คำถามของนักวิจัยทฤษฏีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เรียนคุณหมอ

ตอนนี้ผมกำลังศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทฤษฏีขั้นตอนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Trans threoretical Model หรือ TTM) ผมอยากจะเรียนถามคุณหมอถึงทฤษฏีนี้ครับ

ทำไมเราถึงต้องจำเป็นเลือกใช้ TTM ครับ เพราะว่าอันที่จริงแล้ว ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมีมากมาย เช่น health belife model self-efficacy empowerment ซึ่งต่างก้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ทั้งสิ้น นั้นหมายความว่า TTM จะต้องมีความโดเด่นในแง่ใดแง่หนึ่งซึ่งแตกต่างจากที่ผมกล่าวมา แต่ผมเองก็ยังไม่สามารถตอบตัวเองได้ว่า TTM มีความโดดเด่นกว่าทฤษฏีอื่นๆ อย่างไร จึงอยากขอเรียนถามความคิดเห็นของคุณหมอครับ ว่า TTM นี้เด่นกว่าทฤษฏีอื่นๆ อย่างไรครับ ขอขอบพระคุณครับ

........................................................................................

ธรรมชาติของวงการแพทย์จะยอมรับหลักฐานวิทยาศาสตร์ที่มีลำดับชั้นของความน่าเชื่อถือ (level of evidence) อยู่ในระดับสูงเท่านั้น ในฟากหนึ่ง การวิจัยในคนไข้จริงๆแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ (randomized control trial - RCT) ถือเป็นหลักฐานขั้นสูงสุดในทางการแพทย์ ในอีกฟากหนึ่ง หลักคิด ทฤษฎี หรือการคาดการณ์เช่น model ต่างๆซึ่งผมขอเรียกรวมๆว่าคอนเซ็พท์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ถือเป็นหลักฐานระดับต่ำสุดในทางการแพทย์ คือเป็นเพียงหลักฐานระดับเรื่องเล่า (anecdotal) ซึ่งถูกจัดระดับให้ต่ำกว่างานวิจัยในสัตว์หรือในห้องทดลองเสียอีก

การประชุมวิชาการแพทย์ที่มีการรวบรวมงานวิจัยทางด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือการประชุมกำหนดมาตรฐานการรักษาความดันเลือดสูง (JNC7) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่มีการยอมรับว่า total lifestyle modification เป็นวิธีรักษาโรคที่ได้ผลจริง โดยที่หลักฐานการวิจัยในคนแบบสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบที่นำมาเสนอในการประชุมนั้นเกือบทั้งหมดเลือกใช้วิธี Trans theoretical model (TTM) กับกลุ่มทดลองเปลี่ยนพฤติกรรม เหตุผลนั้นผมเดาว่าคงเป็นเพราะ

1. ในแง่ของที่มา TTM เป็นคอนเซ็พท์ในการเปลี่ยนพฤติกรรมอันเดียวที่ได้มาจากการศึกษา (การอดบุหรี่) ในคนจริงๆ แม้ว่าการศึกษานั้นของ Prochasca จะไม่ใช่การแบ่งกลุ่มผู้อดบุหรี่ออกเป็นสองกลุ่มแล้วเปรียบเทียบกัน แต่ก็จัดว่าเป็นการรวบรวมผลที่ได้จากการทำในคนป่วยจริงๆจำนวนหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นหลักฐานการแพทย์ระดับ cases series ซึ่งแม้จะเป็นหลักฐานระดับต่ำกว่า RCT แต่ก็สูงกว่าระดับ anecdotal อยู่มาก ดังนั้นจะพูดว่าในบรรดาคอนเซ็พท์เรื่องการปรับเปลียนพฤติกรรมด้วยกัน TTM มีที่มาน่าเชื่อถือกว่าคอนเซ็พท์อื่น

2. ในแง่ของการมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น (1) นิยามของแต่ละนิสัยในแต่ละขั้นตอน (2) กำหนดเวลาที่นับได้ชัดเจนก่อนที่จะสรุปว่าผ่านขั้นตอนนั้นๆแล้วหรือยัง TTM จัดว่ามีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคอนเซ็พท์อื่น

3. ในแง่ของการนำไปใช้แล้วได้ผลลัพท์ที่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ TTM ถูกนำไปใช้ในงานวิจัยทางการแพทย์ระดับ RCT มากที่สุด มากกว่าคอนเซ็พท์อื่นๆ ตรงนี้เป็นแรงหนุนที่สำคัญ เพราะเมื่องานวิจัยหนึ่งเอาไปใช้แล้วเกิดความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม งานวิจัยอื่นก็หยิบเอาไปใช้บ้าง ความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็นความนิยมไป

สำหรับคุณซึ่งเป็นนักวิจัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในการนำ TTM ไปใช้ ผมอยากจะให้ช่วยกัน "กลั่น" ขั้นตอนปฏิบัติของมันให้เนี้ยบยิ่งขึ้น เพราะตัว TTM เป็นเพียงโครงหยาบๆ แต่การลงมือทำจริง ผู้ทำได้ใส่รายละเอียดอะไรลงไปบ้าง ตรงนั้นต่างหากที่เมื่อตีพิมพ์บอกเล่าออกมาแล้วจะเป็น know how ซึ่งก่อประโยชน์แก่ผู้มาทีหลังอย่างมาก มากกว่าตัว TTM เสียอีก

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

ทะเลาะกันเรื่องฝุ่น PM 2.5 บ้าจี้ เพ้อเจ้อ หรือว่าไม่รับผิดชอบ

เจ็ดใครหนอ

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)