ลูกสาวอายุสิบห้า จะต้องไปกรุงเทบ..บ ให้ได้

สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอ
     ลูกสาวของดิฉัน กำลังเรียนอยู่ชั้นมอ4 ที่ต่างจังหวัด เค้าคิดว่าเค้า อยากเป็นพยาบาลหรือหมอ เค้าก็เลยเลือกเรียนสายวิทย์ ผลการสอบของแต่ละวิชาออกไม่พร้อมกัน ทราบมาบ้างจากลูก ศิลปะและชีวะ เค้าได้เกรด 4  อังกฤษ รองลงมา และวิชาที่ทำแทบไม่ได้เลยคือ คณิต วิทย์ และเคมี ขออนุญาตพูดเลยคะว่า หัวอก ตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลและกลุ้มใจเกี่ยวกับความต้องการของลูก ประเด็นของเรื่อง คือ คณิต เคมี ฟิสิก ยาก ไม่อยากเรียน เค้าบอกว่า "มันไม่ใช่ หนู" ไม่สนุกกับการเรียน ลูกต้องการหยุด และเปลี่ยนสายการเรียน เป็นศิลปภาษาต่างประเทศ พอเรียนใกล้สอบเทอมแรก เค้าบอกว่า เค้าอยากเปลี่ยนสายการเรียนและที่เรียน โรงเรียนที่อยากจะเข้าใหม่คือ เตรียมอุดมในกรุงเทพ เค้าบอกว่าการเรียนการสอนแตกต่างจากที่ต่างจังหวัด (ที่ต่างจังหวัดถ้าเรียนสายวิทย์ก็คือตั้งแต่มอ 4-6 เน้นวิชาหลักๆอย่างเดียว) แต่ถ้าเป็นเตรียมอุดมที่กรุงเทพจะมีสายการเรียนให้เลือกมากกว่าที่ต่างจังหวัด อย่างถ้าอยากเป็นหมอ วิศวะ พยาบาล ก็เลือก วิทย์ คณิต-คุณภาพชีวิต และสายศิลปภาษาก็มีให้เลือกมากกว่าต่างจังหวัด
ลูกขอหยุดเรียนมอ 4 ช่วงเทอมที่ 2 เค้าจะขอไปเรียนพิเศษ เรียกง่ายๆว่าติวในกรุงเทพ เพื่อที่ปีหน้าจะสอบแข่งขันเข้ามอ 4 ใหม่ ที่โรงเรียนเตรียมอุดมในกรุงเทพ และจะเปลี่ยนสายเรียนเป็นสายศิลป ภาษาญี่ปุ่น แทน
    ดิฉันกลุ้มใจมาก ไม่อยากให้ลูกหยุดการเรียนมอ4 กลัวเค้าสอบไม่ติด กลัวที่จะต้องเสียเวลา และเป็นห่วงที่ต้องเข้าไปอยู่ในกรุงเทพ ดิฉันไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเค้าเลย กลัวว่าเค้าจะเปลี่ยนใจอีก เรื่องนี้ ดิฉันก็ได้ปรึกษาคุณครูประจำชั้นด้วย สายวิทย์ที่ลูกเรียนอยู่ขณะนี้คุณครูอธิบายว่า สามารถเอนทรานซ์ เข้าคณะ ที่ชอบได้ อาจจะเรียนภาษาที่ 3 เพิ่มเติม แต่ลูกก็ไม่เอา เค้าบอกว่าเรียนหลายอย่าง มันหนักเกินไป ยังไงๆก็จะขอหยุด เพื่อไปติวแล้วสอบเข้าโรงเรียนและสายการเรียนที่ตัวเองวาดฝัน และอีกอย่างโรงเรียนเตรียมที่กรุงเทพส่วนใหญ่ การเรียนการสอนแตกต่างกับที่ในต่างจังหวัด
     ต้องขอใช้คำว่า  ยอม!  ถ้าดิฉัน ยอมให้ลูกไป บอกตรงๆว่า รู้สึกไม่มั่นใจในตัวลูกเลย กลัวว่าจะมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีก 4-5 ปีมานี้ งานของดิฉันต้องเดินทาง จึงไม่ค่อยได้อยู่กับลูก เค้าอยู่กับคุณตา-ยายและพี่ชาย (ตอนนี้พี่ชายของเค้าได้เข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ... ที่กรุงเทพ) เมื่อช่วงต้นปี ตั้งแต่ มีนาคม-สิงหาคม ดิฉันได้มีโอกาสอยู่บ้านกับลูกประมาณ 6 เดือน จึงได้เห็นว่าลูกไม่มีระเบียบ ทุกอย่างคุณตา-ยายทำให้หมด คุณยายบอกว่า "อย่าตำหนิลูก ยายมีความสุขที่ทำให้หลาน เพราะอีกหน่อยถ้าหลานต้องไปเรียนที่อื่น เค้าก็ต้องจัดการตัวเอง" มีอยู่ 3 ครั้ง (ในช่วง 6 เดือนที่ดิฉันอยู่ด้วย) เค้าทำผิดแล้วเราจับได้ เค้าไม่ยอมรับผิด.. ถ้าลูกทำผิดแล้วยอมรับผิด จะรู้สึกดีกว่า ถึงแม้ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงบ้างก็ตาม (# ตรงนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กังวลถ้าลูกต้องไปอยู่ ที่อื่น)
     แต่ถึงอย่างไร ดิฉันก็คิดว่าตัวเอง ยังโชคดี ที่ถึงแม้ไม่ค่อยได้อยู่ด้วย แต่เค้าก็ไปเรียนหนังสือและกลับบ้านทุกวัน จะออกไปไหน หรือกลับช้า- เร็ว กับใคร ลูกก็บอก คุณตาจะเป็นคนไปรับ-ส่ง เพราะลูกขี่รถไม่เป็น (# แต่ในความคิดของตัวเองแล้ว ลูกอยากไปเองมากกว่า) ด้วยความที่ลูกไม่มีระเบียบวินัย นี่หรือเปล่าคะที่ทำให้เค้าไม่มีความพยายาม ขาดความอดทน เมื่อดิฉันหยิบยกเรื่องระเบียบวินัยความรับผิดชอบมาพูด ลูกจะบอกว่า "หนู  มี  นะ  แต่  แม่  มองไม่เห็น" ดิฉันพยายามพูดเพื่อให้ลูกเรียนต่อที่บ้าน ให้จบมอ 6  แต่ลูกก็ยังดึงดัน อยากจะไป ร้องห่ม ร้องไห้ "แม่จะให้หนูเรียนกับสิ่งที่ไม่ชอบตั้ง3ปีเลยนะ!

ดิฉันควรทำอย่างไรคะ

............................................................

ตอบครับ

วันนี้ผมกลายมาเป็นครูแนะแนวซะแล้ว ใบประกอบวิชาชีพก็ไม่มี ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำของครูแนะแนวเถื่อน คุณจะเชื่อไม่เชื่อผมก็ไม่ว่าหรอกนะครับ

ข้อเท็จจริง

     1. ลูกสาวอายุประมาณ 15 ปี ได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่เคยต้องรับผิดชอบงานบ้าน แม้แต่งานของตัวเองก็ไม่ต้องทำอะไร คุณตาคุณยายทำให้หมด เมื่อคุณแม่ตำหนิลูกสาว คุณยายก็ออกมาปกป้องว่าทุกอย่างคุณยายอยากทำให้หลานเอง

     2. คุณแม่ประเมินว่าลูกสาวเป็นคนไม่รู้บทบาทหน้าที่ ไม่มีวินัยต่อตนเอง ไม่มีความพยายาม ขาดความอดทน

     3. คุณแม่กังวลว่าลูกสาวกำลังจะกลายเป็นคนขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำผิดแล้วมักไม่ยอมรับผิด

     4. ลูกสาวขอเลิกเรียนที่รร.ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าสายนี้ไม่ใช่ตัวตนของเธอ ไม่เหมาะกับเธอ

     5. ลูกสาวขอไปอยู่กรุงเทพเพื่อไปเรียนแบบติวเข้ม เพื่อที่จะไปสอบเข้าเรียนมัธยมใหม่อีกครั้งในปีหน้าที่กรุงเทพ เพื่อจะได้เรียนที่กรุงเทพ

ข้อพิจารณา

     สิ่งที่คุณได้มาอยู่ในมือตอนนี้คือเด็กจักรพรรดิซึ่งยังขาดวุฒิภาวะ ยังขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เหมาะสมกับวัย และไม่เคยแสดงฝีมือว่าได้ตั้งอกตั้งใจทำอะไรสำเร็จด้วยตัวเองแม้แต่ชิ้นเดียวเลย แต่ว่ามีเส้นใหญ่เหลือเกิน ทั้งหมดนี้เป็นผลิตผลจากระบบการเลี้ยงดูแบบ over-protect ที่มีคุณตาคุณยายคอยเป็นข้าทาสบริวารรับใช้ให้ เป็นมาตรฐานการผลิตพลเมืองรุ่น GenY ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อพ่อแม่ของคนรุ่นนี้ตายไปแล้ว พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร แต่ทั้งหมดนั้นมันก็ผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ มาคุยกันเรื่องจากตรงนี้ไปดีกว่า

     สมมุติว่าคุณเป็นผู้จัดการบริษัทอะไรสักอย่าง ลูกสาวคนนี้ไม่ใช่ลูกสาวของคุณดอก แต่เป็นพนักงานลูกน้องในบริษัทของคุณเอง มีงานจ๊อบหนึ่งที่บริษัทจำเป็นต้องเลือกส่งพนักงานคนใดคนหนึ่งไปทำให้สำเร็จ จ๊อบนั้นต้องไปทำไกลและเป็นงานยาก ต้องไปทำในสิ่งแวดล้อมที่ extreme หมายความว่ามีอันตรายและมีอุปสรรคสาระพัด ต้องใช้ความสามารถขยันอดทนสูง และที่สำคัญต้องมีความเชื่อถือได้  เมื่อเธอรายงานปัญหาอุปสรรคอะไรกลับเข้ามา หรือของบประมาณไปทำอะไร คุณมั่นใจว่าเป็นของจริงหมด คุณจะเลือกส่งพนักงานแบบลูกสาวคุณไปหรือเลือกพนักงานคนอื่นไปละครับ

     ถ้าคำตอบคือคุณจะไม่เลือกพนักงานอย่างลูกสาวของคุณไปทำ เพราะคุณกลัวว่าพนักงานนอกจากจะทำภาระกิจไม่สำเร็จแล้ว ยังจะทำรายงานเท็จเบิกเงินบริษัทออกไปใช้อ่วมอรทัยอีกต่างหาก คุณก็ไม่ควรส่งลูกสาวของคุณไปกรุงเทพ อย่างน้อยก็ ณ ตอนนี้ นั่นเป็นคำแนะนำประการแรกของผม

     อาการแบบที่ว่าแบบนี้ก็ไม่ใช่คอนเซ็พท์ของหนู แบบนั้นก็ไม่ใช่ตัวตนของหนู แบบโน้นก็ไม่เข้ากับชีวิตของหนู เป็นอาการของผู้ใหญ่วัยต้นที่ขาดทักษะในการรับมือ (coping skill) ทำให้พอขึ้นสังเวียนแล้วไม่กล้าชกเพราะกลัวความล้มเหลว เป็นตำหนิในตัวสินค้าที่จะต้องรีบแก้ไข หาไม่แล้วทั้งชีวิตจะไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วก็จะตายเสียก่อน เพราะทุกเวลานาทีในชีวิตที่ผ่านไปมีแต่ของที่ไม่ใช่ คนที่ไม่ใช่ เธอจะเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตของเธอไปทุกๆไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครู เพื่อนร่วมห้อง สาขาที่เรียน งานอาชีพ เจ้านาย แม้กระทั่งสามีในอนาคตของเธอก็ไม่มีข้อยกเว้น

     คำแนะนำของผมก็คือคุณจะต้องช่วยแก้ไขจุดอ่อนนี้ให้เธอก่อน คือคุณจะต้องฝึกสอนให้เธอมีทักษะในการรับมือ (coping skill) กับปัญหาใดๆในชีวิตให้ได้ด้วยตัวเธอเองก่อน ซึ่งผมแนะนำให้คุณทำดังนี้

     1. สิ่งแรกที่ผมจะทำถ้าผมเป็นคุณก็คือกลับมาอยู่กับลูก คุณเหลือนาทีทองอยู่อีกไม่กี่ปีเท่านั้น ถ้าคุณได้ใช้นาทีทองนี้อยู่กับเธอ เป็นแม่แบบให้เธอ เป็นเพื่อนสอนเธอรับมือกับปัญหาชีวิตไปทีละบททีละช็อต โอกาสที่จะสำเร็จก็ง่ายขึ้น

     2. ในประเด็นที่เธอเรียกร้องว่าเรียนวิทย์เยอะเกินไปสู้ไม่ไหวขอกลับไปตั้งต้นใหม่เพื่อไปเรียนศิลป์นั้น บอกเธอว่าชีวิตคนเราการทบทวนสิ่งที่ทำไปแล้วเมื่อเห็นว่าไม่ดีแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่นั้น แม่เห็นด้วย แต่ไหนๆจะทบทวนชีวิตแล้วก็ควรทบทวนให้รอบด้านและรอบคอบ ซึ่งตัวคุณแม่ควรจะมีส่วนร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะด้วย แบบว่าแม่กับลูกหาจังหวะเหมาะๆดีๆจับเข่าคุยกัน ประเด็นสำคัญในการทบทวนชีวิตครั้งนี้ก็คือ

     2.1 ความเป็นจริงก็คือแม่จะไม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูกไปจนลูกตาย เพราะแม่จะต้องตายก่อน และแม่ก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังจะทิ้งไว้ให้ลูกถลุง เงินแม่มีจำกัด เวลาแม่ก็มีจำกัด ภายในเงินและเวลาที่จำกัดนี้การลงทุนด้านการศึกษาสำหรับลูก แม่มีวาระสามอย่างเท่านั้น คือ

     (1) เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าคนเราควรใช้ชีวิตอย่างไรชีวิตจึงจะมีความสุข
   
     (2) เพื่อให้ลูกได้มีงานทำ เลี้ยงตัวเองได้

     (3) เพื่อให้ลูกเป็นคนดี เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ถ้าเก่งถึงขั้นช่วยเหลือคนอื่นได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่เก่งถึงขนาดนั้น แค่ดูแลตัวเองได้โดยไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนแม่ก็พอใจแล้ว

     อะไรที่เยอะเกินกว่าวัตถุประสงค์ทั้งสามข้อนี้แม่จะไม่ทำ เพราะแม่ไม่ได้มีเงินและมีเวลามากมาถึงขนาดที่จะทำอะไรก็ได้ และลูกไม่ต้องอ้างหรือเปรียบเทียบแข่งขันประกวดประชันกับลูกคนอื่นด้วยว่าทำไมพ่อแม่คนโน้นเขาให้ลูกของเขาทำอย่างนี้ เพราะการเปรียบเทียบแข่งขันเป็นศัตรูของวัตถุประสงค์ข้อที่ (1) ของเราคือการมีความสุขในชีวิตนั่นเลยทีเดียว เราจะไม่ทำอะไรที่เป็นปฏิปักษ์กับวัตถุประสงค์ในชีวิตของเราเสียเองแน่นอน

     2.2 บทเรียนจากคนอื่นในการเลือกทางเดินชีวิตก็คือการจบปริญญา ตรี โท เอก หรือซูเปอร์ด๊อกไม่ว่าจบเมืองไทย จบเมืองนอกนั้น ไม่มีความหมาย ผมเห็นตัวอย่างลูกหลานคนไข้ของผมเองมาแยะและยืนยันได้ว่าปริญญาไม่สำคัญ สำคัญที่ลูกดูแลตัวเองได้หรือยัง เลี้ยงดูตัวเองได้หรือยัง ถ้าดูแลตัวเองได้แล้ว เลี้ยงดูตัวเองได้แล้ว หากยังคิดจะมีปริญญาติดฝาบ้านเหมือนคนอื่นเขา จะหาปริญญากี่ใบมาประดับฝาบ้านในภายหลังก็ได้ คือพูดง่ายๆว่าวาระด่วนตอนนี้คือการรู้จักมีความสุขกับปัจจุบันและการมีงานทำ วาระด่วนไม่ใช่ปริญญา ดังนั้นทางเลือกในชีวิต ณ จุดที่จบ ม.3 แล้วนี้ คุณแม่ต้องกางทางเลือกแผ่หราให้เห็นชัดทุกทาง ซึ่งทางเลือกที่ผมเองเห็นว่าควรจะเลือกตั้งแต่มากไปหาน้อยคือ

     2.2.1 ทางเลือกที่ผมสนับสนุนมากที่สุดคือ ถ้าการเรียนม. 4 มันเยอะนัก เรียนแค่ ม. 3 นี้ก็พอแล้ว หยุดการเรียนในระบบโรงเรียนไว้แค่นี้ก่อน แล้วออกจากโรงเรียนมาทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าทางเลือกนี้คุณแม่จะต้องช่วยเธอ จะทำแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือเอาไปฝากให้ทำงานกึ่งฝึกงานในสถานที่ที่ปลอดภัยก็ได้ อาจจะเป็นงานง่ายๆอย่างรับจ้างทำความสะอาดงานบ้านหรือเลี้ยงเด็กก็ได้ เป้าหมายหลักของการทำงานตอนนี้คือการสอนให้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และเห็นคุณค่าของเงิน การทำงานนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการใฝ่ฝันจะได้ทำอะไรที่รักชอบนะ ถ้าชอบภาษาญี่ปุ่นก็เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วยได้ เรียนทางอินเตอร์เน็ทอยู่ที่บ้านนั่นแหละ

     2.2.2 ไปเรียนอาชีวะ ผมหมายถึงหลักสูตร ปวช. อะไรสักอย่างที่ต่างจังหวัดที่บ้านตัวเอง เพราะในแง่ของการหางานทำหลังจากจบแล้ว คนจบปวช.หางานง่ายกว่าคนจบปริญญาโดยที่รายได้แทบไม่แตกต่างกัน แล้วจะไปเรียนปริญญาทำไมละครับ การเรียนปริญญาจำเป็นสำหรับอาชีพที่เป็นวิชาชีพเช่นพยาบาล แต่ถ้าไปถึงตรงนั้นไม่ไหวก็ต้องเปลี่ยนมาเรียนอะไรชนิดที่เพื่อจะมาทำอะไรก็ได้ ซึ่งในกรณีหลังนี้ ปวช.ดีที่สุด ปริญญาแย่ที่สุด และเมื่อเรียนปวช. จบปวช.แล้วต้องออกมาทำงานนะ ไม่ใช่ต่อปวส. ป.ตรี แบบนั้นก็จะไปเข้าสูตรบ้าปริญญาอีกเหมือนกัน ทุกวันนี้คนยิ่งมีปริญญามากยิ่งหางานยาก นายจ้างจะมองหาคนความรู้น้อยที่หน่วยก้านดีมีความรับผิดชอบ แล้วเอามาฟูมฟักฝึกฝนให้ทำงานเป็น มากกว่าที่จะเอาคนที่มีปริญญามากทำอะไรไม่เป็นและสอนอะไรไม่ได้มาเป็นภาระ

     2.2.3 การเรียนม.ปลายสายศิลป์ด้วยหวังจะเข้าเรียนศิลปศาสตร์หรือภาษาอะไรสักอย่างในมหาวิทยาลัยนั้น ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง ผมไม่เห็นด้วยเลย ไม่ว่าจะมองในแง่การเตรียมตัวทำมาหากิน หรือในแง่การจะอบร่ำให้มีสุนทรียะที่จะหาความสุขกับสิ่งสวยๆงามๆในชีวิตให้เป็น มหาวิทยาลัยไม่ได้ให้อะไรเลยในทั้งสองแง่ ผลิตผลที่ออกมากลับจะให้ผลตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ คือจบแล้วหางานทำก็ไม่ได้ และกลายเป็นคนเยอะและยากที่ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะมีความสุข ถ้าผมเป็นแม่ ผมจะบอกว่าแม่ไม่ต้องการลงทุนในสิ่งที่แม่มองไม่เห็นผลตอบแทน ถ้าลูกดึงดันจะไปเรียน ต้องทำงานหาเงินไปเรียนเอง

     3. ติ๊งต่างว่าเธอเรียกร้องที่จะเปลี่ยนมาเรียนสายศิลป์จริงจังแบบว่าดิ้นปั๊ด ปั๊ด จะเอาให้ได้ ถ้าผมเป็นแม่ผมก็โอเค. แต่ต้องเรียนที่ข้างบ้านนะ มีอะไรแค่ไหนก็เรียนแค่นั้น จะมาอ้างว่ามีทางให้เลือกน้อย เดี๋ยวได้ไปกรุงเทพฯแล้วก็ต้องเรียกร้องไปเมืองนอก เพราะที่เมืองนอกมีสาขาย่อยให้เลือกเรียนมากกว่าที่กรุงเทพฯ แล้วมันจะไปจบที่ไหนละครับ

     อีกอย่างหนึ่งที่ว่าโรงเรียนใหญ่ๆดีๆเขามีวิชาให้เลือกเรียนเยอะกว่านั้นก็จริงอยู่ แต่เขาให้คนที่เรียนเก่งเลือกก่อนนะ คนที่เรียนไม่เก่งก็จะถูกมัดมือชกให้เรียนวิชาขี้หมาอยู่ดี ลูกของคนไข้ผมคนหนึ่งเป็นหนุ่มรูปหล่อไปเรียนที่ญี่ปุ่น ความที่เรียนไม่ค่อยทันเขาจึงเลือกสิ่งที่อยากเรียนไม่ได้เพราะเขาให้คนได้คะแนนสูงเลือกก่อน สุดท้ายก็ต้องไปเรียนวิชาที่ไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าในชีวิตจะต้องมาเรียน อย่างเช่นวิชาชงน้ำชาเป็นต้น แต่ก็ต้องเรียนเพื่อให้มีหน่วยกิตครบจะได้จบปริญญากับเขาบ้าง

     ความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือเนื้อหาความรู้ทางศิลปะศาสตร์ทุกสาขามีให้เรียนหมดบนอินเตอร์เน็ท ความรู้พวกนี้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นแหล่งความรู้อีกต่อไปแล้ว โรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ได้เฉพาะการสังคม แต่ว่าการสังคมที่มหาวิทยาลัย,โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในเมืองไทย, ให้มานั้น มันไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงดอก ชีวิตแบบว่าสวยๆเท่ๆ พักกลางวันก็พากันสาดกระเป๋าหลุยส์วิตตองกองบนโต๊ะอาหารนั้นมันไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง ไม่งั้นเราจะมีคนจบปริญญาแต่ไม่มีใครกล้าจ้างทำงานอยู่เต็มเมืองหรือ การไปเป็นเด็กปั๊มยังจะได้เรียนการสังคมที่สอดคล้องกับชีวิตจริงมากกว่า ดังนั้นถ้าเธอยืนยันขอเรียนต่อม.4 ศิลป์ โอเค. แต่ต้องเรียนที่ข้างบ้านเท่านั้น

     4. ในประเด็นคำเรียกร้องที่จะไปเรียนที่โรงเรียนเตรียม ด้วยเหตุว่าโรงเรียนเตรียมดีอย่างโน้นอย่างนี้นั้น ถ้าผมเป็นแม่ผมจะตอบว่าโอเค. แต่ต้องสอบเข้าเองให้ได้นะ โดยไม่ต้องไปกวดวิชาที่กรุงเทพฯด้วย เหตุผลที่ไม่ยอมให้ไปกินนอนอยู่กรุงเทพเพื่อกวดวิชามีอย่างเดียว คือความปลอดภัย..จบข่าว เพราะขึ้นชื่อว่ากรุงเทพ โดยเฉพาะดงวัยรุ่นแถวๆหน้าโรงเรียนกวดวิชาและหอพักหญิงซึ่งเป็นที่ๆเด็กผู้หญิงใฝ่ฝันจะได้ไปเตร็ดเตร่กันนั้น มันมีทั้งมนุษย์พันธ์ตะกวด ตะเข้ และคุณองอาจ (คำที่เพื่อนบ้านของผมใช้เรียกตัวมังกรทอง)

     ถ้าเธอบอกว่ามันไม่ยุติธรรมกับเธอ เพื่อนๆเขาได้กวดวิชาเธอไม่ได้กวดเธอก็เสียเปรียบ ก็ตอบเธอไปว่าชีวิตคือจุดที่ลงตัวระหว่างหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง ทั้งความยุติธรรม ความปลอดภัย ความเป็นไปได้ทางการเงิน ฯลฯ เพราะที่ชีวิตเราต้องมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้ในวันนี้ มันเป็นผลจากการประชุมแห่งเหตุ ไม่ได้เกิดจากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว  เราผู้เป็นแม่อาศัยประสบการณ์กำหนดลงไปว่าจุดลงตัวที่พอรับได้อยู่ที่ประมาณไหน บอกเธอไปว่าเธอจะมีสิทธิเสรีภาพที่จะตัดสินใจชีวิตของเธอแน่นอน แต่ต้องเมื่อเธออายุ 18 หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว ตอนนี้มันเป็นทั้งกฎหมายบังคับ เป็นทั้งความรับผิดชอบของแม่ที่จะต้องคุ้มครองดูแลเธอ ถ้าลูกไม่เห็นด้วยกับเหตุผลนี้ก็ให้รอจนอายุ 18 ปี แล้วเธอจะไปไหนก็ไปได้ แต่ด้วยเงินที่ตัวเองหามาได้นะ

     5. ลูกเพิ่งอายุสิบห้า ยังไม่ถึงกับเป็นไม้แก่ อิทธิพลของแม่ยังมีอยู่บ้าง อย่างน้อยแม่ก็เป็นคนคุมสายน้ำเลี้ยง คือเงิน แม่ควรจะใช้เวลาที่เหลืออันน้อยนิดนี้ชักชวนลูกไปสู่สิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ลูกได้มีโอกาสฝึกสติ ฝึกสมาธิ เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการได้จดจ่อกับอะไรสักอย่างในปัจจุบันขณะอย่างจริงจังแทนที่จะบ้าเห่อวิ่งตามเพื่อนเขาไปด้วยหลงผิดว่านั่นคือทิศทางของการจะมีความสุขในชีวิต ผมเองผ่านชีวิตมาปูนนี้แล้ว เลี้ยงลูกจนพ้นอกไปแล้ว เมื่อนึกย้อนว่ามีอะไรที่คนในฐานะพ่อควรให้กับลูกแต่ผมไม่ได้ให้ พบว่ามีอยู่อย่างเดียว คือผมไม่ได้ชักจูงเขาเข้าสู่บรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เขาฝึกสติ สมาธิ และฝึกที่จะมีความสุขอยู่กับปัจจุบันขณะเสียตั้งแต่เยาว์วัย เพราะว่าตอนนั้นผมไม่รู้ความสำคัญของสิ่งนี้ แต่ตอนนี้คุณรู้แล้ว และคุณยังมีโอกาส ทำเสียสิครับ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

....................................................

จดหมายจากผู้อ่าน 1

อ่านแล้วนึกถึงลูกเพื่อนเลยค่ะ สาวน้อยไม่เคยมีความตั้งใจจริงในการจะทำสิ่งใดๆในชีวิตด้วยตัวเอง ตลอดมามีแต่คุณปู่คุณย่าคอยตามใจ แม่ไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงอะไรในการดูแลลูก เมื่อปีกลาย เธอขอไปติวที่กรุงเทพเพื่อสอบเข้าเตรียมอุดม สุดท้ายต้องกลายมาเป็นแม่วัยรุ่น หยุดเรียนมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก อนาคตคุณปู่คุณย่าคงจะส่งไปเรียนเมืองนอก ดิฉันรู้สึกสงสารเพื่อนเป็นที่สุด

จดหมายจากผู้อ่าน 2

อาจารย์ตอบ ถูกใจพระเดชพระคุณเป็นที่สุด ดิฉันเห็นลูกๆของเพื่อนในลักษณะที่ว่านี้หลายราย จะปริ้นท์คำแนะนำของคุณหมอแนะแนว (อิอิ) ให้เหล่าคุณแม่ใจอ่อนทั้งหลายได้ตาสว่าง ได้กล้าๆก่อนจะสิ้นเนื้อ ประดาตัว (เพราะเธอทั้งกู้ฉุกเฉิน กู้สหกรณ์และอีกหลายอย่างเพื่อเอาใจลูกจักรพรรดิ เรียนปีหนึ่งมาสามสถาบัน เปลี่ยนรถให้ขับมาสามคันแล้ว และในที่สุดก็ยังปีหนึ่งเหมือนเดิม นี่นะ อนาคตของชาติไทย!)

ดิฉันปราถนาให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งกายและใจ เพื่อตอบปัญหากายใจให้กับคนทั้งมวลต่อไป
ขอบพระคุณมากค่ะ

จดหมายจากผู้อ่าน 3

น่าอ่าน น่านำไปใช้สำหรับผู้ปกครองสารพัดท่าน ...อ่านจบแล้ว เหมือนขี่จักรยานที่มีลูกๆซ้อนมาทั้งหน้าทั้งหลัง ถีบจักรยานผ่านทางแคบๆริมหน้าผา พ้นมาแล้ว มานั่งปาดเหงื่อ ระทึกใจถึงเส้นทางที่รอดผ่านมา ทั้งลูกสาว ลูกชาย ลงเดินหายลับตาไปตามทางที่ถูกที่ควรของเขาไปหมดแล้ว...ผมโชคดีครับ 25 % เป็นโชคแท้ๆที่ตัวเองไม่ได้กำหนด เรื่องราวรอบกายกำหนดให้ เรียกว่าโชค pure ๆ... 25 % เป็นโชคที่กำหนดโดยตัวลูกๆเอง อีก 50 % เป็นโชคดีในการที่มีสติกำหนดเรื่องดีๆให้ลูกๆ...ชีวิตไม่ง่ายครับ แต่ก็ไม่ยากจนตั้งสติกันไม่ได้.... อย่างไรก็ตาม อ่านคำตอบท้ายๆของคุณหมอสันต์ แล้ว ต้องนั่งปาดเหงื่อระทึกใจจริงๆ..เออ มันผ่านไปแล้วเนาะ

จดหมายจากผู้อ่าน 4

หนูอาจจะเป็นผลผลิต Gen Y รุ่นแรกๆ แม้ว่าหนูจบมาทำงานวิชาชีพ หาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว และมีความสุขในชีวิตพอสมควร แต่จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าหนูคิดจะเริ่มทำบางอย่าง ก็จะเกิดอาการไม่กล้าลงมือทำ กลัวความล้มเหลว กลัวความผิดพลาด จนไม่ได้เริ่มอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที

ฝากถึงคุณพ่อ คุณแม่ ว่าให้พวกเขามีทักษะการรับมือกับปัญหาชีวิตที่เข้ามาด้วยตัวของพวกเขาเอง ให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขที่ได้จดจ่อกับอะไรที่พวกเขาอยากจะทำ เมื่อถึงจุดนึงพวกเขาจะกล้าทำอะไรใหม่ๆที่อยากจะทำและมีความสุขกับสิ่งนั้นค่ะ

.........................................

จดหมายจากผู้อ่าน 5

อาจารย์หมอที่เคารพ
ดิฉันได้คุยกับลูก บอกถึงเหตุผลต่างๆ ตามที่คุณหมอแนะนำ แต่เค้าก็ยังยืนกราน จะไปๆ ตอนนี้ ลูกพูดบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว!
คิดอีกแง่มุมนึง มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือน ว่าลูกอาจจะหนีออกจากบ้าน ไม่อยากให้ลูกคิดแบบนี้เลย
เหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่าง ให้เลือกพนักงานไปทำงานที่ค่อนข้างยาก และเราประเมินแล้วว่า ตอนนี้ลูกเรายังไม่เหมาะสมกับงานชิ้นนั้น
เค้าคิดจะทำร้ายตัวเอง ทำร้ายแม่ โดยการหนีออกจากบ้าน.....,,,เพราะไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ลูกบอกว่า " แม่รู้มั้ย หนู อยากตายมา5ครั้งละ!
เราก็ถาม "เพราะอะไรทำไมถึงคิดอย่างนั้น?  ลูกบอกว่า เพราะแม่ ตา-ยาย รักมากไป !
หนูขออนุญาติอะไร ก็ห้ามไปหมด เพราะกลัว หนูจะมีอันตราย!
ดิฉันก็บอกถึงการประเมินผลของเราเกี่ยวกับตัวเขา ลูกก็จะตอบกลับมาว่าแม่ไม่ไว้ใจหนู อย่างเรื่องระเบียบวินัย ลูกก็บอก "หนูมี แต่แม่ มองไม่เห็น" ซึ่งแม่ก็มองไม่เห็นจริงๆ
บางเรื่องที่ลูกมาบอกมาเล่าแล้วเราไม่สามารถทำให้ได้ เรื่อง เค้า ได้ทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนไปต่างประเทศ เรียกกันว่า ทุน แต่จริงๆแล้ว เราต้องส่งค่าใช้จ่ายทุกเดือน....รู้สึกเสียใจนะคะ ที่เราไม่ความสามารถให้เค้าได้
หรือ อยากได้โทรศัพท์ไอโฟน  ราคาแพง เราก็บอกเค้าว่า มันแพง เกินความจำเป็น แต่ ก็ซื้อ เครื่องละ6-7พัน ให้เค้า แล้วเราก็บอกลูกว่า 6-7พันนี่อาจจะเป็นเงินเดือนของใครบางคน เลยนะ
จริงๆแล้วเค้าเป็นเด็กดีนะคะ
อาจารย์หมอคะ
เราให้ในสิ่งที่เค้าต้องการไม่ได้ เมื่อเป็นแบบนี้ เราควร ทำยังไง คะ 

...............................................

ตอบครับ (ครั้งที่ 2) 

     ประเด็นสำคัญคือตอนนี้เป็นตอนที่เราต้องให้เธออยู่ความเป็นจริงในชีวิต ความเป็นจริงที่ว่าพ่อแม่ไม่มีเงินส่งไปเมืองนอก ไม่มีเงินซื้อไอโฟนให้ ถ้าเธออยู่กับความเป็นจริงในชีวิตตอนนี้ได้ เมื่อถึงเวลาตาย เราก็จะตายตาหลับ ถ้าเราไปพยายามสร้างโลกเสมือนเพื่อให้เธอสุขใจ เธอจะไม่มีวันรู้ว่าการที่ต้องรับมือกับความผิดหวังด้วยตัวเองนั้นทำอย่างไร เธอปรับตัวยอมรับความเป็นจริงในชีวิตไม่ได้เลย แล้วเมื่อถึงเวลาตาย เราก็จะตายไม่หลับท

     การจะบอกลูกว่าเราไม่มีเงิน ด้านหนึ่งเหมือนจะทำให้ลูกปฏิเสธเรา แต่ถ้ทำให้ดี ให้เนียนๆ อีกด้านหนึ่งก็เป็นการเอาลูกมาเป็นพวกกับเรา เช่นสมมุติว่าลูกอยากได้ไอโฟน แม่จะต้องหาเงินพิเศษซื้อให้นะ ลูกต้องมาช่วยแม่ทำงานพิเศษนี้นะ แล้วเราจึงจะมีเงินซื้อไอโฟน เป็นต้น บนแนวทางนี้เด็กจะได้เรียนรู้ความสุขจากการทำงาน เรียนรู้คุณค่าของเงิน และท้ายที่สุดก็อาจจะเลิกแผนจะซื้อไอโฟนด้วยตัวเธอเองด้วยซ้ำ

     การจะสร้างวินัยตนเองให้แก่เด็ก เราต้องบังคับเขาก่อน ซึ่งต้องวางแผนทำมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งทำตอนโตยิ่งทำยาก วิธีทำคือต้องบังคับเรื่องสำคัญแบบกฎเหล็ก แต่ชี้แจงเหตุผลประกอบอย่างนุ่มนวล เมื่อเขาถูกบังคับได้ ต่อไปเขาจึงจะบังคับตัวเองได้ มันเหมือนกับจะเอาม้าป่ามาฝึกเป็นม้าบ้าน หากไม่สร้างคอกขังมันไว้เสียก่อน ย่อมจะไม่มีทางฝึกให้มันเป็นม้าบ้านได้เลย

     การที่เด็กประท้วงว่าจะฆ่าตัวตายนี้เป็นสูตรสำเร็จของเด็กจักรพรรดิ์ที่เรียนรู้ความความสุขของการได้เป็นอิสระชนคิดอ่านอะไรก็ได้อย่างใจนึก แต่ไม่มีทักษะการรับมือกับปัญหาชีวิตที่ควบคู่มากับความอยากได้ ซึ่งบางรายก็ฆ่าตัวตายให้พ่อแม่เห็นจริงๆเสียด้วย แต่การที่พ่อแม่ไปตกอกตกใจกับคำประกาศว่าจะฆ๋าตัวตายจะยิ่งทำให้เด็กจบลงด้วยการฆ่าตัวตายแน่นอนมากขึ้น เพราะยิ่งเห็นคำเรียกร้องของเธอยังได้ผล เธอก็ยิ่งจะพัฒนาตัวเองไปในทิศทางตรงข้ามกับการพัฒนาทักษะการรับมือกับปัญหาชีวิต เธอจะปรารถนาจากเรามากขึ้นๆเรื่อยๆจนถึงจุดหนึ่งเราก็ให้ไม่ได้ ณ จุดนั้นเธอก็จะฆ่าตัวตาย ยกตัวอย่างสิ่งที่เด็กขอแล้วพ่อแม่ไม่มีทางจะให้ได้ไม่ว่าพ่อแม่จะรวยแค่ไหนก็เช่น เด็กอดอาหารแบบกินแล้วล้วงคออ๊วก กินแล้วล้วงคออ๊วก ๆจนผอมโกรก แล้วร้องขอให้พ่อแม่ช่วยเธอ พ่อแม่จะไปช่วยอะไรได้ เพราะเธอไม่ยอมกิน ใช่ไหมครับ

     ในทางการแพทย์ คำประกาศว่าจะฆ่าตัวตาย แม้ดูเผินๆจะเป็นการประท้วงเรียกร้องความสนใจ แต่ทางการแพทย์ถือว่าเป็นอาการนำของความผิดปกติทางจิตไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสสูงกว่าธรรมดาที่จะตามมาด้วยการฆ่าตัวตายจริงๆ วิธีรับมือกับคำประกาศจะฆ่าตัวตายของลูกที่เป็นเด็กจักรพรรดิ์ก็คือพ่อแม่ควรมีท่าทีที่รับทราบอย่างเห็นอกเห็นใจพยายามจะเข้าใจแต่ไม่ตกอกตกใจ พ่อแม่ต้องเอาธรรมะเป็นที่ตั้ง ทำทุกอย่างไปด้วยความรักลูก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่สนองตอบในสิ่งที่เธอเรียกร้องต้องการแบบไม่มีเหตุผลซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อเธอเองในอนาคต แต่พ่อแม่ควรหันไปเสาะหาความช่วยเหลือจากมืออาชีพ เช่น จิตแพทย์ หรือพาเข้าหาธรรมะ พระ เจ้า ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นเหมือนทางโค้ง มันจะเครียดอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเท่่านั้นเอง เมื่อผ่านช่วงเวลานี้ไปได้แล้วทุกอย่างก็จะกลับมาโอเค. ขอให้คุณมองไปทางบวก ว่าวันหนึ่งคุณก็จะผ่านทางโค้งนี้ไปได้

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren