กกี้ ที่ทำจากแฟล็กซีดและแป้งโฮลวีทใส่ถั่วและนัทแยะๆด้วย น้ำปั่นจากผักผลไม้ น่าจะเป็นการให้ทางเลือกที่ดีแก่ชาวมวกเหล็กได้ ตรงกลางนี้ทิ้งไว้เป็นลานโล่งๆเผื่อติดตั้งเครื่องออกกำลังกาย เน้นสไตล์ personal training สอนเล่นกล้าม แปลงร่างลดพุง ปรับบุคลิก ฝึกการทรงตัวให้ผู้สูงวัย ทำเคาน์เตอร์ชงกาแฟและทำสลัดเป็นเคาน์เตอร์แบบมีโคมห้อยลงมาเป็นแถวเป็นแนว สไตล์ร้านกาแฟที่ดัดแปลงมาจากโกดังเก่า ดังตัวอย่างเช่นร้านกาแฟสตาร์บัคร้านแรกที่เมืองซีแอตเติล มุมหนึ่งของโกดังก็ติดม่านสร้างความเป็นส่วนตัวเอาไว้รับลูกค้าสูงวัยเผื่อต้องมีการนวดบำบัด จัดกระดูก ปรับท่าร่างบุคลิก ฝึกการทรงตัว ถ้ากิจการดังกล่าวไปไม่รอดก็เปลี่ยนมุมนี้เป็นห้องทำผมแต่งหน้าสตรีไปซะเลยก็ยังได้ หิ..หิ
จ๊ะเอ๋ หนูชื่อบ้านเด็นมาร์ค พี่จำหนูได้หรือเปล่า?

     โอเค.คราวนี้ถึงเวลาทาสี ผนังโกดังส่วนที่เป็นปูนผมตั้งใจจะทาสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองแบบผงแร่ออร์ค (ochre) ที่ทากันในยุโรปเหนือ แต่วันหนึ่งหมอสมวงศ์ชวนไปออกกำลังกายด้วยการเดินชมงานบ้านและสวน ไปเห็นเขาขายสีเลหลังรุสต๊อค เป็นสีส้มแจ๊ด..ด....ด น่าเกลียดจนไม่มีใครซื้อแต่ราคาถูกเหลือเชื่อ คิดถึงคำพูดของเพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเวลาเห็นใครทาสีบ้านแบบสะเหร่อๆก็จะวิจารณ์ค่อนแคะว่าคงซื้อสีตอนเขารุสต๊อค แต่ราคาขนาดนี้เนี่ยมันเหมาะกับโครงการโกดังเก่ามากเลย เอาละวะ แจ๊ดก็แจ๊ด จึงได้สีส้มมาแทนสีแดงออร์คเพราะราคาดลใจ วิธีทาสีของผมก็ไม่ให้ใช้แปรงทาแบบธรรมดา แต่ให้ผสมสีกับปูนให้ข้นแล้วใช้เกรียงปาดสีแทนโดยไม่ต้องปรับเรียบหรือขัดผิวหลังจากสีแห้ง ทิ้งมันไว้เป็นก้อนๆขรุขระอย่างนั้นแหละ ส่วนโครงเคร่าไม้ซุงปลอมก็นั้นผมทาสีดำแบบเข้มปึ๊ด ทาแบบใช้แปรงขนหยาบลากยาวเพื่อให้เห็นลายขนแปรงแทนลายไม้ ผมทาเป็นตัวอย่างให้ช่างดู นี่ ทาอย่างนี้นะ แล้วเราสองคนก็ช่วยกันทา ช่างทาได้เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผมทาได้ห้าเปอร์เซ็นต์

     ในที่สุด ก็ ฮ้า..ทาสีภายนอกเกือบเสร็จแล้ว จ๊าบมาก ไม่เชื่อดูรูปถ่าย

     มาถึงตอนนี้ งานอดิเรกที่หมอสันต์ถนัดคือทำเรื่องไร้สาระใกล้จะจบลงแล้ว งบประมาณสองแสนห้าก็ใกล้จะหมดแล้ว เหลือขั้นตอนเอามันไปทำให้เกิดประโยชน์จริงๆซึ่งหมอสันต์ไม่ถนัดต้องหาคนอื่นมาทำ หันไปหันมาไม่เห็นใคร เห็นก็แต่ลูกสาวของตัวเองนี่แหละ ตัวเล็กๆใช้ง่าย เอ้า ลูกเอาร้านนี้ไปทำต่อ รายละเอียดเธอจะทำอะไร ทำเมื่อไหร่ ทำยังไง จะทำได้ไหม จะกำไรหรือขาดทุน ช่างเธอเถอะ เพราะนั่นเป็นเรื่องของเธอ แต่เมื่อเธอเปิดร้านเมื่อไหร่ท่านผู้อ่านที่ผ่านไปทางตลาดมวกเหล็กช่วยไปอุดหนุนเธอหน่อยนะ แถ่น แทน แท้น..

      "บ้านเด็นมาร์ค..เพื่อสุขภาพชาวมวกเหล็ก"

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)