วัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ ควรฉีดอะไรบ้าง

สวัสดีค่ะคุณหมอสันต์
คือหนูมีเรื่องอยากวอบถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในโรคเบื่องต้นต่างๆ สำคัญกับเราแค่ไหนค่ะ ฉีดรึไม่ฉีดดีค่ะ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับบี หัดเยอรมัน ตอนเด็กหนูเคยฉีดมาบ้างแต่จำไม่ได้ว่าฉีดอะไรบ้าง😬 ตอนนี้หนูอายุ37ปีแล้ว อาศัยอยู่ต่างประเทศ ที่นี้มีโดยส่วนใหญ่คุณหมอจะให้ฉีดวัคซีนต่างๆ แต่หนูไม่รู้ว่าฉีดรึไม่ฉีดดี เพราะเยอรมันยาแต่ละตัวแรงมาก ผู้คนอยู่ได้ก็เพราะยาเท่าที่เห็นผู้สูงอายุ (ความคิดเห็นส่วนตัว รึอาจจะด้วยความที่หนูชอบแบบรักษาธรรมชาติก่อน ) คุณหมอช่วยตอบหน่อยนะค่ะ 🙏
กราบขอบพระคุณค่ะ

.........................................................

     มีจดหมายถามถึงวัคซีนในผู้ใหญ่ค้างหลายฉบับ ขอรวบยอดตอบรวมกันไปในฉบับเดียว ว่าวัคซีนที่มาตรฐานสากล (ACIP) แนะนำให้ฉีดในผู้ใหญ่ ผมเรียงให้ดูโดยนับตั้งแต่ผู้มีอายุมากลงไป ดังนี้

     1. วัคซีนปอดอักเสบแบบรุกล้ำ (IPV) ควรฉีดทุกคนเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป โดยฉีดสองเข็ม (PCV13 + PPSV23) ห่างกัน 6-12 เดือน แล้วจะมีผลคุ้มกันตลอดชีวิต ปอดอักเสบแบบรุกล้ำพูดภาษาบ้านๆก็คือติดเชื้อในกระแสเลือดนั่นเอง เป็นปัญหาในคนสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยเรื้อรังเข้านอนโรงพยาบาลนานๆ

     2. วัคซีนป้องกันงูสวัด (Herpes Zoster) ควรฉีดทุกคนเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป เข็มเดียวคุ้มกันตลอดชีวิต คนที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้วก็แนะนำให้ฉีดด้วย เพราะงานวิจัยพบว่าถึงเป็นงูสวัดมาแล้ววัคซีนก็ยังลดอุบัติการณ์ติดเชื้อซ้ำซากลงได้

     3. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ควรฉีดทุกคน ทุกอายุ ปีละครั้ง จะมีผลป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ประมาณ 50-60% ในกรณีที่เป็นไข้หวัดใหญ่ การเคยได้วัคซีนมาก่อนก็มีผลช่วยให้ความรุนแรงของโรคลดลง

     4. วัคซีนตับอักเสบจากไวรัสบี. (HBV) ผู้ใหญ่คนไทยทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใด ควรมีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี. หากไม่มีภูมิคุ้มกัน (ซึ่งทราบได้จากการตรวจเลือดดู HBsAb แล้วได้ผลลบ) ควรฉีดวัคซีน เพราะเป็นโรคที่มีความรุนแรงแต่ป้องก้นได้ ต้องฉีดชุดละ 3 เข็ม ซึ่งจะมีผลคุ้มกันตลอดชีพ สำหรับผู้ที่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนนี้มาแล้วในวัยเด็กไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกัน และในกรณีที่ได้ตรวจภูมิคุ้มกันแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันหากเคยได้วัคซีนนี้มาชัวร์ๆแล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนนี้ซ้ำอีก เพราะงานวิจัยพบว่าในคนที่เคยได้รับวัคซีนนี้มาครบแล้ว แมัจะตรวจภูมิคุ้มกันไม่พบ แต่เมื่อติดเชื้อจริงระดับภูมิคุ้มกันก็จะพุ่งพรวดขึ้นมาเอง

     5. วัคซีนกระตุ้นบาดทะยัก (tetanus) คำว่ากระตุ้นหมายความว่าคนไทยทุกคนถูกจับฉีดวัคซีนบาดทะยักมาหมดแล้วเมื่อเป็นเด็กนักเรียน แต่วัคซีนนี้ควรได้รับการฉีดกระตุ้น (เข็มเดียว) ทุกสิบปี เพื่อให้ภูมิคุ้มกันยังอยู่ ในผู้หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่โรงพยาบาลจะจับฉีดวัคซีนนี้หมดทุกครรภ์ ครรภ์ละ 3 เข็มรวด รูดมหาราช เพื่อความง่าย ผู้ป่วยที่มีบาดแผลต้องเข้าห้องฉุกเฉินก็จะได้วัคซีนนี้ในสูตรรูดมหาราชเช่นกัน แต่วิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้อย่างถูกหลักวิชาคือฉีดให้ครบ 3 เข็มเมื่อวัยเด็กก็พอแล้ว หลังจากนั้นก็คอยฉีดกระตุ้นเข็มเดียวทุก 10 ปีก็พอ ไม่ต้อง 3 เข็มรูดมหาราชซ้ำซาก

     6. วัคซีนหัดเยอรมัน (Rubella) เฉพาะผู้หญิงที่มีแผนว่าจะมีบุตร ทุกคนควรตรวจดูภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน หากไม่มีภูมิคุ้มกันควรฉีดวัคซีนหัดเยอรมันก่อนที่จะตั้งครรภ์มีบุตร เพราะโรคนี้หากไปเป็นเอาตอนตั้งครรภ์จะมีความรุนแรงในแง่ที่อาจทำให้ทารกพิการได้

     ทั้งหกตัวนั้นคือวัคซีนที่ควรฉีดในวัยผู้ใหญ่ตามมาตรฐานที่วงการแพทย์ยอมรับ (ACIP) ในปัจจุบันนี้ครับ

     ปล. 
   
     ที่คุณว่าที่เยอรมันผู้คนอยู่ได้ก็เพราะยา อันนี้มันไม่ใช่เป็นแต่ที่เยอรมันครับ มันเป็นกันทั่วโลก ทุกวันนี้คนทั่วโลกบริโภคยาแทนข้าวไปเสียส่วนหนึ่งแล้ว นี่พูดถึงยานะ ไม่เกี่ยวกับวัคซีน โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทนั้นบริโภคกันมากเกินเหตุโดยเริ่มตั้งแต่วัยเด็กนักเรียนเป็นต้นไปเลยทีเดียว แม้กระทั่งมีความคิดเยอะก็ให้กินยา ไม่มีความสุขก็ให้กินยา ที่ไม่กินยาที่หมอจ่ายก็ไปหายาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในตลาดมืดมากินหรือฉีดเองในรูปของฝิ่น เฮโรอีน โคเคน ยาอี ยาไอซ์ กัญชา แอลกอฮอล์ แนวโน้มมันมีแต่จะบริโภคยากันมากขึ้นๆจนจะแทนข้าวได้ เพราะผู้สูงอายุที่มาหาผมบางคนได้ยา 14-17 ตัว กินยาก็อิ่มแล้ว ไม่ต้องกินข้าว การจะลดการกินยาลงมีวิธีเดียว คือตัวคนไข้ต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตทั้งการกินการอยู่เสียใหม่เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังและลดความเครียดทางจิตประสาทลง แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่นิยมวิธีนี้ ไปนิยมวิธีกินยากันมากกว่า ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการแพทย์ใหญ่โตที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือบริษัทยาได้เงิน หมอมีงานทำ คนไข้ชอบใจเพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงดูแลตัวเอง มีอาการอะไรก็กินยาบำบัด ก็ในเมื่อโลกมันเป็นอย่างนี้แล้วก็อย่าไปยุ่งกับโลกเขาเลยครับ ผมตั้งใจว่าจะเลิกทำตัวเป็นตาแก่ขี้บ่นดีกว่า หิ หิ ไม่แน่นะ อีกหน่อยอาจจะมียา "บรรลุธรรม" มาขายให้คุณกับผมซื้อกินก็เป็นได้

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)