MBT3 ชั้นเรียนฝึกสติรักษาโรครุ่นที่ 3

     เช้าวันนี้ผมไม่ต้องไปทำงาน เพราะปลดชราแล้วจึงทำงานบ้าง ไม่ทำบ้าง ตื่นขึ้นมาที่บ้านกรุงเทพฯ ตั้งใจว่าจะเตรียมสอนฝึกสติรักษาโรคในวันพรุ่งนี้ แต่เหลือบไปเห็นหญ้าในสนามหน้าบ้านสูงสะดุดตา คือสูงครึ่งหน้าแข้งเชียว ที่เป็นเช่นนี้ทั้งๆที่มีผู้รับเหมาดูแลสนามหญ้าเป็นประจำก็เพราะว่าหน้านี้เป็นหน้าฝน ผู้รับเหมาตัดหญ้าจะหลบหน้า เพราะลูกค้าแยะ ตามแล้วตามอีกก็ยังไม่ว่าง เป็นเช่นนี้ทุกปี ต่างจากหน้าแล้งที่เขาจะโผล่มาทุกสองสัปดาห์ทั้งๆที่หญ้าก็ไม่มีจะให้ตัด แต่ผมเข้าใจและไม่บ่น จะบ่นได้ไงละครับ ภรรยาผมตั้งเพดานค่่าจ้างตัดไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 1,500 บาท ผมเข้าใจว่าหน้าฝนเป็นหน้าทำมาหากิน ผู้รับจ้างเขาก็ต้องไปใส่ใจตัตให้ผู้ว่าจ้างที่จ่ายแพงกว่า ส่วนครั้งละ 1,500 นั้นเอาไว้ตัดหน้าแล้งละกัน หิ..หิ

      ผมไปเปิดเอาเครื่องตัตหญ้าแบบสะพายแกว่งออกมาจากห้องเก็บของเพื่อตัดหญ้าเอง มันจะได้ไม่ยาวมากเกินไประหว่างทีคนรับจ้างไม่มา แต่พอดึงสายสตาร์ทเครื่องตัดหญ้าไปได้สักยี่สิบครั้ง ก็สรุปได้ว่ามันสตาร์ทไม่ติด ผมนึกถึงหนังโฆษณาในโทรทัศน์นานมาแล้ว ที่มีคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปเครื่องดับหน้าวัดแม่นาคพระโขนงตอนกลางดึก สตาร์ทยังไงก็ไม่ติด จนแม่นาคต้องออกมาชี้แนะด้วยเสียงโหยหวลว่า

     "...สงสัย..ย หัวเทียนบอด..ด..ด.."

     ผมจึงไปเอาหัวเทียนสำรองซึ่งมีค้างอยู่ในห้องเก็บของมาเปลี่ยน แล้วสตาร์ทใหม่ มันก็ไม่ติดอีก จึงตัดสินใจเอาไขควงมาไขเข้าไปดูในคาร์บูเรเตอร์ของเครื่อง เพราะคนเขาพูดกันเสมอว่าเครื่องยนต์สองจังหวะแบบนี้ ถ้าไม่หัวเทียบบอร์ดก็ลูกลอยในคาร์บูค้างหรือนมหนูในคาร์บูตัน ผมไขเข้าไปโดยที่ไม่เคยซ่อมคาร์บูมาก่อนเลยในชีวิต เหอะน่า ถือว่าเป็นการฝึกสมองคนแก่ อย่างมากก็แค่ซ่อมไม่ได้

     ค่อยๆบรรจงไขเข้าไปทีละชั้น แกะฝาครอบออก เอาลูกลอยออกมาดูก็ไม่เห็นจะติดขัดหรือสกปรกตรงไหน เห็นมีรูเล็กๆที่เป็นทางน้ำมันไหลออกมา ผมเข้าใจว่าตรงนี้ละมังที่เรียกกันว่านมหนู จึงแคะเอาลิ่มที่ปิดเปิดรูออกมาล้าง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแก๊ง ชิ้นส่วนของคาร์บูหล่นออกมา แต่หาได้ไม่ครบ หายไปชิ้นหนึ่ง ที่รู้ว่าหายเพราะมันเป็นสลักที่ชิ้นอื่นต้องอาศัยเกาะจึงจะห้อยอยู่ได้ หาอยู่นานจึงพบว่ามันหล่นเข้าไปในฝาครอบเครื่อง กว่าจะงมหาของเจอ เอาชิ้นส่วนกลับเข้าที่ได้อีกก็นานโข แล้วสตาร์ทใหม่.. ไม่ติด

     คราวนี้เป็นไม้สุดท้ายแล้ว ผมยกเครื่องตัดหญ้าใส่ท้ายรถขับไปปากเกร็ด เพราะเครื่องแบบนี้ในเมืองไม่มีใครซ่อมได้หรอก ต้องไปบ้านนอก ผมขับหาร้านซ่อมแถวห้าแยกปากเกร็ดไม่เห็นมี จึงขับเข้าไปในซอยวัดกู้ เห็นร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ร้านหนึ่งกำลังเปิดดำเนินการอยู่ จึงจอดตะโกนถาม

     "น้อง..ซ่อมเครื่องตัตหญ้าได้ไหม" ช่างซึ่งมีอายุราวสี่สิบตอบว่า

     "ผมไม่เคยนะพี่ แต่พี่เอามาดูก็ได้" 

     เขาลงมือไปทีละลำดับอย่างเชี่ยวชาญ ไขหัวเทียนออกมาตรวจ ชักเชือกสตาร์ทดูไฟที่หัวเทียน เห็นว่าไฟมาเป็นปกติแล้วก็ใส่หัวเทียนกลับเข้าไปใหม่ ชักเชือกสตาร์ทอีกราวสิบหน ไม่ติด เขาเปิดหัวเทียนออกมาเหล่ดู สลับกับดม..แล้วเหล่ ดม..แล้วเหล่

     "มันแห้ง" ผมบอก เขาพยักหน้าและว่าน้ำมันไม่มาที่หัวเทียน แล้วเขาก็เปิดหูกระต่ายที่ก้นคาร์บูดูว่ามีน้ำมันไหลออกมาไหม เมื่อเห็นน้ำมันไหล คราวนี้เขาตัดสินใจเปิดคาร์บู ผมแอบดูเห็นว่าชิ้นส่วนที่ผมใส่กลับเข้าไปยังอยู่ครบ เขาตรวจดูรูที่น้ำมันไหลลงคาร์บูแล้วก็บอกว่าน้ำมันก็ไหลลงลูกลอยดี ผมถามว่า

     "แสดงว่านมหนูไม่ตันหรือ" เขาบอกว่า

     "เปล่า ลูกลอยก็ลูกลอย 
     นมหนูก็นมหนู ไม่เกี่ยวกัน"

     ว่าแล้วเขาก็เอาไขควงไขเอาสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าตรงนี้ต่างหากที่ชาวบ้านเรียกกันนมหนูออกมาดู เขาเหล่ดู แล้วเอาเครื่องเป่า แล้วเอาลวดแยง แล้วเหล่ แล้วใส่เข้าไป

     ระหว่างทำการซ่อม มีมอไซค์รับจ้างในซอยและชาวบ้านแวะมารับบริการเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นการคอนซัลท์ (ปรึกษา) ซึ่งเขาก็บอกวิธีแก้ปัญหาไป หรือทำให้ดูเดี๋ยวนั้น โดยไม่เก็บเงิน

     แล้วเขาก็สตาร์ทเครื่องตัดหญ้าของผมใหม่ คราวนี้สตาร์ทติด เขาค่อยๆเอาไขควงปรับรอบเครื่องอยู่พักใหญ่ รวมเวลาที่เขาซ่อมก็นานเป็นชั่วโมง

     "ค่าซ่อมเท่าไหร่น้อง" เขาบอกว่า

     "แปดสิบบาท" ผมรู้สึกว่ามันถูกเกินไป จึงยื่นเงินให้และบอกว่า

     "พี่ให้สามร้อยก็แล้วกัน" เขาผงะ แต่ยิ้ม แล้วส่ายหัว

     "ผมรับไว้ร้อยหนึ่งละกัน" ว่าแล้วยื่นสองร้อยกลับมาให้ผม ผมยื่นกลับไปให้เขาใหม่และว่า

     "ค่าซ่อมหนึ่งร้อย ค่าสอนพี่ให้รู้จักนมหนูอีกสองร้อย" เขายิ้มปากกว้างและรับเงินไว้ด้วยท่าทางแบบยังรู้สึกผิดอยู่นิดๆ

     กลับมาถึงบ้าน ทั้งหมดนี้ผ่่านไปจนเกือบเที่ยงวันแล้ว แต่ผมเครื่องกำลังร้อน จึงลงมือตัดหญ้ากลางแดดเปรี้ยงจนเสร็จ เผอิญภรรยาแอบถ่ายรูปไว้ จึงเอารูปมาลงให้ดูเป็นหลักฐาน

     ตัดหญ้าเสร็จสบายใจแล้วก็มานั่งเตรียมการสอนวันพรุ่งนี้ คือคอร์สฝึกสติรักษาโรค (Mindfulness based treatment - MBT2) เอาประสบการณ์จากการสอนชั้นเรียนแรก (MBT1) มาแก้ไข พบว่าต้องแก่ไขแยะมาก สาระหลักก็คือจะลดการพูดกันถึงทฤษฎีให้น้อยลง ลงมือทำให้มากขึ้้น และเอาการจดบันทึกประสบการณ์แบบฝรั่งมาใช้บ้างแต่ไม่มากเกินไป หน้าตาหลักสูตรของคอร์สใหม่เป็นอะไรที่อาจจะมีประโยชน์กับผู้ไม่มีโอกาสได้มาเรียน ผมจึงเอามาลงให้ดูด้วย

........................................................................

แค้มป์ฝึกสติรักษาโรครุ่นที่2 (MBT2 day camp)
Wellness We care Center มวกเหล็ก – เขาใหญ่
4 พย. 59

     วัตถุประสงค์คือให้มีความรู้และทักษะการพัฒนาสติตนเองตามแนวทาง MBSR ของ U. of Mass. ที่ประยุกต์ให้เหมาะกับคนไทยโดยใช้ชื่อ MBT แทน โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะพอที่จะเอาไปฝึกปฏิบัติต่อในชีวิตประจำวันของแต่ละคนด้วยตนเอง จนใช้ป้องกัน บรรเทา และรักษาโรคเรื้อรังของตนได้

ตารางเรียน

9.00 – 9.30 Opening session. บรรยายนำเรื่องการแยกส่วน ความคิด ร่างกาย และจิตสำนึกรับรู้
9.30 – 10.00 Workshop1. Aware of a thought ฝึกรับรู้ความคิดด้วยวิธีเฝ่าดูจากภายนอก
10.00 – 10.30 Workshop2. Recall ฝึกย้อนดูความคิด (สติ) และการสลายตัวของความคิด
10.30- 10.45 Workshop3. Conscious without thought ฝึกอยู่กับจิตสำนึกรับรู้ที่ปลอดความคิด
10.45-11.00 Workshop4. Breathing meditation ฝึกประสานสติกับลมหายใจ

11.00-11.15 Morning break พักรับประทานน้ำชา

11.00 – 11.15 Workshop5. Hands movement ฝึกประสานสติกับการเคลื่อนไหว
11.15 – 11.30 Workshop6 Just walk ฝึกสามประสาน สติ-ลมหายใจ-การเคลื่อนไหว
11.30 – 12.00 Workshop7. Muscle relaxation ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
12.00 – 12.15 Workshop8. Relax movement ฝึกสี่ประสาน (สติ-การหายใจ-การเคลื่อนไหว-การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ)
12.15 – 12.30 Workshop9. Chi ฝึกรับรู้พลังงานภายในร่างกาย

12.30-13.30 Lunch break พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 13.45 Workshop10. Chi movement ฝึกห้าประสาน สติ-การหายใจ-การเคลื่อนไหว-การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ-พลังงานภายในร่างกาย
13.45 – 14.05 Workshop11. Full Tai Chi ฝึกรับรู้พลังงานภายในด้วยวิธี ไทชิชี่กง
14.05 – 14.15 Workshop12. Here and now equanimity ฝึกรับรู้ปัจจุบันอย่างอุเบกขา
14.15 – 14.30 Workshop13. Awareness expansion ฝึกขยายจิตรับรู้ (แผ่เมตตา)
14.30 – 14.45 Workshop14. Acceptance and thanks. ฝึกรับรู้ ยอมรับ และขอบคุณปัจจุบัน
14.45 – 15.15 Workshop15. Coping with pain ฝึกรับรู้ความเจ็บปวดอย่างอุเบกขา

15.15-15.30 Evening break พักรับประทานน้ำชา

15.30 – 16.00 Workshop15. Daily wrap-up สรุปสิ่งที่ฝึกเรียนมาตลอดวัน
16.00 ปิดคอร์ส

สำหรับผู้สนใจสมัครเรียน

     สำหรับท่านที่สนใจจะมาเรียน คอร์ส MBT2 ซึ่งจะสอนวันพรุ่งนี้นั้นเต็มหมดแล้ว รับเพิ่มไม่ได้แล้ว

     แต่ท่านสามารถไปเข้าเรียนคอร์สที่จะเปิดใหม่ MBT3 (18 กพ. 60 เวลา 9.00 - 16.00 น.) ใช้หลักสูตรเดียวกัน ขยายจำนวนรับเป็น 30 คน ท่านที่สนใจก็สมัครมาเรียนได้ รายละเอียดตามข้างล่างนี้

ค่าเรียน

คนละ 2,500 บาท (ราคานี้เป็นราคาปีใหม่ ขอโทษที่ต้องเปลี่ยนจากราคาปีเก่า 2,000 บาท) ราคานี้รวมค่าอาหารกลางวัน อาหารว่างสองเบรก ค่าวิทยากร ผู้ช่วยวิทยากร ค่าสถานที่ ค่าห้องแอร์ และอุปกรณ์การเรียนที่ต้องใช้ในศูนย์ แต่ไม่รวมค่าเดินทาง เพราะทุกคนต้องเดินทางไปเอง

ที่พักค้างคืน

     ไม่จำเป็นต้องพักค้างคืนที่เวลเนสวีแคร์ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ไปจากกทม.ใช้เวลา 2 ชม. แต่ถ้าจะพักที่เวลเนสวีแคร์ก็ได้โดยต้องยอมจ่ายค่าที่พักแพง (3,000 บาทต่อห้องสองเตียงต่อคืนรวมอาหารเช้าสำหรับสองคน กรณีไม่ต้องการแชร์ห้องกับใคร ต้องการนอนทั้งห้องคนเดียวลดให้ 500 บาท คือต้องจ่าย 2,500 บาทต่อห้องรวมอาหารเช้าสำหรับหนึ่งคน) 

     กรณีจำเป็นต้องพักแต่ไม่อยากเสียเงินแพง แนะนำไปพักตามโรงแรมหรือรีสอร์ทอื่นใกล้ๆ เช่นที่ "ชิดลมรีสอร์ท" ห่างออกไปสองกม. ค่าห้องพักประมาณ 700 - 800 บาทต่อห้องต่อสองคนต่อคืน 

วิธีลงทะเบียนเข้าเรียน

1. แจ้งสำรองที่เรียน

     1.1 ทางโทรศัพท์ที่ พญ.สมวงศ์ ใจยอดศิลป์ โทร. 086 8882521 
     1.2 ทางอีเมล somwong10@gmail.com

2. ชำระเงินค่าลงทะเบียน

     โอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาเมืองทองธานี เลขบัญชี 931 0 06792 2 ชื่อบัญชี นายสันต์ ใจยอดศิลป์

3. ยืนยันการรับลงทะเบียน

     ส่งภาพถ่ายสลิปใบโอนเงินที่เขียนชื่อของท่านด้วยปากกาทับไว้อย่างชัดเจนบนใบสลิปนั้นด้วย ส่งไปยังพญ.สมวงศ์ทางอีเมล somwong10@gmail.com  ในกรณีไม่สะดวกในการส่งภาพถ่าย จะโทรศัพท์บอกกับพญ.สมวงศ์ที่หมายเลข 086 8882521 โดยตรงด้วยตนเองก็ได้

     ขอความกรุณาอย่าส่งใบสลิปมาโดยไม่เขียนชื่อว่าเป็นเงินของใคร เพราะทางเวลเนสวีแคร์ได้รับใบสลิปแล้วก็ยังไม่รู้จะลงทะเบียนในชื่อใครอยู่ดี 

     การลงทะเบียนจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อทางเวลเนสวีแคร์ได้รับทั้งเงินและชื่อผู้ส่งเงินแล้วเท่านั้น

4. เงินค่าลงทะเบียนรับแล้วไม่มีคืน ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่คืน เพราะเอาไปจ่ายค่าจ้างคนค่าสถานที่ค่าอาหารไปแล้ว

   การลงทะเบียนเรียนใช้สูตรมาก่อนได้ก่อน เต็มแล้วปิด เพราะถ้ามากกว่านั้นกลัวจะเป็นสติแตกไม่ใช่สติรักษาโรค 

สถานที่ 

เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์  อยู่ในมวกเหล็กวาลเลย์ ย่านมวกเหล็ก-เขาใหญ่

(สถานที่หายากนิดหน่อย ให้สังเกตป้ายบอกทาง Wellness We care มันอยู่ในหมู่บ้านร้างพงรก ท่านต้องคลำทางไปเอาเอง ตามแผนที่ข้างล่าง)

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)