ต่อมลูกหมากอักเสบจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า

ผมได้รักษาอาการต่อมลูกหมากอักเสบกับทางพญาไท 3 มาประมาณ 2 เดือนกว่า แล้วแต่ยังไม่หาย ทำให้กังวลใจเป็นอย่างมาก นอนไม่หลับ น้ำหนักลด วิตกกังวล ปวดท้องเหมือนถ่ายหนักแต่ไม่ถ่าย ล่าสุดไปพบแพทย์ จึงได้ยาตัวใหม่มาทานเพิ่ม มี imipramine รักษาโรคซึมเศร้า tumax capsule และ colofac รักษาอาการลำไส้แปรปรวน หลังจากผมทานยาทั้งสามตัวนี้แล้ว ทำให้เวลาปัสสาวะต้องรอนานกว่าปกติ กว่าจะปัสสาวะจะออก พอออกมาก็เป็นสายเล็ก ๆ ไม่พุ่งเหมือนเมื่อตอนที่ทานยาต่อมลูกหมากอย่างเดียว ผมจึงสงสัยว่าเป็นผลจากข้างเคียงจากยาตัวใหม่หรือปล่าว ผมควรจะหยุดยาเหล่านี้ก่อนแล้วทานแต่ยารักษาต่อมลูกหมากอักเสบอย่างเดียว หรือว่าสามารถทานร่วมกับยาตัวไหนได้บ้างครับ

..........................

ตอบครับ

1. ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจให้ตรงกันกับ “โรคต่อมลูกหมากอักเสบ” ก่อน เพราะฟังเผินเหมือนกับเป็นโรคที่มีเชื้อบักเตรีไปทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบขึ้น ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นจริงมีเพียง 5% ของคนไข้ที่ถูกวินิจฉัยว่ะเป็นโรคนี้เท่านั้นเอง (เรียกว่า category I สำหรับพวกเฉียบพลัน กับ category II สำหรับพวกเรื้อรัง) คนไข้ที่เหลืออีก 95% ซึ่งรวมทั้งคุณด้วย ไปตกอยู่ในกลุ่มที่หมอสมัยใหม่เรียกว่า Chronic Prostatitis/Chronic Pelvic Pain Syndrome (CP/CPPS) ซึ่งจัดเป็น category III แยกออกไปต่างหาก ถ้าจะให้แปลโรคนี้เป็นภาษาไทยผมขอถือวิสาสะแปลว่าเป็นโรค “ปวดหน่วงที่ช่วงล่างของผู้ชายโดยไม่ทราบสาเหตุ” ถ้าเรียกชื่ออย่างนี้แล้วคราวนี้คุณก็คงพอเข้าใจนะครับว่าคุณกำลังเจอกับอะไร เพราะอย่าว่าแต่คุณเลย หมอเองก็มืดสิบด้านอยู่เหมือนกัน

2. โรค CP/CPPS นี้อาการมันพันกันยุ่งแยกไม่ออกจากโรคที่ไม่รู้สาเหตุอีกสองโรคคือ Irritable bowel syndrome (IBS) ซึ่งผมขอเรียกง่ายๆว่าโรคประสาทลงลำไส้ กับโรค Chronic fatigue syndrome (CFS) ซึ่งผมขอเรียกง่ายๆว่าโรคเปลี้ยล้าเรื้อรังโดยไม่ทราบเหตุ ทั้งสามโรคนี้มันคร่อมกันมั่ว แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยาที่หมอของคุณให้มาดูๆไปก็เป็นยารักษา IBS เสียทั้งกระบิ รวมทั้งยาต้านซึมเศร้าด้วย

3. ถามว่ายา Imipramine กับยา Tumax กับยา Colofac ทำให้ปัสสาวะออกยากได้ไหม ตอบว่าได้แน่นอน เพราะยาทั้งสามตัวล้วนมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ (anticholinergic) ทำให้แรงเบ่งขับปัสสาวะลดลง

4. ถามว่าควรหยุดยาทั้งสามตัวเสียดีไหม ตอบว่าดีครับ เพราะคุณได้รับการรักษามา 2 เดือนแล้ว ยาที่มีสาระจริงๆคือยาปฏิชีวนะซึ่งหมอใช้ในสองสัปดาห์แรก ตอนนี้พ้นระยะนั้นมาแล้ว ยาที่เหลือล้วนเป็นยาบรรเทาอาการ ไม่มียารักษาเลย เพราะไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไรแล้วจะไปรักษาอะไรละครับ หลักการใช้ยาบรรเทาอาการก็คือถ้ากินแล้วอาการลดลงถือว่าโอเค. แต่ถ้ากินแล้วอาการเพิ่มขึ้นก็โนเค.เท่านั้นเอง การหยุดยาจึงไม่มีอะไรซีเรียส

5. ผลงานวิจัยการรักษาโรคนี้ที่พอจะได้ผลอยู่บ้างจะใช้วิธีที่หลากหลายเปะปะมาก รวมไปถึงการทำจิตบำบัด ทำโยคะ กายภาพบำบัดสกัดจุด (trigger point) ฝังเข็ม ออกกำลังกาย คลายกล้ามเนื้อ ฯลฯ ซึ่งวิธีเหล่านี้หมอในเมืองไทยไม่ได้นำมาใช้ เพราะหมอไทยนิยมใช้ยาลูกเดียว ถ้าอยากลองวิธีเหล่านี้คุณต้องไปลองเอาเอง และไหนๆก็จะไปลองเองแล้วผมเชียร์ให้ลองอีกอย่างด้วยซะเลยครับ คือการทำวิปัสสนาแบบที่เรียกว่าเวทนานุสติปัฐฐาน คือการสังเกตอาการปวดของตัวเองว่ามันเกิดขึ้นมาแล้ว มันยังอยู่ หรือมันไปแล้ว ทำนองนั้น จะได้ผลหรือเปล่าไม่รู้นะครับ แต่ถ้าจะลองตั้งหลายอย่างลองนี่อีกอย่างไม่น่าจะเสียหลาย ถ้าได้ผลบอกผมด้วยนะ..อิ อิ


นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สอนวิธีอ่านผล CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด)

สอนวิธีแปลผลเคมีของเลือด

แจ้งข่าวด่วน หมอสันต์ตัวปลอมกำลังระบาดหนัก

ชีวิตเมื่อตายไปแล้ว

เลิกเสียทีได้ไหม ชีวิตที่ต้องมีอะไรมาจ่อคิวต่อรอให้ทำอยู่ตลอดเวลา

ไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นที่สูงแล้วกลับมาป่วยยาว (โรค HAPE)

เสพย์ติดหนังโป๊และการช่วยตัวเอง (masturbation)

ทุกประเด็นเกี่ยวกับขนมปังซาวโด (Sourdough Bread)

งานวิจัยในคนพบว่ากินอาหารมีฟลาโวนอยด์มากจะตายช้า มาเจาะลึกเรื่องฟลาโวนอยด์กันหน่อยก็ดี

ปวดหลัง กินยา Arcoxia และ Norgesic และ Voltaren