การใช้ยาต้านไวรัสในโรคตับอักเสบไวรัสบี. ตอนต่อ

เรียน คุณหมอสันต์
กราบขอบพระคุณคุณหมอสำหรับการตอบคำถาม-ให้คำปรึกษาเรื่องการใช้อินเตอร์เฟียรอนรักษาตับอักเสบไวรัสบี. หลังจากศุกร์ที่แล้วได้ไปพบคุณหมอที่ให้การรักษา และได้รับการยืนยันให้กลับมาตัดสินใจอีก 1 เดือนว่าจะทานยาหรือไม่? คุณหมออธิบายว่าข้อบ่งชี้การรักษามีอยู่แล้ว (เข้าใจว่า ด้วยผลเลือดล่าสุดหมายถึง”ต้องทานยา”ต่อ!) โดยคุณหมอให้แนวไว้เนื่องจากดิฉันสามารถเบิกค่ารักษาฯได้ จึงจะสั่งยาตัวที่ดีที่สุด (คืออัตราการดิ้อยาต่ำว่าบรรดายาทานชนิดอื่น..แต่ดิฉันจำชื่อไม่ได้จริงๆค่ะ) และให้ความเห็นว่าควรทานยาดีกว่าไปเรียนต่อโดยไม่ทำอะไรเลยเกรงว่าระหว่าง 1-2 ปี ไม่รู้ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใด และจะให้ดิฉันบินกลับมาทุก 6 เดือนเพื่อ follow up ผลการทานยา ดิฉันรบกวน(อีกครั้ง)เรียนถามคุณหมอดังนี้ค่ะ :
1. ที่คุณหมอสันต์บอกว่าข้อเสียของการไม่ได้ใช้ยาจะยังไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่สงครามครั้งใหญ่ระหว่างไวรัสกับร่างกายยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเราจะทราบว่ามันเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเอ็นไซม์ของตับขึ้นพรวดพราดหรือมีอาการไม่สบาย ถึงตอนนั้นความน่าใช้ยาจะเพิ่มขึ้นทันที) แปลว่าขณะนี้ยังไม่อยู่ในขั้น”สงคราม”และดิฉันสามารถเลือกไม่ใช้ยาทานได้ใช่ไหมคะ
2. ที่คุณหมอบอกว่า “จนกว่าเอนไซม์จะขึ้น” หมายความว่าต้องรอให้เอ็นไซม์ตับขึ้นมากแค่ไหนคะ? หรือต้องรอให้ เกิดอาการตัว-ตาเหลือง ท้องบวมเลยหรือไม่คะ
3. หากตัดสินใจไม่ช้ายาต้านไวรัสในระหว่าง 1-2 ปีที่เรียนต่อ แต่กลับมาปีละครั้งหรือทุก 6 เดือนเพื่อตรวจเลือด-อัลตร้าซาวน์ตับจะเป็นไปได้ไหมคะ?
4. ทราบว่าคนเป็นโรคนี้”ต้องเลี่ยง”การดื่มเหล้า และ ของไม่สุกสะอาด ดิฉันไม่ดื่มเหล้าอยู่แล้วแต่เคยชอบทานปลาดิบ(อาหารญี่ปุ่น) มีหมอท่านหนึ่งบอกว่าปลาดิบของญี่ปุ่นทานได้ แต่ปลาดิบแบบกึ่งดิบกึ่งสุกของเราเป็นคนละแบบคือมีพยาธิใบไม้ ต้องหลีกเลี่ยง จริงหรือไม่คะ4. ยาจีนต้มดื่ม แพทย์แผนปัจจุบันยังคงแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอยู่หรือไม่คะ? เพราะจากการหาข้อมูลใน internet อ้างว่าปัจจุบันมีการนำสมุนไพรจีนมารักษาร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเช่น ลูกใต้ใบ เห็ดหลินจือ เป็นต้น และถ้าจะกล่าวว่า"ลางเนื้อชอบลางยา”หรือ ร่างกายดิฉันจะไม่ถูกกับยาแขนงปัจจุบัน จะเป็นไปได้ไหมคะ?
รบกวนคุณหมออีกครั้ง และกราบขอบพระคุณคุณหมอล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
...................................

ตอบครับ (ครั้งที่สอง)

1. ตอนนี้คุณ (1) มีเอ็นไซม์ของตับสูงผิดปกติเล็กน้อย SGPT (ALT) = 83 unit, SGOT (AST) = 47 unit (2) ทำการตัดชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจแล้วพบว่ามีการอักเสบเล็กน้อย(เล็กน้อยอีกละ) (3) ไม่มีอาการภายนอกที่บ่งบอกว่ามีภาวะตับอักเสบ active (เช่น เป็นไข้ ไม่สบาย ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง) อยู่เลย ถามว่าสถานะอย่างนี้จะเลือกวิธีดูไปก่อน โดยยังไม่ใช้ยาต้านไวรัสได้ไหม ตอบว่า คำตอบนั้นอยู่ในสายลมครับ แหะ..แหะ แปลไทยเป็นไทยว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน กล่าวคือข้อบ่งชี้หรือประโยชน์ของการใช้ยานั้นมีอยู่แน่แต่ว่ามันมีเล็กน้อย จะคุ้มกับพิษภัยของยาและการเสียเวลาในชีวิตที่จะได้พบกับเจ้าชายในฝันที่เมืองนอกเมืองนาหรือไม่ อันนี้ผมไม่รู้ พระเจ้าเท่านั้นจะรู้ได้ หมอที่รักษาคุณเขาก็ได้ให้คำแนะนำในส่วนของเขามาแล้ว ว่าเขาชั่งน้ำหนักแล้วเขาเห็นว่าควรให้ยา เหลือแต่ส่วนที่คุณจะต้องใช้ดุลพินิจ (แปลว่าต้องหลับตาปี๋แล้วเลือกอันใดอันหนึ่ง) เอาเอง ยุคนี้เป็นยุคที่หมอถูกจำกัดหน้าที่แค่เป็นผู้ให้ข้อมูลแล้วมอบให้คนไข้ตัดสินใจ ดังนั้นคุณเป็นคนไข้คุณก็ตัดสินใจไปเถอะ ผิดบ้างถูกบ้างก็ช่างมัน

2. เอ็นไซม์ตับสูง เท่าไรจึงจะเรียกว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญจนตัดสินใจให้ยาได้เลย ตอบว่าไม่มีใครทราบอีกนะแหละ ถ้าจะเอาตามตัวบทแบบนักกฎหมายก็คือสูงกว่าค่าปกติก็ถือว่าสูงแล้ว นั่นหมายความว่าถ้า SGPT (ALT) มากกว่า 40 unit หรือ SGOT (AST) มากกว่า 40 unit ก็ถือว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ลุยได้เลยพี่ แต่ในชีวิตมันเอกฉันท์อยู่กรณีเดียวคือกรณีได้ค่าปกติก็แปลว่าไม่ต้องให้ยา อันนี้แน่นอน ส่วนกรณีได้ค่าสูงกว่าปกตินั้น หมอตับแต่ละคนก็คิดและเชื่อกันไปคนละแบบ ส่วนใหญ่จะไม่เอานิยายกับตัวเลขมากนัก แต่จะไปอาศัยผลการตัดชิ้นเนื้อตับออกมาตรวจเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจมากกว่า ถ้าผลการตัดชิ้นเนื้อก็ยังคลุมๆเครือๆอีกแบบของคุณนี้ คราวนี้ก็ตัวใครตัวมันแล้วละครับ มันไม่มีข้อสรุปที่เอกฉันท์ เอาไงก็ต้องเอากันเถอะ เพราะยังไงมันต้องเอากันสักหนึ่งอย่าง

3. ถ้าตัดสินใจไม่ช้ายาต้านไวรัสในระหว่าง 1-2 ปีที่ไปเรียนต่อเมืองนอก แต่จะกลับมาปีละครั้งหรือทุก 6 เดือนเพื่อตรวจเลือด-อัลตร้าซาวน์ตับได้ไหม ตอบว่าได้ครับ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไม่ให้คุณกลับบ้านระหว่างไปเรียนนี่ พูดถึงกลับบ้านบ่อยนี่ผมขอนอกเรื่องอีกหน่อยนะ เด็กสมัยนี้นี่ไม่รู้เป็นไร ไปเรียนหนังสือเมืองนอกเดี๋ยวกลับบ้าน เดี๋ยวกลับบ้าน เผาน้ำมันเครื่องบินกันเป็นว่าเล่น บางคนเรียนอยู่เมืองนอกแต่เวลาอยู่กรุงเทพฯมากกว่าอยู่เมืองนอกเสียอีก แล้วอย่างนี้จะไปเรียนเมืองนอกมันทำไม๊ สมัยผมไปทำงานเป็นขี้ข้าฝรั่งอยู่เมืองนอกลำบากลำบน อกไหม้ไส้ขมอย่างไรก็ต้องทน เพราะค่าเครื่องบินมันแพงหูดับ ถ้ากลับกลางคันก็หมายความว่าชีวิตนี้ไปแล้วต้องไปลับจะกลับมาอีกไม่ได้แล้วนะ ผมว่าระบบโหดๆแบบนั้นเวอร์คกว่าแยะ อย่างน้อยก็ทำให้โลกร้อนน้อยกว่า

4. ถามว่าปลาดิบของญี่ปุ่นทานได้ แต่ปลาดิบแบบกึ่งดิบกึ่งสุกของเราเป็นคนละแบบคือมีพยาธิใบไม้ ต้องหลีกเลี่ยง จริงหรือไม่ ตอบว่าตามหลักวิชาแพทย์ไม่แนะนำให้ทานปลาดิบทุกชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นปลาดิบของชาติไหน เพราะในแง่ของโอกาสได้รับพยาธินานาชนิดและบักเตรีปนเปื้อนจากเนื้อปลา เมื่อใดที่ทานเนื้อปลาดิบ เมื่อนั้นก็มีโอกาสได้รับพยาธิและบักเตรีมาก แม้ว่าโอกาสอาจสูงต่ำต่างกันตามความสกปรกของสิ่งแวดล้อมก็ตาม

5. ถามว่าถ้าใช้หลักลางเนื้อชอบลางยา คนมีเชื้ออักเสบบี.อย่างคุณจะไปหายาจีนแบบผสมลูกใต้ใบ เห็ดหลินจือ มาลองทานบ้างดีไหม ตอบว่าผมไม่มีความรู้เรื่องยาจีนและสมุนไพรเลยครับ จะเป็นลูกใต้ใบบนใบไม่รู้จักทั้งนั้น จึงตอบคำถามนี้ให้คุณไม่ได้ พูดถึงสมุนไพรจีน ขอนอกเรื่องหน่อยนะ นานหลายปีมาแล้วสมัยที่จีนเพิ่งเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศใหม่ๆ ผมไปเที่ยวเมืองจีนกับทัวร์ ทัวร์เขาก็พาไปร้านสมุนไพรจีนเพื่อให้ร้านทั้งทุบทั้งถองเอาเงินนักท่องเที่ยว ผมทนอาหมวยพนักงานขายของรัฐบาลประชาชนตื้อไม่ไหวก็ต้องซื้อสมุนไพรมาหลายอย่างมีตั้งแต่แบบกินเข้าไปล้างไตจนถึงแบบเอาใส่กะละมังล้างเท้า ซื้อมาแล้วก็ทิ้งไว้เพราะไม่กล้าใช้ ภรรยาบ่นว่าไม่ใช้แล้วซื้อมาทำไม ผมคิดตอบในใจว่า

“ซื้อเพราะอาหมวยเธอสวยนะสิครับ”

แหะ..แหะ ได้แต่คิดเท่านั้นนะ ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวโดนเมียอัด

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)