18 สิงหาคม 2560

ปฏิทินเวลเนสวีแคร์ ช่วงปีใหม่

 
คุณออย (ผู้จัดการ WWC)
วันนี้ขอใช้พื้นที่เพื่อโฆษณา
  
    เพื่อเป็นการหารายได้ไว้เลี้ยงตัวเองขณะอยู่ว่างๆ เปล่าๆ ในวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดพิเศษหรือคริสตมาสตรุษจีน ถ้าไม่มีแค้มป์สุขภาพ เวลเนสวีแคร์เซนเตอร์ (WWC)ได้เปิดรีสอร์ทให้คนทั่วไปเข้ามาพักค้างคืน หรือให้องค์กรเข้ามาจัดกิจกรรมกลุ่มตามอัธยาศัย ในราคาลด 20% จากราคาปกติ (ราคาปกติคือคืนละ 3,000 บาท สำหรับห้องเดี่ยวสองเตียง รวมอาหารเช้าสำหรับสองคน)

     เวลเนสวีแคร์มีห้องพักที่สะอาด สะดวกสบาย มีบริเวณที่ร่มรื่นและเป็น  privacy เหมาะแก่การพักผ่อนจิตใจเงียบๆ ท่านที่นิยมการนวดผ่อนคลายหรือการบำบัดแบบอายุรเวชก็สามารถใช้บริการจาก MegaVeda ซึ่งตั้งอยู่ภายในเวลเนสวีแคร์ได้โดยสะดวก


     ท่านที่สนใจจะจองที่พัก กรุณาติดต่อผู้จัดการ คุณออย (สุภัสสร) ที่เบอร์ 02 038 5115 หรือทางอีเมล miracle__oil@live.com


      ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้ (22 ธค. 60 - 2 มค. 61) เวลเนสวีแคร์เซ็นเตอร์เปิดรีสอร์ทให้เป็นโรงแรมที่พักวันหยุดสำหรัับคนทั่วไปโดยคิดค่าที่พักในราคาปกติ โดยที่ผู้เข้าพักสามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามเทศกาลที่เวลเนสวีแคร์จัดให้ฟรีแก่ผู้มาพักในช่วงนั้นได้ตามปฏิทินข้างล่าง

23 ธค. 60: 16.00 - 22.00 น.
Christmas Muaklek Valley คริสตมาส มวกเหล็กวาลเลย์ ที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ มีกิจกรรมเช่น
Flea market ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน,
Dinner อาหารเย็น (บุฟเฟต์หัวละ 300 บาท)
Silent night with Santa ซานตาคลอสมาร่วมร้องเพลงไซเลนท์ไนท์ เวลา 20.00 น.
Singing ร้องเพลงสนุกๆ

30 ธค. 60: 15.00 - 18.00 น.
Music at GroveHouse ดนตรี (เพลงเก่า) ที่บ้านโกรฟเฮ้าส์
(คลิปนี้ถ่ายเมื่อวันหนึ่งนานมาแล้วเพื่อนๆมาสีไวโอลินเล่นเปียโนที่บ้านโกรฟเฮ้าส์ โปรดสังเกตกำธรเสียงของบ้าน)
video

31 ธค. 60: 18.00 - 24.00 น.
Sing-dance-count down ร้องเพลง เต้นรำบอลรูม และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีครูสอนร้องเพลงและสอนเต้นรำสอนให้ฟรีด้วย


video


1 มค. 61: 13.30 - 18.00 น. 
Hiking historical trail ไฮกิ้งกับหมอสันต์ เส้นทางประวัติศาสตร์ หลุมศพราเบค ช่องหินลับ ผาเสด็จ ดงพญาเย็น
หินลับ เล็ก แต่เท่

10.00 น. พร้อมกันที่เวลเนสวีแคร์ (ล้อหมุน) เดินทางไปสถานีรถไฟมวกเหล็ก
10.30 น. เยี่ยมหลุมศพ Knud Lyhne Rhabek และฟังเรืื่องราวของฮีโร่สร้างทางรถไฟผ่านดงพญาเย็น จากบันทึกของวาริงตัน สมิธ
10.56 น. ขึ้นรถไฟสาย ธ.234 ไปสถานีผาเสด็จชมสถานีรถไฟขนาดเล็กที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เดินเที่ยวผาเสด็จ ชมหินสลักปรมาภิไธย ร.5 เรียนรู้เรื่องราวของคนงานสร้างทางรถไฟกลัวผีป่าดงพญาเย็น ปิคนิคอาหารกลางวัน แล้วเดินขึ้นเขาไปนมัสการพระพุทธรูปที่ยอดเขาวัดผาเสด็จ
14.24 น. ขึ้นรถไฟสาย ธ. 233 ไปสถานีหินลับ ชมสถานีรถไฟที่เล็กแต่เท่ เรียนรู้เรื่องราวของช่องหินลับจากบันทึกของอองรี มูโอต์ แล้วออกเดินไพรผ่า่นป่าดงพญาเย็น 5 กม. มาโผล่ที่มวกเหล็กวาลเลย์
17.00 น. กลับถึงเวลเนสวีแคร์

ไฮกิ้งแปลว่าเดิน..เดิน..เดินทั้งวัน

















ท่านที่สนใจจะจองที่พัก กรุณาติดต่อผู้จัดการ คุณออย (สุภัสสร) ที่เบอร์ 02 038 5115 หรือทางอีเมล miracle__oil@live.com

17 สิงหาคม 2560

มารร้ายของคนอายุน้อย..ตุ่มไขมันชนิดอ่อนไหวง่าย (vulnerable plaque)

เรียนคุณหมอสันต์ครับ
     ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนถามคุณหมอดังนี้ครับ ผมอายุ 35 ปี ตรวจพบเป็นโรคหัวใจพึ่งไปทำบอลลูนมา แต่ว่าทำแล้วก็ยังมีอาการอยู่ ผมได้ไปทำการติดตามอาการโรคเส้นเลือดหัวใจตีบมาและคุณหมอเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้อาการของโรคเกิดขึ้นกับคนอายุน้อยๆมีมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาหมอว่าก็มีอีก 2 เคส ผู้หญิงอายุ 32 เส้นเลือดตีบ 3 เส้น, อีกคน ผู้ชายอายุ 41 ต้องทำการปั้มหัวใจ ผมเลยคิดว่าถ้าข้อมูลของผมซึ่งเป็นโรคหัวใจตอนอายุ 35 สามารถนำไปบอกให้คนอื่นเป็นอุทาหรณ์ได้ โดยไม่เกิดผลกระทบหรือผลเสียหายกับใครผมรู้สึกยินดีครับ
     ขอเล่าเรืื่องของผมอย่างละเอียดนะครับ ผมเป็นคนไม่สูบบุหรี่ ไม่เสพยาเสพย์ติด ครอบครัวผมไม่มีใครเป็นโรคหัวใจ กินอาหารเหมือนคนปกติทั่วไปครับ ตอนเช้าใน 1 อาทิตย์ ก็มีทานข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไก่ปิ้ง ,  แซนวิชแฮม ตอนกลางวัน ตอนเย็นก็ทั่วไปครับ ส่วนขนมหวานผมไม่ค่อยได้ทานเลยครับ แต่ว่าผลการตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทแจ้งว่าผมมีไขมันในเลือดสูงมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งผมก็คิดว่าไม่ซีเรียส ผมเป็นคนออกำลังกายสม่ำเสมอ ผมจะเล่นแต่เวทยกพวกดัมเบลมา 3 – 4 ปี อาทิตย์ประมาณ 3 วันแต่จะไม่ได้วิ่งและไม่ได้คาร์ดิโอครับ เรื่องวิธีจัดการความเครียดยอมรับว่า 3 – 4 ปีมานี้ผมไม่ได้มีวิธีการจัดการความเครียดครับ เวลาเครียดก็จะเก็บนำมาคิดอยู่ตลอดทำให้บางครั้งก็นอนไม่หลับ เหมือนคิดอยู่ตลอดเวลากับปัญหาที่เกิดขึ้นครับ แต่หลังจากที่ผมทำบอลลูนมาผมปล่อยวางมากขึ้นครับ รู้เลยชีวิตเป็นอะไรไม่แน่นอนจริงๆ ผมไม่คิดเลยว่าจะตรวจเจอโรคหัวใจคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารครับ
     เริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดที่ใต้ลิ้นปี้ตลอดเวลาแต่การรู้สึกคือเป็นการรู้สึกแบบรำคาญ ไม่ได้จุกแน่นมากจนทนไม่ได้ครับ (พฤติกรรมผมชอบแขม่วเกร็งท้องจนเป็นนิสัยผมไม่รู้เกี่ยวกับสาเหตุนี้หรือป่าวครับ) จนปี 2016 ผมจึงได้ไปหาคุณหมอทางเดินอาหารตรวจด้วยอาการดังกล่าวและคุณหมอให้ทำการส่องกล้องกระเพาะอาหาร ซึ่งผลตรวจออกมาว่าปกติตามที่ผมส่งมาให้ปกติ หลังจากนั้นคุณหมอให้ยาเคลือบกระเพาะมาทานแต่ผมก็ไม่หายครับ จากนั้นผมก็มีอาการเหมือนมีอะไรมากดที่ใต้ลิ้นปี่มาโดยตลอด จนถึงวันที่ 20/06/2017 ผมมีอาการจุกๆที่คอและแน่นๆที่หน้าอก แต่ที่ใต้ลิ้นปี่ก็รู้สึกเหมือนเดิม ผมเลยไปหาคุณหมอที่ รพ. ... ซึ่งตรวจพบว่าคลื่นหัวใจผิดปกติไปจากเดิมตามรูปครับ จึงได้เขียนเรื่องส่งตัวผมไปที่ รพ. ... (เพราะผมมีสิทธิประกันสังคมอยู่ที่นั่น) วันรุ่งขึ้นผมได้มาที่ รพ. ... และได้มีการเจาะเลือดดูค่าเอนไซม์หัวใจ Troponin I พบว่าตอนเช้าวัดได้ 2.6 ส่วนตอนเย็นวัดได้ 4 กว่าๆ คุณหมอเห็นว่าค่าเอนไซม์สูงเกิน 100% เลยให้ผมนอน ICU และฉีดสีให้ในวันที่ 24/06/2017 ที่ รพ. .... ผลพบว่าตีบ 1 เส้น 80% จึงทำบอลลูนไป ตามผลฉีดสีที่ผมส่งมาให้คุณหมอด้วย แล้วนี้หมอให้ยามาทานอยู่ 4 ตัวครับก็คือ
1 Plavix 75 mg เช้า 1 เม็ด
2 Aspirin 81 mg เช้า 2 เม็ด
3 Bisloc 2.5 mg เช้า 1 เม็ด (ยาเก่า),
4. Nebilet 5 mg เช้า 1/2 เม็ด (ยาใหม่)
5. xarator 40 mg ก่อนนอน 1 เม็ด
     ซึ่งหลังจากผมทำบอลลูนมา 1 เดือนกว่าจนมาถึงตอนนี้ ผมยังมีอาการไม่ปกติคือ จะรู้สึกเวียนๆหัว คิดช้า ความจำลดลง (คิดว่าจะทำอะไรแต่อีกแป็บเดียวก็ลืมที่คิดแล้วครับ), ตื่นเช้ามาจะมีน้ำมูกและรู้สึกปวดฟันกรามด้านขวาเวลาที่ทานข้าวครับ ซึ่งมันทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของผมลดลง และเวลาเครียดผมมีอาการค่อนข้างขาดความมั่นใจ และมีอาการจุกที่คอครับ และจะเหมือนกล้ามเนื้อกระตุกถี่ๆเป็นบางครั้งครับ ซึ่งผมได้กลับไปปรึกษาคุณหมอที่ดูแลผมอยู่ คุณหมอได้ปรับยาจากตัว Bisloc เป็นยา Nebilet 5 mg โดยให้ทานเวลาเช้า 1/2 เม็ด โดยผมได้ปรับยามาประมาณ 1 อาทิตย์แต่ผมยังไม่ดีขึ้นเลยครับ ผมอยากถามคุณหมอสันต์ว่า
1) ผมจะสามารถกลับไปเล่นกีฬาฟิตเนสเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเตะบอลที่เป็นกีฬาที่ผมชอบได้ไหมครับ
2) ถ้าปีหน้าผมอยากลาอุปสมบทสามารถทำได้ไหมครับ
3) ผมยังมีโอกาศไปดื่มนิดๆหน่อยๆสังสรรค์กับเพื่อนได้อยู่ไหมครับ
4) ทำไมผมจึงเป็นโรคหัวใจทั้งๆที่อายุยังน้อย
5) อาการที่เป็นหลังทำบอลลูนเกิดจากอะไร
6) ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
7) ยาทั้ง 4 ตัวนี้ ผมทราบว่า Plavix ต้องกินไป 1 ปี ส่วนอีก 3 ตัว ผมต้องกินไปตลอดชีวิตเลยใช่ไหมครับ ผมจะลดยาอย่างไรเพราะไม่ต้องการกินยามาก
ด้วยความเคารพ

............................................................

ตอบครับ

     1) ถามว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแล้วจะกลับไปเล่นและเตะบอลได้ไหม ตอบว่าได้ครับ และเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะการออกกำลังกายทุกชนิด แต่เน้นชนิดแอโรบิกซึ่งรวมทั้งเตะบอลด้วย มีผลลดอาการและลดอัตราตายของโรคหัวใจขาดเลือดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ดี

     2) ถามว่าจะบวชได้ไหม ตอบว่าได้ครับ ถ้าคุณยังมีจู๋อยู่ (พูดเล่น แต่คนไม่มีจู๋เขาห้ามบวชจีจีนะ)

     3) ถามว่าจะไปดื่มนิดๆหน่อยๆสังสรรค์กับเพื่อนได้ไหม ตอบว่าได้ครับ สำหรับคนเป็นโรคหัวใจ การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับพอควร (ไม่เกินวันละสองดริ๊งค์) เทียบกันแล้วคนที่ดื่มตายน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม

     4) ถามว่าทำไมคนอายุน้อยอย่างคุณจึงเป็นโรคหัวใจ ตอบว่าสมัยนี้อายุ 35 ไม่ได้น้อยแล้วสำหรับการเป็นโรคหัวใจ คนไข้รายสุดท้ายที่ผมผ่าตัดบายพาสก่อนสั่งลาอาชีพหมอผ่าตัดหัวใจ คนไข้อายุ 27 ปีเท่านั้นเอง นานมาแล้วหมอผ่าศพกลุ่มหนึ่งได้ทำงานวิจัยชื่อ PDAY โดยเอาศพคนหนุ่มคนสาวอายุ 15-34 ปีที่ตายด้วยอุบัติเหตุและฆาตกรรมจำนวน 2876 ศพมาผ่าดูหลอดเลือดหัวใจ พบว่าโรคไขมันพอกหลอดเลือดนี้เริ่มที่หลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุ 15 ปี พออายุได้ 30 ปี หลายคนก็มีไขมันพอกมากระดับที่พร้อมจะเกิดหัวใจวายได้แล้ว

     แล้วถามเจาะเฉพาะตัวคุณว่าทำไมถึงเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย บุหรี่ก็ไม่สูบ ความดันก็ไม่สูง เบาหวานก็ไม่เป็น อ้วนก็ไม่อ้วน แถมขยันออกกำลังกายด้วย ตอบว่าก็เพราะคุณมีไขมันในเลือดสูงติดต่อกันอยู่นานหลายปีโดยไม่ได้รับการแก้ไขนะสิครับ ตรวจสุขภาพประจำปีหมอเขาก็บอกมาทุกปีว่าคุณมีไขมันในเลือดสูง แต่คุณก็ไม่ทำอะไร นี่มันเข้าคำพังที่ผมเคยอ่านในหนังสือหิโตปเทศที่ว่า

     "..คนได้รับความไร้สุขก็ลงเอาเคราะห์
     ผู้โง่เขลาไม่รู้จักโทษการกระทำของตัวเอง.."

     ผมเปล่าว่าคุณนะ แค่อ้างภาษิตโบราณเฉยๆ หิ หิ ตะแล้น ตะแล้น ตะแล้น

    อย่างไรก็ตาม ความสงสัยของคุณนี้วงการแพทย์ก็สงสัยมานานว่าทำไมคนอายุน้อยเส้นเลือดดี๊ดี มีตุ่มบนไขมันนิี้ดเดียวบางทีก็มีแค่ตุ่มเดียวอย่างคุณนี้เป็นต้น แต่พอเกิดหัวใจวายทีแทบเอาชีวิตไม่รอด คือไม่ตายก็คางเหลือง คนแก่เสียอีกเส้นเลือดเขรอะไปด้วยตุ่มไขมันจนแข็งโป้กไปทั้งลำอย่างกับท่อประปา กลับไม่เห็นจะเกิดหัวใจวายแบบรุนแรงเลย จึงเป็นที่มาของสมมุติฐาน (แปลว่าเรื่องที่มะโนเอา) ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการหมอหัวใจว่าตุ่มไขมันในคนหนุ่มนี้มันเป็นตุ่มไขมันชนิดอ่อนไหวง่าย (vulnerable plaque) พอมีอะไรกระแทกกระทั้น (เช่นความดัน) มีอะไรบีบ (เช่นความเครียดที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว) หรือมีสารเคมีอะไรมากัดให้ถลอก (เช่นสารเคมีจากบุหรี่ ไขมัน น้ำตาล เกลือ) เยื่อคลุมตุ่มซึ่งบางจ๋อยอยู่แล้วก็จะแตกโพล้ะออกง่ายๆ น่าเสียดายที่ความรู้แพทย์ปัจจุบันนี้ยังไม่มีมุขอะไรใหม่ๆมาช่วยให้คนหนุ่มคนสาวป้องกันหัวใจวายได้มากขึ้น นอกเหนือไปจากการดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างที่รู้ๆกันอยู่

    5) ถามว่าอาการที่เป็นหลังทำบอลลูนเกิดจากอะไร ตอบว่าฟังตามอาการที่เล่า มันเป็นอาการคลาสสิกของหัวใจขาดเลือด ซึ่งเกิดขึ้นแม้ว่าหมอจะได้แก้ไขรอยตีบที่หลอดเลือดไปแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะการที่เลือดไหลไม่สะดวก มันเกิดขึ้นได้ทั้งในระดับที่ตามองเห็นและระดับที่ตามองไม่เห็น หมายความว่าเกิดในระดับหลอดเลือดที่เล็กระดับหลอดเลือดฝอย วงการหมอหัวใจเรียกว่า cardiac syndrom X แปลว่าเป็นอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย และฉีดสีดูหลอดเลือดก็เห็นโล่งดี

     6) ถามว่าควรจะทำอย่างไรดี ตอบว่าให้ทำสองอย่าง คือ

     อย่างที่ 1. ให้หัดดูแลตัวเองโดยใช้ตัวชี้วัดง่ายๆ 7 ตัว (Simple Seven) ได้แก่น้ำหนัก ความดัน ไขมันเลว น้ำตาลในเลือด การกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย การไม่สูบบุหรี่ ซึ่งคุณทำได้ดีเกือบหมดยกเว้นการปรับอาหารเพื่อลดไขมันในเลือดคุณยังทำไม่เป็น ให้หาอ่านวิธีทำเอาจากบทความเก่าๆของผม

     อย่างที่ 2. ให้ระวังปัจจัยกระตุกให้เกิดหลอดเลือดหดตัวเฉียบพลันอันเป็นปฐมเหตุของหัวใจวาย ซึ่งจากงานวิจััยพบว่ามีอยู่ห้าปัจจัยคือ

- การโมโหปรี๊ดแตก ทำให้ตายกะทันหันเพิ่มขึ้น 8.5 เท่า

- อาหารไขมันมื้อหนักๆ เหน่งๆมื้อเดียว ก็ทำให้หลอดเลือดหดตัวฟุบ..บ ได้นานถึง 6 ชั่วโมง

- เกลือ ซึ่งก็ได้จากอาหารเค็มๆ

- การที่ร่างกายขาดน้ำ คือดื่มน้ำไม่พอ

- การสูบบุหรี่

     7) ถามว่ายาที่กินทั้งหมดนี้จะลดได้ไหม ต้องทำอย่างไร ตอบว่าลดได้ครับ ส่วนทำอย่างไรนั้น แต่เดิมผมเคยบอกวิธีให้คนไข้ลดละเลิกยาของตัวเองเป็นขั้นๆทางอีเมล แล้วพบว่ามีผลเสียมากกว่าผลดีเพราะคนไข้เอาไปทำแบบผิดๆถูกๆ อีกทั้งการสั่งยาโดยไม่เห็นตัวไม่ได้ตรวจร่างกายคนไข้มันเป็นการประกอบโรคศิลป์ที่ผิดวิธี หากขืนดื้อดึงทำไปวันหนึ่งผมคงจะโดนแพทยสภาเล่นงานเอาแน่ ผมจึงเลิกวิธีแนะนำเช่นนั้นเสีย ดังนั้นคุณจึงเหลือทางเลือกอีกสองวิธีคือ

     วิธีที่ 1. คุยกับคุณหมอหัวใจของคุณถึงแผนการลดยา โดยให้คุณตัั้งใจปรับอาหารและการใช้ชีวิตนำหน้าให้ตัวชี้วัดมันดีขึ้นแล้วขอให้หมอลดยาตาม จนเลิกยาได้ในที่สุด

     วิธีที่ 2. คุณมาเข้าแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) ซึ่งวิธีการทำแค้มป์นี้คือผมจะเป็นหมอประจำตัว (family doctor) ให้ผู้มาเข้าแค้มป์ทุกคนนาน 1 ปี ผมได้ตรวจร่างกายทุกคนเอง ได้ประเมินโรคทุกคนเองอย่างละเอียด เป็นคนวางแผนการรักษาเอง และสอนให้คนไข้ดูแลตัวเองโดยมีผมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาใกล้ชิดทางอีเมลและทางโทรศัพท์ รวมทั้งคอยติดตามแนะนำการลด ละ เลิก ยาด้วย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

16 สิงหาคม 2560

ตารางแค้มป์สุขภาพของหมอสันต์ (Upcoming Events)

เนื่องจากแฟนหมอสันต์ที่ใช้มือถือ หรือที่ใช้แต่เฟซบุ้ค ไม่สามารถอ่านตารางแค้มป์สุขภาพใน upcoming event ที่อยู่ข้างขวาของหน้าบล็อกนี้ได้ ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรเพราะเป็นคนโลว์เทค จึงจะใช้วิธีแบบมวยวัดคือก๊อปตารางแค้มป์หรือคอร์สสุขภาพต่างๆไว้ที่หน้านี้ แล้วโยงปุ่ม Contact Us ที่เฟซบุ้คของผมมาที่หน้านี้ โดยที่ผมจะค่อย update ให้ตารางมันถูกต้องตรงความเป็นจริงอยู่เสมอ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
.......................................................

Upcoming Events At WWCC ปฏิทินเวลเนสวีแคร์

23-24 สค. 60:
การประชุมกลุ่มนักธุรกิจ (ไม่รับคนนอก)

25-26 สค. 60
GHBY Camp in English for Indonesian Pharmacists (เต็มแล้ว)


กด


10-16 กย. 60
Spiritual Retreat ( 7 days, in Thai)
แค้มป์รีทรีททางจิตวิญญาณ (7 วัน7คืน, ใช้ภาษาไทย) รับ 10 คน (เต็มแล้ว)

17-18 กย. 60
งานพบปะสังสรรค์ private group


30 กย.-1 ตค. แค้มป์สุขภาพดีด้วยตนเอง GHBY21 (compact) สำหรับองค์กร (ไม่รับคนนอก)


ปฏิทินช่วงวันหยุดปีใหม่

ตราบใดที่ยังเห็นเชือกกล้วยเป็นงู

เรียนคุณหมอสันต์

เมื่อวานพอเตรียมจะลดยาก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเคยได้รับข้อมูลจากหมอมาตลอดว่าต้องทานยาลดความดันตลอดไป พอจะหยุดยามันเลยออกอาการ ทั้งๆ ที่ผมก็ฝึกสติมาระดับหนึ่งแต่ยังไม่ถึงขั้นวางบางเรื่องได้ โดยเฉพาะตัวตนของเรา ทำให้วันนี้มีอาการปวดศีรษะ
วัดความดันตัวบน/ตัวล่าง ตอนตื่นเต้น 175/100
พอพักหน่อยแล้ววัด ค่อยๆ ลดลง ตัวบน 133-148 ตัวล่าง 88-95
ชีพจรเต้นประมาณ 99-102 ครั้ง/นาที
การนอนไม่หลับสนิทเป็นสาเหตุให้ ชีพจรเต้นเร็วขึ้น และความดันขึ้นใช่มั้ยครับ
ปกติผมจะเป็นคนนอนหลับได้ง่าย แค่รู้สึกตัวเบาๆ 1-2 นาที ก็หลับแล้ว แต่พอมีความกังวลอะไรเข้ามาหน่อยก็ทำให้การนอนไม่ปกติ เกิดความทุกข์ (บางครั้งพอเอาเรื่องกฎแห่งกรรมมาพิจารณา และยอมรับมัน อยู่กับมัน ก็ดีขึ้นหน่อย แต่ยังไม่ตลอดลอดฝั่ง)
เมื่อผมเห็นทุกข์ ก็เลยศึกษาเรื่องปฏิบัติธรรม บางครั้งก็ช่วยได้ แต่บางครั้งก็เสร็จกิเลสมัน
ไม่ทราบว่าผมควรหยุดยาหรือทานยาต่อไปครับ(ความดันที่สูง 175 มีอันตรายมากมั้ยครับ)
อจ ... (ฆราวาส) ที่สอนธรรมผม เขาเคยบอกให้ทานอาหารน้อยๆ ทานเท่าที่หิว แล้วเลิกกินยา ทิ้งเครื่องวัดความดันไปเลย แต่ผมก็ไม่กล้าเพราะยังอิงกับตัวเลขวิทยาศาสตร์อยู่

ผมขอคำแนะนำด้วยครับ

........................................

ตอบครับ

     เมื่อใจไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องรีบลดยา เพราะเรื่องยาและเรื่องตัวชี้วัดไม่สำคัญ มันเป็นแค่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือความเข้าใจเรื่องชีวิตผิดไปจากความเป็นจริง ชีวิตคนเรานี้เปรียบเหมือนการเห็นเชือกกล้วยเป็นงู ตราบใดที่ยังเชื่อว่าเชือกกล้วยเป็นงู ตราบนั้นก็ไม่กล้าไปแตะต้องทำความรู้จักหรือใช้ประโยชน์จากเชือกกล้วย อย่างมากที่จะได้ก็คือได้แต่ความกลัวงู

     ฉันใดก็ฉันเพล ตราบใดที่ยังเชื่อผิดๆว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา ยังเชื่อว่าความสำคัญมั่นหมายว่าบุคคลคนนี้ที่มีชื่อนี้นามสกุลนี้คือตัวเราที่แท้จริง ตราบนั้นก็ไม่มีวันจะได้เข้าไปจับต้องทำความรู้จักหรือใช้ประโยชน์จากความว่างอันมีความตื่นรู้และสุขสงบที่ภายในซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้ อย่างมากที่จะได้ก็ได้แต่ความทุกข์กังวลว่าจะสูญเสียร่างกายนี้ไป หรือสูญเสียสถานะความเป็นบุคคลนี้ไปเท่านั้น

     โรคของคุณเกิดจากความเครียด ความเครียดเกิดจากความคิด ความคิดเกิดจากความสำคัญมั่นหมายผิดๆว่าสิ่งที่ไม่ใช่เราเป็นเรา ต้องแก้ที่ตรงนี้ก่อน คือที่การวางความคิด กิเลสที่คุณให้น้ำหนักมากมายนั้น มันเป็นแค่ความคิด แค่วางมันลงเดี๋ยวนี้เรื่องก็จบแล้ว เพราะชีวิตก็มีแต่เดี๋ยวนี้เท่านั้น เดี๋ยวอื่นไม่มี การวางความคิดที่คุณได้เรียนไปแล้วจากแค้มป์ MBT มีตั้งสิบเทคนิคนะ เทคนิคนี้ไม่ถนัดก็ลองอีกเทคนิคหนึ่ง คุณนับถือพุทธอยู่แล้วนี่ อย่าลืมคำสอนในศาสนาพุทธที่ว่าในเจ็ดเหตุที่จะพาหลุดพ้น(โพชฌงค์) การรู้จักเลือกเฟ้นหาเครื่องมือที่เหมาะเฉพาะกาลมาใช้ (ธรรมวิจัย) เป็นหนึ่งในเจ็ดเครื่องมือที่จะพาหลุดพ้นเลยเชียวนะ

ดังนั้นให้คุณใส่ใจที่จะวางความคิดให้เป็นก่อน ยังไม่ต้องไปยุ่งกับยาลดความดัน

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์
Sent from my iPhone

15 สิงหาคม 2560

วิเคราะห์เรื่องกระดูุกพรุน กระดูกหัก การใช้ยา

เรียน คุณหมอสันต์ คุณหมอสมวงศ์ คะ
สำเนาเรียน พี่ตู่
เมื่อเดือน เมษายน 2560 ที่ผ่านมา คุณแม่... (แค้มป์ RDBY...) ได้มาตรวจกระดูกที่..... เนื่องจากปวดหลังค่ะ ตรวจพบว่า เป็นกระดูกพรุน ค่าติดลบ 2.5 คุณหมอได้จ่ายยา FOSAMAX plus มาให้ทานสัปดาห์ละ 1 เม็ด ตอนนี้ทานจนยาหมดแล้วค่ะ แต่ยังไม่ได้กลับมาพบหมออีกครั้ง
อยากรบกวนสอบถามคุณหมอว่า ยาตัวนี้ทานหมดแล้ว คุณแม่ควรจะทานต่อไหมคะ ถ้าทานต้องนานเท่าใด ยาจะมีผลเสียอะไรกับคุณแม่ไหม จะไม่ทานได้ไหม (ถ้าทานต่อ คุณหมอเค้าให้นู๋ไปรับแทนค่ะ) รบกวนคุณหมอช่วยแนะนำหน่อยนะคะ

........................................

ตอบครับ

ผมเปิดดูประวัติในเวชระเบียนผู้ที่จบแค้มป์ RDBY ไปแล้ว พบว่าเดิมก่อนมาคุณแม่ของคุณซึ่งอายุ 71 ปีเป็นโรคศิริรวม ดังนี้
1. กระดูกบาง
2. กรดไหลย้อน,
3. ไขมันในเลือดสูง,
4. มีจุดที่ปอดซึ่งไม่มีนัยสำคัญทางคลินิก
5. กระดูกสันหลังที่คอเสื่อม
6. มีผลการตรวจแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจได้คะแนน 0 (ไม่เป็นโรคหัวใจ)

ยาที่ท่านกินอยู่ตอนนั้นมีดังนี้

1. Glakay15mg 1x2,
2. Calcanate1250mg 1x2,
3. Vitamin D 20,000 IU 1x2.
4. Flu-oxe-tone 20mg 1/2 tab วันละเม็ด
5. Ganaton 50mg 1x3,
6. Omeprazole 20mg 1x2,
7. Simvastatin40mg 1 tab OD,
8. Nuelin-sr ( 200 )1 tab 0D

ผมจะตอบคำถามของคุณโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดมาร่วมวิเคราะห์ด้วยนะ

     1. ถามว่าเมื่อผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนตรวจพบภาวะกระดูกพรุน (หมายความว่าตรวจเอ็กซเรย์ความแน่นกระดูกด้วยวิธี DEXA) แล้วพบว่าคะแนนทีสะกอร์ (T-score) ของความแน่นกระดูกต่ำกว่า -2.5) แล้วควรจะกินยารักษากระดูกพรุนไหม ตอบว่าในภาพใหญ่โดยยังไม่เจาะลึกรายละเอียดอย่างอื่นนะ ตอบว่าควรกิน เพราะข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นหลักฐานระดับสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบมีอยู่ว่าการรักษากระดูกพรุน จะมีประโยชน์ในคนสองกลุ่มเท่านั้น คือ

(1) คนที่เคยกระดูกหักมาแล้ว
(2) คนที่คะแนนทีสะกอร์ ต่ำกว่า -2.5

กรณีคุณแม่ของคุณอยู่ในข้อสอง จัดเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากยาในแง่ที่จะช่วยลดการเกิดกระดูกหักในสิบปีข้างหน้า จึงมีข้อบ่งชี้ที่จะให้ยารักษากระดูกพรุน (เช่น Fosamax) แปลไทยเป็นไทยว่ามองเฉพาะในประเด็นควรกินหรือไม่ควรกินยาโดยยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ตอบว่าควรกินยาครับ

     2. ถามว่าการกินยาต้องกินไปนานเท่าใด ตอบว่าต้องกินไป 5 ปี ไม่ขาดไม่เกินครับ กินน้อยกว่า 5 ปีไม่มีงานวิจัยรองรับว่ามันจะลดการเกิดกระดูกหักได้หรือไม่ ถ้ากินมากกว่า 5 ปี มีงานวิจัยบอกว่าไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ เพราะมีงานวิจัยหนึ่งเมื่อกินมาครบห้าปีแล้วเขาแบ่งคนไข้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินยาจริงต่อ อีกกลุ่มหนี่งให้กินยาหลอกไปอีก 5 ปี ปรากฎว่าอัตราการเกิดกระดูกหักเท่ากัน แถมพวกที่กินยาจริงเมื่อเกิดกระดูกหักมักหักแบบอันตรายคือแหลมเปี๊ยวทิ่มแทง และบางคนมีผลแทรกซ้อนของยาคือกระดูกกรามตายเป็นหย่อม (necrosis) ซึ่งหมอฟันกลัวนักกลัวหนาเพราะไปทำให้รากฟันเทียมของเขาหลุด

     3. ถามว่ายาจะมีผลเสียอะไรกับคุณแม่ไหม ตอบว่ามีครับ ประเด็นสำคัญคือคุณแม่เป็นกรดไหลย้อน แล้วยากลุ่มนี้มันทำให้กรดไหลย้อนเป็นมากขึ้น ถ้าไม่กินให้ถูกต้องตามคำแนะนำก็อาจทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารส่วนปลายซึ่งเป็นจุดจบที่เลวร้ายของโรคกรดไหลย้อนได้

     4. ถามว่าถ้าไม่กินได้ไหม ตอบว่าการกินยาไม่ใช่กฎหมายนะครับ แต่หมอเขาแนะนำให้กินเพราะเห็นประโยชน์ของยามากกว่าความเสี่ยงของยา แต่ว่าหมอเขามองเฉพาะประเด็นการป้องกันกระดูกหักนะ หากเราวิเคราะห์ของเราเองจากทุกประเด็นแบบองค์รวมแล้วหากเห็นว่าประโยชน์ของยาน้อยกว่าความเสี่ยงของยา เราจะไม่กินก็ย่อมได้ เพราะความเสี่ยงตกกับเรานะ ไม่ใช่ตกที่หมอ ผมจะวิเคราะห์ข้อมูลรวมให้ฟังนะ

     ประเด็นที่ 1. เป้าหมายการรักษา เป้าหมายปลายทางสุดท้ายของเรื่องนี้คือป้องกันการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพกและกระดูกหลัง เรื่องกระดูกบางกระดูกพรุนไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายคือทำยังไงจะไม่ให้เกิดกระดูกหัก

     ประเด็นที่ 2. อะไรทำให้เกิดกระดูุกหัก เมื่อเป้าหมายคือป้องกันกระดูกหัก การจะบรรลุเป้าหมาย ก็ต้องรู้เหตุที่จะทำให้กระดูกหักก่อน ถูกแมะ ผลวิจัยทางการแพทย์สรุปได้ว่าสิ่งที่สัมพันธ์กับกระดูกหักแน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้งก็คืือการลื่นตกหกล้ม (fall) นี่เป็นเหตุใหญ่ที่สุด สัมพันธ์กับการเกิดกระดูกหักมากที่สุด ส่วนเหตุรองลงมาซึ่งตามกันมาแบบห่างๆมาก คือการเป็นโรคกระดูกพรุน ดังนั้นหากจะป้องกันกระดูกหักเราต้องพุ่งเป้าไปที่การป้องกันการลื่นตกหกล้มเป็นเรืื่องหลัก ส่วนการรักษากระดูกพรุนนั้นก็ช่วยให้ได้ประโยชน์แต่น้อยกว่า ดังนั้นหากยามีโทษกับผู้ป่วยมาก หรือหากการป้องกันการลื่นตกหกล้มในผู้ป่วยรายนี้ทำได้มีประสิทธิผลดีมาก เราจะเลือกไม่รักษาด้วยยาก็ย่อมได้ ถูกแมะ

     ประเด็นที่ 3. อะไรทำให้เกิดกระดูุกพรุน พักเรื่องการลื่นตกหกล้มไว้ก่อนนะ ตีประเด็นให้แคบเฉพาะเรื่องกระดูุกพรุนก่อน ว่าอะไรทำให้เกิดกระดูกพรุน สาเหตุของกระดูกพรุนแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ดังนี้

     กลุ่มสาเหตุที่ 1. เรียกว่ากระดูกพรุนแบบปฐมภูมิ (primary osteoporosis) ก็คือการมีอายุมากหรือความแก่นั่นเอง..จบข่าว
   
     กลุ่มสาเหตุที่ 2. เรียกว่ากระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ (secondary osteoporosis) คือกระดูกพรุนที่เกิดจากเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความแก่ เช่น

(1) กินยาที่ทำให้กระดูกพรุน เช่น สะเตียรอยด์ ยาลดกรดกลุ่ม PPI ยาต้านซึมเศร้ากลุ่ม SSRI ยารักษาเบาหวานกลุ่ม Thiazolidinediones ยาฉีดคุมกำเนิด ยาเคมีบำบัด ยากันชัก เป็นต้น
(2) เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่นข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพุ่มพวง(SLE)
(3) เป็นโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ หรืือไฮเปอร์พาราไทรอยด์
(4) เป็นโรคไตเรืื้อรัง
(5) เป็นโรคเลือดเช่นทาลาสซีเมีย
(ุ6) ไม่ได้ออกแดดหรือขาดวิตามินดี.
(7) ขาดอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ให้แคลเซียมเช่นผักและผลไม้ และที่ให้โปรตีนเช่นถั่วต่างๆและเนื้อสัตว์
(8) มีดัชนีมวลกายต่ำ แปลว่าผอม

     ถ้าวิเคราะห์ดูสาเหตุทุติยภูมิเหล่านี้ อย่างน้อยคุณแม่กำลังกินยาสองตัวที่ทำให้เป็นกระดูกพรุน คือยา omeprazol ซึ่งเป็นยาลดกรดในกลุ่ม PPI ที่ใช้รักษากรดไหลย้อน และยา Flu-oxe-tone ซึ่งเป็นยาต้านซึมเศร้าในกลุ่ม SSRI ดังนั้นถ้าเราหยุดยาสองตัวนี้ได้ หากกระดูกพรุนของท่านเกิดจากยา โรคก็จะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้ยาใหม่เลย นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกหนึ่งอย่างคือเรายังไม่รู้ว่าสถานะระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ (FT4 และ TSH) ของท่านเป็นอย่างไร มากเกินไปจนเอื้อให้เกิดกระดูกพรุนหรือเปล่า หากมีเวลาให้ท่านไปเจาะเลือดดู หากมันผิดปกติเราแก้ตรงนี้ ก็จะช่วยลดเหตุของกระดูกพรุนไปได้อีกหนึ่งเหตุ

    ประเด็นที่ 4. จะป้องกันการลื่นตกหกล้มได้อย่างไร กิระดังได้กล่าวมาแล้วว่าสิ่งที่สัมพันธ์กับกระดูกหักตรงๆเลยก็คือการลื่นตกหกล้ม ซึ่งไม่มียาป้องกัน ข้อมูลทางการแพทย์บ่งชี้ว่าเราจะป้องกันการลื่นตกหกล้มได้โดย

     (1) เลิกยาที่ทำให้ลื่นตกหกล้มมากขึ้น อย่างคุณแม่ของคุณก็กินอยู่ตัวหนึ่งคือ Flu-oxe-tone ซึ่งหากเราหยุดยาตัวนี้ได้ เราก็ลดโอกาสลื่นตกหกล้มลงไปได้อีก

     (2) ออกกำลังกาย งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายที่ป้องกันกระดูกหักได้มีสามแบบ

     2.1 แบบรับน้ำหนัก (weight bearing exercise) ซึ่งหมายถึงการทำตัวให้กล้ามเนื้อและกระดูกได้ทำงานต้านแรงโน้มถ่วงขณะที่ขาและเท้าหยั่งรับน้ำหนักตัวไว้ เช่น ขึ้นลงบันได้ วิดพื้น เต้นรำ เป็นต้น

     2.2 การเล่นกล้ามหรือฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนืัอ (strength training) เป็นการออกกำลังกายแบบให้กล้ามเนื้อแต่ละกลุ่มได้ออกแรงซ้ำๆๆไปจนล้า เช่นยกน้ำหนัก ดึงสายยืด โยคะ พิลาทีส กายบริหาร เป็นต้น

     2.3 การฝึกการทรงตัว (balance exercise) ซึ่งเป็นการฝึกประสานสายตาและหูชั้นในให้ทำงานร่วมกับกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการทรงตัว เช่นเอาถ้วยกาแฟที่ใส่กาแฟด้วยวางบนศีรษะแล้วออกเดินแกว่งแขน เป็นต้น

     ส่วนการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (หมายถึงทำอะไรต่อเนื่องให้เหนื่อยหอบแฮ่กๆ)นั้น หากทำควบกับการเล่นกล้ามและการฝึกเสริมการทรงตัวก็มีประโยชน์ในแง่การป้องกันกระดูกพรุนได้ แต่หากออกกำลังกายแต่แบบแอโรบิกอย่างเดียวโดยไม่เล่นกล้ามและไม่เสริมการทรงตัว กลับจะทำให้กระดูกพรุนมากขึ้น และมีโอกาสกระดูกหักมากขึ้น นี่..มันเป็นอย่างนี้เสียด้วยนะคะท่านสารวัตร คือการเป็นคนแก่เนี่ยมันต้องเล่นกล้าม มันต้องเสริมการทรงตัว มันสำคัญยิ่งกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกแบบเดินไปเดินมาเสียอีกนะ

     (3) การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการลื่นตกหกล้ม เช่น

    3.1 ห้องน้ำต้องแคบอยู่ในวิสัยที่มือจะคว้าราวจับที่ผนังห้องน้ำได้จากทุกจุดในห้องน้ำ พื้นห้องน้ำต้องเรียบไม่มีธรณี สีของกระเบื้องพื้นและผนังต้องเป็นคนละสีให้รู้ว่าพื้นห้องสิ้นสุดที่ตรงไหน พื้นส่วนเปียกต้องปูแผ่นกันลื่น (bath mat)

     3.2 ทางเดินในบ้านต้องโล่งและเรียบตลอด เอาหีบห่อ สายไฟ แร็คหนังสือพิมพ์ กระถางต้นไม้ ออกไปให้พ้นทางเดิน สองข้างทางเดินควรมีที่เกาะยึด ถ้าเป็นผนังก็ควรมีราวเกาะบนผนัง ถ้าเป็นโต๊ะก็ต้องแข็งแรงมั่นคงให้ยึดเหนี่ยวได้ อย่าเอาเก้าอี้โยกมาไว้ใกล้ทางเดิน เพราะเวลาจะล้มคนแก่หันไปพึ่งเก้าอี้โยกก็..เรียบร้อย คือโครมลงไปทั้งคนทั้งเก้าอี้

     3.3 พรมปูพื้นแบบเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมวางตามห้องรับแขกไม่เหมาะสำหรับบ้านคนแก่ ควรเอาออกไปเสีย เพราะทำให้สะดุดขอบ หรือย่นไถลจนหกล้มได้ง่าย หากชอบอยากจะใช้พรมต้องเอาเทปสองหน้ายึดกับพื้นให้แน่น

     3.4 ถ้าเป็นบ้านพื้นไม้กระดาน ต้องหมั่นตรวจตราซ่อมพื้นกระดานที่หลวมหรือกระเดิดขึ้นให้ราบสนิท เพราะคนแก่เตะแล้วเกิดแผลทีหนึ่ง รักษาแผลกันนานเป็นปี ไม่คุ้มกัน ยิ่งถ้าสะดุดหกล้มยิ่งเป็นเรื่องซีเรียส อย่าดูเบาเป็นอันขาด การลื่นตกหกล้มของคนแก่บางทีเป็นเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว คือล้มนิดเดียว แต่กระดูกตะโพกหัก ต้องนอนโรงพยาบาลหลายเดือน บางรายติดเชื้อถึงเสียชีวิตก็มีบ่อย

     3.5 ต้องมีระบบรักษาพื้นให้แห้งตลอดเวลา

     3.6 ถ้าพื้นเป็นกระเบื้อง ควรใช้กระเบื้องแบบไม่ลื่น และถูพื้นด้วยขี้ผึ้งแบบไม่ลื่น

     3.7 ระบบแสงสว่าง แสงต้องมากกว่าธรรมดาเพราะคนสูงอายุเลนซ์ตาขุ่นรับแสงได้น้อยลง อีกประการหนึ่ง ต้นแสงต้องไม่อยู่ในตำแหน่งที่แยงตา โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้นหรือลงบันได ต้องไม่เห็นหลอดไฟ เพราะตาของคนแก่นี้ม่านตาจะหดขยายเพื่อตอบสนองต่อแสงได้ช้า ถ้าเป็นคนหนุ่มคนสาวเมื่อมองหลอดไฟม่านตาจะหดพรึ่บไม่ให้แสงเข้าไปถึงจอประสาทตามาก พอหันไปมองที่มืดม่านตาก็จะถ่างขยายฟึบเพื่อให้แสงเข้าไปหาจอประสาทตาได้มากที่สุด แต่ม่านตาของคนแก่ไม่ไวเช่นนั้น พอมองหลอดไฟปุ๊บตาจะพร่ามองอะไรไม่เห็นไปอีกหลายวินาที ทำให้เกิดอุบัติเหตุง่าย

     3.8 บันไดต้องมองเห็นแต่ละขั้นชัด อาจจะคาดเทปสีให้เห็นขอบ ถ้าพื้นบันไดเป็นไม้ลื่นก็ต้องติดมุมกันลื่น สองข้างบันไดต้องมีราวให้เกาะทั้งซ้ายมือขวามือ

     3.9 อุบัติเหตุมักเกิดจากคนแก่ตื่นกลางดึกแล้วคลำหาสวิตช์หรือคลำหาทางไปห้องน้ำ ดังนั้น ห้องนอนต้องมีสวิตช์อยู่ข้างเตียง หรือมีโคมไฟข้างเตียง ให้เปิดไฟได้ก่อนที่จะลุกขึ้น ไฟฉายต้องมีไว้ให้ตลอดเวลา จะให้ดีติดไฟบอกทางที่ฝรั่งเรียกว่า night light เหมือนไฟบอกทางบนเครื่องบินไว้ทั่วบ้านเวลาลุกมาฉี่จะได้มองเห็นทาง สมัยนี้มีแบบแปะผนังง่ายๆ เวลาเดินผ่านไฟจะเปิดออก

     3.10 ต้องศึกษาลักษณะการใช้บ้านว่าเจ้าของมีกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วปรับบ้านให้เหมาะกับท่าร่างการทำกิจกรรมนั้น เรียกว่าหลักเออร์โกโนมิก( ergonomic) หรือเออร์โก้ดีไซน์ อย่างเช่นถ้าชอบทำอาหาร แต่มีครัวแบบมาตรฐานซื้อจากห้างไปติดตั้ง ครัวแบบนี้ที่เก็บจานอยู่สูงเหนือศีรษะ คนแก่ต้องเอาม้าต่อขาปีนขึ้นไปหยิบจาน ซึ่งไม่ดี จะให้ดีต้องออกแบบให้ที่เก็บจานอยู่ต่ำ หยิบได้โดยไม่ต้องปีน เป็นต้น

    มองเผินๆรู้สึกว่าเรื่องมากไม่เข้าท่าใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่าการลื่นตกหกล้มเป็นเหตุตรงที่สุดของกระดูกหักนะ ตรงเสียยิ่งกว่าโรคกระดูกพรุน การทำสิ่งเหล่านี้จึงมีลำดับความสำคัญมากกว่าการใช้รักษากระดูกพรุน

     ประเด็นที่ 5. สิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะกินยาหรือไม่ สิ่ิงที่งานวิจัยยอมรับว่าจะป้องกันกระดูกพรุนและกระดูกหักได้ มีด้งต่อไปนี้

     5.1. ต้องออกกำลังกายอย่างที่พูดไปแล้ว

     5.2. ต้องแน่ใจว่าตัวเองไม่ขาดวิตามินดี. ถ้าวิถีชีวิตชอบออกแดดก็มั่นใจได้ว่าไม่ขาดวิตามินดี. เพราะแหล่งของวิตามินดี.ก็คือแสงแดด แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ตรวจเลือดดูระดับวิตามินดี. ถ้าต่ำก็ต้องออกแดดมากขึ้น ไม่ต้องกลัวมะเร็งผิวหนัง เพราะนั่นเป็นความกลัวสำหรับฝรั่ง ซึ่งมีอุบัติการณ์มะเร็งผิวหนัง 1 ใน 40 แต่สำหรับคนไทยเรามีอุบัติการณ์เป็นมะเร็งผิวหนังเพียง 1 ใน 30,000 ซึ่งต่ำกว่ากันแยะจนไม่ต้องไปกังวลถึง แต่ถ้ากลัวออกแดดแล้วจะไม่สวย ก็ทานวิตามินดี.เสริม เช่นวิตามินดี.2 ครั้งละ 20,000 IU เดือนละ 2 ครั้ง ก็เพียงพอ ไม่ต้องทานถี่ทุกวันก็ได้ เพราะวิตามินดี.ร่างกายกักตุนได้ ผมสนับสนุนให้คนที่ไม่ยอมออกแดดที่มีระดับวิตามินดีต่ำและเป็นโรคกระดูกพรุนให้ทานวิตามินดีเสริม เพราะอย่างน้อยก็มีหลักฐานจากหนึ่งงานวิจัยระดับดีว่าการทานวิตามินดี.เสริมลดการเกิดกระดูกหักในหญิงสูงอายุลงได้

     5.3. ต้องกินอาหารที่ดีและมีแคลเซียมเพียงพอ เพราะแคลเซียมจากอาหารเป็นวัตถุดิบสำคัญในการเสริมกระดูกใหม่แทนกระดูกเก่า อาหารอุดมแคลเซียมได้แก่ ผัก ผลไม้ และนมไร้ไขมัน ส่วนการกินแคลเซียมเป็นเม็ดนั้นจะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ เพราะไม่มีหลักฐานว่าทำให้กระดูกหักน้อยลงแต่อย่างใด หากจะกินแคลเซียมชนิดเม็ด ต้องไม่กินมากเกินไป เพราะมีหลักฐานว่าการกินแคลเซียมแบบเป็นเม็ดมากเกินไปทำให้ท้องผูก ทำให้เป็นนิ่วมากขึ้น เป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากขึ้น

    5.4 ต้องจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้านอย่างที่พูดไปแล้ว

     5.5 พยายามลดและเลิกยาที่เพิ่มความเสี่ยงของการพลัดลื่นตกหกล้มไปเสียให้หมด เช่นยาแก้ปวดที่ผสมสารกลุ่มมอร์ฟีน ยากันชัก ยาจิตเวช ยานอนหลับ ยาต้านซึมเศร้า และระมัดระวังให้มากๆกับการใช้ยาลดความดันเลือดไม่ให้ขนาดยามากเกินความจำเป็น กรณีสูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ให้ขยับความดันตัวบนที่ยอมรับได้จาก 140 มม.ขึ้นมาเป็น 150 มม. เพราะหลักฐานปัจจุบันพบว่าการพยายามกดความดันเลือดผู้สูงวัยลงไปต่ำกว่า 150 มม.ไม่มีประโยชน์ นี่เป็นมาตรฐานใหม่ทางการแพทย์สำหรับการรักษาความดันเลือดสูงสำหรับผู้สูงวัย

     5.6 ถ้ามีความผิดปกติของสายตา เช่นสายตายาว สายตาสั้น เป็นต้อกระจก ก็แก้ไขเสีย

     5.7 คอยดูแลตนเองอย่าให้ร่างกายอยู่ในสภาพขาดน้ำ

     5.8 ฝึกท่าร่างให้ตรงอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้หลังคุ้มงอ เพราะจะทำให้เสียการทรงตัวและล้มง่าย

     5.9 ฝึกสติ วางความคิด รู้ร่างกายขณะเคลื่อนไหว ทำใจให้ปลอดความกังวล โดยเฉพาะการมัวกังวลว่าจะลื่นตกหกล้มจะนำไปสู่ความเผลอแล้วพาลทำให้ลื่นตกหกล้มจริงๆ ที่ถูกคือต้องฝึกสติให้แหลมคม ตื่นรู้ ระแวดระวัง จิตใจปลอดโปร่ง อยู่กับปัจจุบันขณะทุกท่วงท่าอริยาบถ ไม่เผลอ

     5.10 ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด ให้เลิกเสีย

     5.11 การเป็นคนผอมมากมีความเสี่ยงต่อกระดูกพรุนกระดูกหัก ข้อมูลของฝรั่งพบว่าหากดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 จะเริ่มมีความสัมพันธ์กับการเกิดกระดูกหัก ผมดูข้อมูลของแค้มป์พบว่าคุณแม่ของคุณมีดัชนีมวลกาย 20 คาบเส้นพอดี เนื่องจากท่านไม่ได้มีโรคหัวใจหลอดเลือด จึงไม่ควรไปคาดคั้นกะเกณฑ์ในเรื่องไขมันในเลือดกับท่านมาก ปล่อยให้ท่านกินๆตามสบาย ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกสัก 5% ก็ยังไม่เป็นไร เพราะสำหรับท่าน เรื่องกระดูกหัก มาก่อนเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ

     กล่าวโดยสรุป คุณจะให้คุณแม่กินยา หรือจะไม่ให้กิน ต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักประโยชน์และความเสี่ยงในภาพรวมเอาเอง ข้อมูลจำเป็นผมก็ให้หมดแล้ว ผมตัดสินใจแทนคุณไม่ได้ ได้แต่บอกว่าถ้าเป็นตัวหมอสันต์เป็นคนไข้เสียเองละก็..บริษัทยาไม่ได้แอ้มเงินผมหร็อก หิ..หิ

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

1. Granacher U, Gollhofer A, Hortobágyi T, Kressig RW, Muehlbauer T (2013) The importance of trunk muscle strength for balance, functional performance and fall prevention in seniors: a systematic
review. Sports Med 43(7):627–641
2. Sherrington C, Whitney JC, Lord SR, Herbert RD, Cumming RG, Close JC (2008) Effective exercise for the prevention of falls: a systematic review and meta-analysis. J Am Geriatr Soc 56(12):
2234–2243
3. Choi M, Hector M (2012) Effectiveness of intervention programs in preventing falls: a systematic review of recent 10 years and metaanalysis. J Am Med Dir Assoc 13(2):188.13–188.e21
4. Larsen ER, Mosekilde L, Foldspang A (2004) Vitamin D and calcium supplementation prevents osteoporotic fractures in elderly community dwelling residents: a pragmatic population-based 3-
year intervention study. J Bone Miner Res 19(3):370–378
5. Reid IR, Bolland MJ (2012) Calcium supplements: bad for the heart? Heart 98(12):895–896 33.
6. Bolland MJ, Grey A, Avenell A, Gamble GD, Reid IR (2011) Calcium supplements with or without vitamin D and risk of cardiovascular events: reanalysis of the Women’s Health Initiative limited access dataset and meta-analysis. BMJ 19:342 34.
7. Moyer VA, U.S. Preventive Services Task Force (2013) Vitamin D and calcium supplementation to prevent fractures in adults: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med 158(9):691–696
8. Cosman F, de Beur SJ, LeBoff MS, Lewiecki EM, Tanner B, Randall S, Lindsay R; National Osteoporosis Foundation.. Clinician's Guide to Prevention and Treatment of Osteoporosis. Osteoporos Int. 2014 Oct;25(10):2359-81. doi: 10.1007/s00198-014-2794-2. Erratum in: Osteoporos Int. 2015 Jul;26(7):2045-7.
9. JATOS Study Group.  Principal results of the Japanese trial to assess optimal systolic blood pressure in elderly hypertensive patients (JATOS). Hypertens Res. 2008;31(12):2115-2127.
10. Ogihara T, Saruta T, Rakugi H, Matsuoka H, Shimamoto K, Shimada K, Imai Y, Kikuchi K, Ito S, Eto T, Kimura G, Imaizumi T, Takishita S, Ueshima H, for the Valsartan in Elderly Isolated Systolic Hypertension Study Group. Target blood pressure for treatment of isolated systolic hypertension in the elderly: Valsartan in Elderly Isolated Systolic Hypertension study. Hypertension.2010; 56: 196–202
11. James PA, Oparil S, Carter BL, Cushman WC, Dennison-Himmelfarb C, Handler J, Lackland DT, LeFevre ML, MacKenzie TD, Ogedegbe O, Smith SC Jr, Svetkey LP, Taler SJ, Townsend RR, Wright JT Jr, Narva AS, Ortiz E. 2014 evidence-based guideline for the management of high blood pressure in adults: report from the panel members appointed to the Eighth Joint National Committee (JNC 8). JAMA. 2014;311(5):507-20. doi: 10.1001/jama.2013.284427.
By DrSant at 23:22  
12. Berry SD, Samelson EJ, Pencina MJ, et al. Repeat bone mineral density screening and prediction of hip and major osteoporotic fracture. JAMA. 2013;310(12):1256–1262.
13. Karinkanta S, Piirtola M, Sievänen H, Uusi-Rasi K, Kannus P. Physical therapy approaches to reduce fall and fracture risk among older adults. Nat Rev Endocrinol. 2010;6(7):396–407.
14. Moyer VA; U. S. Preventive Services Task Force. Prevention of falls in community-dwelling older adults: U.S. Preventive Services Task Force recommendation statement. Ann Intern Med. 2012;157(3):197–204.
15. Giangregorio LM, Papaioannou A, Macintyre NJ, et al. Too fit to fracture: exercise recommendations for individuals with osteoporosis or osteoporotic vertebral fracture. Osteoporos Int. 2014;25(3):821–835.
16. American Geriatrics Society. AGS/BGS Clinical Practice Guideline for the Prevention of Falls in Older Persons. New York, NY: American Geriatrics Society; 2010.
17. Sambrook PN, Cameron ID, Chen JS, et al. Does increased sunlight exposure work as a strategy to improve vitamin D status in the elderly: a cluster randomised controlled trial. Osteoporos Int. 2012;23(2):615–624.
18. MacLean C, Newberry S, Maglione M, et al. Systematic review: comparative effectiveness of treatments to prevent fractures in men and women with low bone density or osteoporosis. Ann Intern Med. 2008;148(3):197–213.
19. Black DM, Schwartz AV, Ensrud KE, et al.; FLEX Research Group. Effects of continuing or stopping alendronate after 5 years of treatment: the Fracture Intervention Trial Long-term Extension (FLEX): a randomized trial. JAMA. 2006;296(24):2927–2938.


08 สิงหาคม 2560

ง่ายๆ 7 อย่าง เพื่อไม่เป็นความดันเลือดสูง

อาจารย์คะ
ขอบคุณอาจารย์มากที่ตอบจดหมายของหนูเรื่องความดันสูงร้ายแรงของคุณแม่ แม้ว่าตอนที่คุณหมอตอบมานั้น คุณแม่จะเสียไปหนึ่งวันก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม หนูก็ยังเป็นหนี้บุญคุณคุณหมออยู่ และตั้งใจว่าเมื่อเสร็จงานศพจะต้องเขียนมาหาคุณหมอให้ได้  และวันนี้ก็ตัดใจข่มความเศร้าเขียนมา
การตายของคุณแม่ทำให้หนูอยากทำอะไรสักอย่างในเรื่องความดันเลือดสูง คุณพ่อกับพี่ชายนั้นกินยาความดันกันอยู่แล้ว แต่หนูแม้ยังไม่ได้เป็นความดันเลือดสูงแต่ก็กลัวว่าจะเป็น อยากให้คุณหมอแนะนำว่าคนที่อายุยังไม่มากอย่างหนูนี้ (35) ถ้าจะไม่ให้เป็นความดันสูง ต้องดูแลตัวเองอย่างไร
ขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ

.......................................................

ตอบครับ

     การเสียชีวิตของคุณแม่เป็นเรื่องธรรมดาของคน เมื่อเกิดมามีชีวิต ก็ต้องจบลงด้วยการเสียชีวิต คนเราพอมีอายุมาก วันหนึ่งก็ป่วย แล้ววันหนึ่งก็เสียชีวิต คนทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเห็นเรื่องแบบนี้ทุกวัน แม้แต่เวลาผมทำแค้มป์พลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) นี้ก็ตาม ลูกแค้มป์หลายท่านเสียชีวิตก่อนมาก็มี บางท่านจ่ายเงินแล้ว หรือบางท่านกำลังจะเดินทางมาแค้มป์อยู่แล้ว แต่มีอันต้องรีบกลับบ้านเก่าไปเสียก่อน บางท่านจนเดี๋ยวนี้ผมยังไม่รู้จะเอาเงินค่าแค้มป์ไปคืนให้ใครก็ยังมีอยู่เลย

     มาตอบคำถามของคุณดีกว่า คุณถามว่าสำหรัับคนที่ยังไม่ได้เป็นความดันเลือดสูง หากจะป้องกันไม่ให้เป็นความดันเลือดสูง จะต้องทำอย่างไร หลักฐานวิทยาศาสตร์ที่จะตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุดคืองานวิจัยหัวใจแจ๊คสัน (JHS) ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ผลวิจัยไว้ในวารสารความดันเลือดสูง (J. Hypertension) เมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง งานวิจัยนี้ใช้เครื่องมือของสมาคมหัวใจอเมริกันที่เรียกว่าง่ายๆ 7 อย่าง (Simple 7) เข้าไปสอนผู้คนในชุมชนที่ยังไม่ได้เป็นความดันเลือดสูง แล้วติดตามดูมานาน 8 ปีเพื่อจะดูว่าในบรรดาง่ายๆ 7 อย่างนี้มีใครทำตามได้กี่อย่าง และผลของการทำตามสำเร็จหรือไม่สำเร็จมีผลต่อการเป็นความดันเลือดสูงอย่างไรบ้าง ง่ายๆเจ็ดอย่างที่ว่านั้นได้แก่

     1. น้ำหนักตัว (ดัชนีมวลกาย)
     2. ความดันเลือด
     3. ไขมันในเลือด
     4. น้ำตาลในเลือด
     5. การกินพืชผักผลไม้ต่อวัน
     6. การออกกำลังกายต่อสัปดาห์
     7. การสูบบุหรี่

     ผลวิจัยพบว่าจากจุดเริ่มต้น 1,878 คนที่ไม่มีใครเป็นความดันเลือดสูงเลยนี้ เมื่อผ่านไป 8 ปี มีคนเป็นความดันเลือดสูงถึง 944 คน (50.3%) และเมื่อดูการเป็นความดันเลือดสูงกับการทำตามง่ายๆ 7 อย่าง พบว่ายิ่งคนทำตามง่ายๆ 7 อย่างได้มากอย่าง ยิ่งเป็นความดันเลือดสูงน้อย กล่าวคือถ้าทำตามไม่ได้เลยหรือทำได้แค่อย่างเดียวเป็นความดันเลือดสูงถึง 81.3% อัตราเป็นความดันเลือดสูงค่อยๆลดลงตามจำนวนชนิดของง่ายๆ 7 อย่างที่ทำได้ คนที่ทำได้ถึง 6 อย่างเป็นความดันเลือดสูงเพียง 11.1% คือเป็นน้อยกว่ากันถึงแปดเท่า ท่านอาจอยากรู้ใช่ไหมครับว่าถ้าคนที่ทำได้ครบ 7 อย่างละเขาจะเป็นความดันเลือดสูงกี่เปอร์เซ็นต์ ผมก็อยากรู้เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่งานวิจัยนี้ตอบไม่ได้เพราะในบรรดา 1,878 คนที่เขาตามดูนี้ ไม่มีใครทำตามง่ายๆ 7 อย่างได้ครบทั้ง 7 อย่างแม้แต่คนเดียว

     แล้วท่านผู้อ่านโปรดสังเกตนะว่าชุมชนนี้ตามดูคนวัยผู้ใหญ่ไปนาน 8 ปี จากคนดีๆกลายเป็นคนความดันสูงถึง 50.3% โอ้โฮ เรียกว่าครึ่งหนึ่งของคนในชุมชนเป็นความดันสูงกันหมด งานวิจัยนี้ทำในชุมชนคนผิวดำซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามีอัตตราเป็นความดันสูงมากกว่าคนผิวขาว แต่ท่านผู้อ่านอย่าได้ปลื้มว่าคนไทยจะมีอัตราเป็นความดันสูงต่ำกว่านี้นะครับ ตัวเลขอย่างเป็นทางการคือหากสำรวจแบบตัดขวางจะพบว่าคนไทยเป็นความดันสูงประมาณ 35% ซึ่งก็ไม่ใช่น้อยๆนะครับ หากตามไปนานสัก 8 ปีก็คงจะพบว่าเป็นความดันสูงมากพอๆกัน

     สรุปว่า คำตอบสำหรับคุณก็ชัดแล้ว ว่าถ้าวันนี้ยังดีๆอยู่ หากไม่อยากเป็นความดันสูงก็ทำตาม Simple 7 หรือง่ายๆ 7 อย่างนั้นแหละครับ ทำให้ครบเจ็ดอย่างได้เป็นดีที่สุด แต่่ผมเน้นมากที่สุดสองอย่าง คือ

     ง่ายๆตัวที่ 5 กินพืชผักผลไม้ให้มากๆ (วันละอย่างน้อย 5 เสริฟวิ่งขึ้นไป โดยที่หนึ่งเสริฟวิ่งเทียบเท่าผักสลัดหนึ่งถ้วยหรือแอปเปิลหนึ่งลูก) และ

     ง่ายๆตัวที่ 6. ออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร (หอบแฮ่กๆร้องเพลงไม่ได้) รวมให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป (นับเฉพาะเวลาที่หอบแฮ่กๆนะ ไม่ใช่จับเวลาตั้งแต่ผูกเชือกรองเท้า)

     แค่ท่านทำง่ายๆสองตัวนี้ได้ แผ่นดินก็สูงขึ้นแล้ว ไม่ต้องขยันไปโรงพยาบาลเจาะเลือดยังได้เลย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

บรรณานุกรม

 1. Cardiovascular Health and Incident Hypertension in Blacks: JHS (The Jackson Heart Study). Hypertension 2017;Jun 26:[Epub ahead of print]

07 สิงหาคม 2560

ผู้สูงอายุ ห้ามยกของหนักจริงหรืือ

คุณหมอคะ
น้องชายไปเที่ยวญี่ปุน และซื้อชาเขียวอย่างดีมาฝากพี่ เลยแบ่งมาให้คุณหมอลองชิมดู 2 ซองค่ะ เป็นชาเขียวชนิดผงที่เขาใช้ทำอาหารและขนม แต่พี่เอามาชงดื่ม วิธีชงคือเทน้ำร้อนจากกาต้มน้ำใส่ mug พักไว้ประมาณ 4-5 นาที ตักผงชาลงไป ปริมาณที่ต้องการ ปกติพี่ใช้น้อยกว่าครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากัน ดื่มน้ำใส อร่อยดี คุณหมอลองดูนะคะ ได้ส่งชาไปวันนี้ทาง EMS และพ่วงด้วยขนมขบเคี้ยวเล็กน้อย

ขอบคุณคุณหมอมากๆที่ทำให้กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องแข็งแรงขึ้นมาก แต่ต้นแขนยังย้วยอยู่ค่ะ จะทำไงกับมันดี หมอเคยบอกว่าให้ยกดัมเบลหนักๆ ทุกวันนี้พี่ใช้ดัมเบลข้างละ 0.9 กก. ฝึกกล้ามเนื้อท่า hammer curl, biceps curl, shoulder press, chest swing, triceps เหนือศรีษะ lateral raise ทุกวันๆละ 2 ครั้ง ท่าละ 10 ครั้งบ้าง 20 ครั้งบ้าง ไม่ช่วยเรื่องแขนย้วยเลยหรือคะ ถ้าไม่ช่วยก็จะลองหาดัมเบลหนักๆดูค่ะ

ถามคุณหมอว่าคนแก่เขาห้ามยกของหนักไม่ใช่หรือคะ เวลาไปตลาด ยกของหนักหรือกวาดใบไม้ในท่อระบาย รู้สึกเหมือนแขนเคล็ดเลย คนละอย่างกับการยกน้ำหนักขึ้นสูงหรือคะ
ขอบคุณค่ะ

...........................................................

ตอบครับ

     ขอบพระคุณมากครับ

     ทีหลังคุณพี่ไม่ต้องส่งอะไรมานะครับ เพราะหลักจริยธรรมทางการแพทย์ข้อหนึ่งมีอยู่ว่าห้ามแพทย์รับของกำนัลอะไรจากผู้ป่วยนอกเหนือไปจากค่าวิชาที่ผู้ป่วยรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการให้และรับกัน  การตอบคำถามทางบล็อกนี้เป็นที่รู้กันว่าไม่มีค่าวิชา แต่ก็แลกกับการที่ผู้ถามต้องยอมให้เปิดเผยเรื่องของตัวเองเพื่อให้ผู้อ่านท่านอื่นได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเจ๊ากันไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องมีของฝากใดๆตามมา ส่วนครั้งนี้ อ้อยที่มาถึงปากช้างแล้วนี้ก็ขอให้ถือว่าเลยตามเลยนะครับ ที่เขียนห้ามไว้นี้ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านท่านอื่นๆได้เข้าใจว่าหมอสันต์ไม่รับของฝากแลกกับการตอบคำถาม

     ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ท่านผู้อ่านท่านอื่นว่าคุณพี่ท่านนี้เป็นสุภาพสตรีตัวเล็กๆที่อายุป่านนี้น่าจะ 72-73 ปีแล้วกระมัง ตอนเกษียณอายุมาใหม่ๆเธอทำท่าจะง่อยเปลี้ยเสียขาหลังค่อมเดินก็ต้องอาศัยไม้เท้า แต่พอผมแนะนำให้เล่นกล้าม พอเธอทำเป็นแล้วเดี๋ยวนี้ปร๋อเลย ยังสามารถทำงานออกต่างจังหวัดใช้ความรู้วิชาชีพที่ตัวเองมีเที่ยวแนะนำวิชาการโน่นนี่นั่นให้ผู้คนได้ประโยชน์ในวงกว้าง นี่ไม่เจอกันนานแล้ว แต่ท่านผู้อ่านฟังเอาตามเรื่องที่เธอเล่ามาเองก็ได้ ว่าเดี๋ยวนี้ทุกวันเธอยังใช้ดัมเบลเล่นกล้ามท่าโน้นท่านี้ท่าละสิบครั้งบ้างยี่สิบครั้งบ้าง วันละสองรอบ แล้วไม่ใช่เพิ่งทำนะ ทำได้มาหลายปีแล้ว โอ้โฮ.. พูดก็พูดเถอะ ตัวหมอสันต์เองยังไม่เคยเชื่อฟังตัวหมอสันต์เองมากเท่านี้เลย ฮิ ฮิ

     มาตอบคำถามกันดีกว่า

    1. ถามว่าผู้สูงอายุ ห้ามยกของหนัก เป็นคำแนะนำที่ถูกต้องไหม ตอบว่าเป็นคำแนะนำแบบรูดมหาราชซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในความเห็นของหมอสันต์เห็นว่ามีข้อดีน้อยกว่าข้อเสีย แปลไทยให้เป็นไทยว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี

     เจตนาของคำแนะนำนี้คืือป้องกันการบาดเจ็บของเอ็นและกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุซึ่งสภาพของเอ็นและกล้ามเนื้อนั้น "เหลาเหย่" คำนี้พจนานุกรมเขาน่าจะแปลว่า "แก่แล้ว" หิ หิ นี่ผมอาศัยเรียนรู้มาจากพ่อตาซึ่งเป็นคนจีนนะ แต่ถ้าจะให้หมอสันต์แปลแบบจับความจากที่คนจีนในตลาดเขาพูดกันในชีวิตจริง คำนี้น่าจะแปลว่า "ไอ้แก่" (หุ..หุ ขอโทษ เปล่ารู้ภาษาจีนแต่ชอบ ส.ใส่เกือก) คืือกล้ามเนื้อและเอ็นของผู้สูงอายุอยู่ในสภาพลีบเก่าชำรุด เหมือนเชือกฟางเก่าๆที่ลุ่ยแล้ว หากจู่ๆไปรั้งไปกระชากแรงตูมเดียวก็จะเกิดการฉีกขาดบาดเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้น การบาดเจ็บกล้ามเนื้อและเอ็นของผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวนี้ อัตราความเร็วในการซ่อมแซมให้กลับคืนจะใช้เวลานานมาก แบบว่าหลายเดือนหรือเป็นปี บางคนกลายเป็นปวดเรื้อรังไปเลย จึงเป็นที่มาของคำแนะนำห้ามคนแก่ยกของหนัก

     แต่คำห้ามนี้อีกด้านหนึ่งกลับมีผลเสียตามมา คืือเมื่อถูกห้ามคนแก่ก็จำกัดกิจกรรมที่หนักๆแบบว่าจำกัดให้น้อยลง น้อยลง น้อยลง กล้ามเนื้อและเอ็นก็ยิ่งเล็กลีบลง ลีบลง ลีบลง จนถึงแค่ทำอะไรนิดหน่อยในชีวิตประจำวันก็จะเกิดการบาดเจ็บปวดเมื่อยไม่รู้หาย ท้ายที่สุดก็คือเอาแต่่นั่งหรือนอนนิ่งๆเพื่อถนอมตัวเองไม่ให้ปวดไม่ให้เมื่อย นั่นคือปลายทางชีวิตของคนแก่ที่เชื่อฟังคำแนะนำนี้แบบเถรตรงตะพึด

     ผมแนะนำว่าคนสูงอายุควรยกของและใช้กล้ามเนื้อให้สม่ำเสมอ แต่ถือหลักว่าอย่าให้หนักเกินกำลัง หรือนานเกินกำลัง ถือว่าการยกของเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นกล้าม แล้วการยกของนี่ก็ต้องมีเทคนิคเหมือนการเล่นกล้าม เช่นเวลาไปจ่ายตลาดหิ้วของก็อย่าหิ้วแบบปล่อยข้อศอกให้เหยียดจนสุด แบบนั้นแรงดึงหรือน้ำหนักของจะกระทำกับกระดูกและเอ็นเต็มๆ ขณะที่กล้ามเนื้อนั้นหลบนิ่งอยู่ไม่ยอมช่วยออกแรง เพราะมีกระดูกและเอ็นเป็นตัวรับแรงดึงแทน ผลก็คืือเอ็นรอบข้อฉีกขาดบาดเจ็บ การหิ้วของที่ตลาดอย่างถูกต้องควรหิ้วแบบเล่นกล้าม คือตั้งตัวให้ตรง ไม่เหยียดข้อศอก งอข้อศอกนิดๆ ขณะหิ้วของก็คอยขยับข้อศอกให้งอมากขึ้นบ้าง งอน้อยลงบ้าง เหมือนคนเล่นกล้ามขยับดัมเบลเพื่อออกกำลังแขน ถ้าล้าก็หยุดแล้ววางลง เหมือนเล่นกล้ามครบเซ็ทแรกแล้วพักรอเล่นเซ็ทที่สอง ของที่หนักเกินกำลังก็เว้นเสียไม่ต้องหิ้ว ถ้าไม่มีคนช่วยก็ต้องทะยอยขนหลายรอบ หรือหากหนักเกินกำลังนักก็ไม่ต้องซื้อมันซะเลย โดยวิธีนี้การหิ้วของหรือการทำกิจกรรมใดๆเช่นกวาดพื้นก็จะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้น มากขึ้น

     2. การชูดัมเบลที่หนักมากไว้เหนือศีรษะ จะแตกต่างจากการใช้ดัมเบลที่เบาเล่นกล้ามในท่าต่างอย่างไร ตอบว่ามันมีประโยชน์เหมือนกันนั่นแหละ แต่กรณีที่ใช้ดัมเบลที่เบาแล้วแขนมันยังย้วยยังไม่แข็งแรง การเพิ่มน้ำหนักของดัมเบลก็จะทำให้กล้ามเนื้อได้รับการฝึกมากขึ้น คือเป็นการเพิ่มการฝึกระดับธรรมดาไปเป็นระดับเอ็กซตร้า นี่ว่ากันตามมาตรฐานคนแก่นะ การชูดัมเบลที่หนักมากที่สุดที่ตัวเราจะยกได้ ประโยชน์ที่ได้ทันทีก็คือมันจะบังคับให้กล้ามเนื้อไม่เฉพาะท่อนบนอย่างแขน หน้าอก ไหล่ เท่านั้นที่ต้องเกร็งรับน้ำหนัก แต่หากทำท่ายืนให้เป็น คือยืดตัวขึ้นตรงแล้วแขม่วพุงไว้ด้วย มันจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแร็งด้วย รักษาปวดหลังได้อีกต่างหาก และถ้ายืนแบบกางขานิดๆย่อเข่าหน่อยๆ มันก็จะช่วยฝึกให้กล้ามเนื้อท่อนล่างทั้งหน้าขาหลังขาและน่องให้แข็งแรงด้วย เรียกว่าท่าเดียวฝึกกล้ามเนื้อได้ทั้งตัว นอกจากนีิ้มันยังทำง่ายไม่ต้องจดจำท่าอะไรมากมาย คือแค่ชูดัมเบลขึ้นเหนือศีรษะแล้วคงอยู่ในท่านั้นนิ่งๆ จนตัวสั่นเทิ้มและหมดแรงจึงค่อยเอาลง

     การจะฝึกแบบนี้ผมมีประเด็นสำคัญอยู่สี่ประเด็นเท่านั้น คือ

     (1) ในการเลือกดัมเบลให้เลือกแต่ละข้างให้หนักที่สุดที่ตัวเราจะยกได้ (โดยทั่วไปคนตัวใหญ่ก็ประมาณข้างละ 5 กก.สำหรับผู้หญิง หรือข้างละ 10 กก.สำหรับผู้ชาย บวกลบได้ข้างละ 1-3 กก.ตามกำลังของแต่ละคน) คือต้องไปลองยกเองที่ร้านขาย กรณีจะฝึกท่านี้อย่ามักน้อยเรื่องน้ำหนักดัมเบล เพราะตอนแรกนึกว่าหนักแล้วแต่นานไปมันจะเบาขึ้น

    (2) เวลาชูดัมเบลขึ้น อย่าเหยียดแขนจนสุด (lock elbow) เพราะทำแบบนั้นกล้ามเนื้อจะหลบอาศัยกระดูกและเอ็นให้ทำงานแทน ให้งอศอกนิดๆ และขยับศอกแบบเหยียดบ้างหุบบ้างเบาบ่อยๆอย่าอยู่นิ่งเสียทีเดียว ให้นิ่งแต่ตัวและขา แต่ว่าแขนและศอกให้ขยับนิดๆ

    (3) การชูดัมเบลนิ่งเหนือศีรษะนี้ต้องอยู่หน้ากระจกที่มองเห็นท่าร่างของตัวเองด้วย คอยดูหลังให้ตรง ไม่ให้ค่อม ท้องให้แขม่ว ไม่ให้พุงแอ่น เข่าให้งอนิดๆไม่เหยียดตรง (ไม่ lock knee)

     (4) ให้ชูดัมเบลไว้เหนือศีรษะนานจนหมดแรง ระหว่างชูให้หายใจเข้าออกช้าๆไป อย่าเบ่ง อย่ากลั้นหายใจ ระหว่างชูอยู่หากทั้งร่างกายสั่นเทิ้มนั่นยังไม่ถือว่าหมดแรง นั่นเป็นการฝึกกล้ามเนื้อปกติ แต่หากแขนโดยเฉพาะที่รอบๆข้อศอกและข้อไหล่เริ่มจะล้า แสดงว่าเอ็นรอบข้อซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดใกล้จะหมดแรงแล้ว เป็นเวลาที่ควรค่อยๆเอาดัมเบลลง ใหม่ๆชูได้สัก 10 วินาทีนี่ก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่เมื่อกล้ามเนื้อและเอ็นแข็งแรงขึ้นจะชูได้นานขึ้น หากชูอยู่ได้ถึง 5 นาทีได้ก็ถือว่าเจ๋ง

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์    

06 สิงหาคม 2560

เฮ้ย..ย มันง่ายเกินไปหรือเปล่า

    วันนี้ผมเพิ่งสอน MBT มา มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นในชั้นเรียนหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่อง "เฮ้ย..ย" ผมจึงอยากจะเขียนทิ้งไว้ที่นี่ ก่อนที่ผมจะลืม

     แต่ก่อนที่จะเขียนถึงเฮ้ย ผมขอเขียนปูพื้นถึงเรื่องที่สอนที่เรียนกันไปวันนี้คลุกเคล้าไปด้วยนะ เพื่อให้ท่านจำเฮ้ยได้

    ในชั้นเรียนเราคุยกันว่าชีวิตประกอบด้วยสามอย่างคือ "กาย (body)" "ใจ (mind)" และ "ความรู้ตัว (awareness)" การมองชีวิตให้ครอบคลุมทั้งสามด้านนี้เรียกว่าเป็นการมองชีิวิตแบบองค์รวม (holistic view)

     ใจหรือ mind นั้น เราจะรับรู้ถึงมันได้ง่ายเมื่อมันมีกิจกรรม กิจกรรมของใจก็คือการคิด หรืือมีความคิด (thought) การคิดนี้มีองค์ประกอบสองส่วนคือ

     "ความสนใจ (attention)" กับ
     "เป้า (object)" ที่ใจไปรับรู้

     ความสนใจนี้ป็นเครื่องมือหากินของความรู้ตัว (awareness) เปรียบไปก็เหมือนดวงอาทิตย์เป็นความรู้ตัว ความสนใจเป็นแสงอาทิตย์ ส่วนเป้าที่ใจไปรับรู้เป็นเสมือนต้นไม้ก้อนหินหรืออะไรก็ตามที่แสงอาทิตย์ส่องไปถึง
     หรือเปรียบอีกอย่างก็คืือความสนใจเหมือนแสงไฟฉายกระบอกนี้ มันฉายออกมาจากหลอดไฟตรงนี้ซึ่งเปรียบเหมือนความรู้ตัว เมื่อแสงจากความรู้ตัวถูกฉายไปกระทบกล่องลำโพงนั้น กล่องลำโพงนั้นคือเป้า เมื่อความสนใจสาดไปกระทบเป้าใด ความคิดเรื่องเกี่ยวกับเป้านั้นก็เกิดขึ้น เป้านั้นอาจจะเป็นภาพ เสียง สัมผัส หรือเป็นความคิดก็ได้ เมื่อลำแสงไฟฉายฉายผ่านเลยออกจากเป้านั้นไป เราก็มองไม่เห็นเป้านั้นอีกต่อไปแล้ว ความคิดเกี่ยวกับเป้านั้นก็หยุดลง ดังนั้นความสนใจหรือลำแสงของไฟฉายนี้จึงมีอำนาจมีอิทธิพลมาก มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะคิดอะไร มันสาดส่องไปที่สิ่งไหน ความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น สิ่งนั้นก็สำคัญขึ้น พอมันฉายผ่านเลยไปที่อื่น ความคิดเกี่ยวก้บเป้านั้นก็หยุดลง สิ่งนั้นก็หมดคววมสำคัญ

     พูดถึงความคิด ขึ้นชื่อว่าความคิดก็มีทั้งแบบบวกและแบบลบ ความคิดลบส่งผลลบต่อร่างกายซึ่งเรียกว่าความเครียด ซึ่งเป็นเหตุของความทุกข์ใจและเป็นเหตุของการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆที่วงการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หาย การจะแก้ไขก็ต้องทำด้วยการวางความคิดลง โดยการดึงความสนให้ใจถอยออกจากความคิดซึ่งเป็นเป้าทีี่ภายนอกกลับไปสู่ภายใน ไปอยู่กับความรู้ตัวอันเป็นต้นกำเนิดของมัน

     พูดถึงความรู้ตัว (awareness) มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถจับต้องได้หรือรับรู้ได้ด้วยอยาตนะใดๆไม่ว่าจะเป็นตาหูจมูกลิ้นผิวหนังก็ตาม และไม่อาจรับรู้ได้ด้วยการคิดจินตนาการเอา แต่จะรับรู้ได้โดยการแกะหรือปลดความสนใจให้หลุดออกจากเป้าที่ภายนอก ให้ความสนใจนั้นมันหดกลับลงไปสู่ภายใน กลับไปสู่ความรู้ตัวอันเป็นต้นกำเนิดของมันเท่านั้น ความรู้ตัวเป็นเสมือนความว่างที่มีจุดศูนย์กลางซึ่งผมสมมุติเอานะว่าน่าจะอยู่ประมาณบริเวณหน้าอกของเรา มันเป็นความว่างที่ไม่มีขอบเขต หมายความว่ายืดหดได้ไม่สิ้นสุด ในเชิงความลึกมันก็เป็นเหมือนหลุมที่ไม่มีก้น คือลึกได้ไม่มีที่สุด มันมีลักษณะเป็นความตื่น คือไม่หลับ สามารถรับรู้อะไรได้ และมีความเบิกบานเป็นลักษณะประจำตัว พูดสั้นๆง่ายๆว่าความรู้ตัวมีลักษณะว่าง ตื่น รู้ เบิกบาน

     กลับมาหาเรื่องความคิดอีกครั้ง เมื่อแรกเกิดมานั้น เราเกิดมาพร้อมกับร่างกายและความรู้ตัว คือมีความตื่น มีความสามารถรับรู้ แต่ยังไม่มีความคิด เราค่อยๆเรียนรู้ว่าร่างกายนี้เป็นส่วนที่ตัวเราเองควบคุมได้ สิ่งแวดล้อมอื่นๆตัวเราเองควบคุมไม่ได้ คือเราเรียนรู้ว่านี่เป็น "ฉัน" โน่นไม่ใช่ฉัน ดังนั้น "ฉัน" เป็นความคิดแรกของมนุษย์เรา เป็นความคิดโดดๆ

     จากความคิดเดี่ยวๆโดดๆจากนั้นเราก็ค่อยๆเรียนรู้เอาหลายๆความคิดที่คล้ายกันมาเกี่ยวเนื่องกันมาผูกกันเป็นชุดเหมือนเอาฟางหลายเส้นมามัดกันเป็นเส้นเชือก เกิดเป็นชุดของความคิดหรือคอนเซ็พท์ (concept) เช่นเมื่อรู้จัก ”ฉัน” แล้วเราก็เรียนรู้คอนเซ็พท์ "ของฉัน" ของเล่นของฉัน แม่ของฉัน พ่อของฉัน ดังนั้นคอนเซ็พท์เป็นความคิดในรูปแบบที่สองถัดมาจากความคิดโดดๆโดยมีความคิด "ฉัน" เป็นแก่นกลาง  การที่แต่ละคนมีชื่อนามสกุลของตัวเอง ชื่อและนามสกุลนี่ หรือความเป็นบุคคลนี่ก็เป็นคอนเซ็พท์ การที่เราถูกสอนให้ทำแต่ความดีอย่าทำชั่ว ดีและชั่วนี่ก็เป็นคอนเซ็พท์

     เมื่อเราโตขึ้น คอนเซ็พท์หลายๆอย่างเราถูกพร่ำสอนและย้ำเตือนจนเราจำได้ขึ้นใจและส่วนหนึ่งมันจะค่อยๆกลายเป็นความเชื่อ (belief) ดังนั้นความเชื่อก็คือความคิดในรูปแบบที่สามถัดมาจากความคิดโดดๆและคอนเซ็พท์ เมื่อเราเชื่อในคอนเซ็พท์ใด เราจะปักใจว่าคอนเซ็พท์นั้นเป็นเรื่องจริง ทั้งๆที่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นแค่ความคิด ขึ้นชื่อว่าความคิดก็เป็นเพียงแต่สิ่งที่เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ไม่มีความคิดอันไหนจะเป็นของจริงแท้ไปได้หรอก

     เมื่อปักใจเชื่อในคอนเซ็พท์ต่างๆมากระดับหนึ่ง เราจะเกิดความรู้สึกว่าเราเป็นบุคคลคนหนึ่งขึ้นมา ก่อนหน้านั้นเราไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้ แม้พ่อแม่จะตั้งชื่อให้เราแล้วเราก็ไม่มีความรู้สึกว่าเราเป็นบุคคลคนหนึ่ง แต่นานไปใครต่อใครเรียกชื่อเราซ้ำๆซากๆและทุกครั้งที่เรียกก็จะตามมาด้วยการเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับตัวเรา ทำให้เราเริ่มเชื่อว่าเราเป็นบุคคลคนหนึ่ง มีตัวตน (identity) ที่ชื่อนั้นชื่อนี้ มีความเชื่อในคอนเซ็พท์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่นเชื่อว่าเรารักความยุติธรรม เป็นลูกที่กตัญญู เป็นต้น ดังนั้นความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลๆคนหนึ่งนี้จริงๆแล้วก็เป็นเพียงความคิดในรูปแบบที่สี่ ซึ่งไม่มีอะไรเป็นของจริง แต่ยิ่งมีความเชื่อในคอนเซ็พท์หนักแน่น ความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นบุคคลนี้ยิ่งรุนแรง บรรทัดฐานของสังคมก็เสริมให้เราเชื่อในความเป็นบุคคลของเรามากขึ้น เราไปติดต่องานคนก็จะถามหาบัตรประชาชน เพศ อายุ วันเกิด การศึกษา ทั้งหมดนี้คือคอนเซ็พท์ที่ช่วยตอกย้ำความเป็นบุคคลหรือ identity ของเรา มันดูเป็นของจริงจนเราแทบคิดไม่ออกเลยว่าความเป็นบุคคลของเรานี้มันจะเป็นเพียงแค่ความคิดไปได้อย่างไร

      ในบรรดาสามองค์ประกอบของชีวิตคือ (1) กาย (2) ใจ และ (3) ความรู้ตัวนี้ หากเราประเมินเอาจากประสบการณ์จริงของเราเอง ไม่ต้องไปสนใจคำสอนทางศาสนาใดๆ เราก็ยังสามารถะสรุปได้ง่ายๆด้วยตัวเองเลยว่า ใจหรือความคิดเป็นอะไรที่แปรเปลี่ยนสูญหายไปได้ง่ายที่สุด แป๊บเดียวก็เปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงช้า แต่ก็ใช่ว่าจะถาวร ร่างกายของเราตอนเป็นเด็กเจ็ดขวบกับตอนนี้ก็เปลี่ยนเรื่อยมาจนจำเค้าเดิมไม่ได้ มีแต่ความรู้ตัวเท่านั้นที่จีรังไม่เคยเปลี่ยน อย่างน้อยก็ตั้งแต่เราจำความได้มาจนถึงวันนี้ ความรู้ตัวก็ยังเป็นความรู้ตัวอันเดิม เราก็ยังรู้ตัวว่าเป็นเราคนเดิม อยู่ที่นี่ในใจเราเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

      เมื่อความคิดเป็นต้นเหตุของความเครียด การจะไม่เครียดก็ต้องวางความคิดลง นั่นหมายถึงการวางคอนเซ็พท์ ความเชื่อ และความเป็นบุคคลของเราลงไปด้วย ซึ่งมีวิธีทำหลายวิธี แต่ผมสอนให้คุณทำวิธีเดียว คือวิธีแกะหรือปลดความสนใจออกจากเป้าที่ภายนอกซึ่งก็คือความคิด ให้มันหดกลับเข้าไปสู่ภายในตัว ไปสู่ความรู้ตัวซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ของมัน

     วิธีที่จะดึงความสนใจออกจากเป้าภายนอกให้หดกลับเข้าไปสู่ภายใน ผมแนะนำให้ใช้วิธีตั้งคำถามกับตัวเองด้วยคำถามประโยคเดียวว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" แล้วพยายามตอบคำถามนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นขณะพยายามตอบคือความสนใจจะถูกแกะหรือปลดออกจากเป้าใดๆที่ภายนอกให้หดกลับเข้าสู่ภายในมาอยู่ที่ความรูุ้ตัวอันเป็นบ้านของมันอย่างเป็นอัตโนมัติ เมื่อความสนใจกลับเข้ามาอยู่กับความรู้ตัว เราก็จะเกิดความมั่นใจที่จะตอบตัวเองได้ว่า "ฉันรู้ตัวอยู่" จากนั้นให้ "กัน" หรือ "ปล่อย" ให้ความสนใจจมอยู่กับความรู้ตัว ให้มันจมลึกลงไปๆให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ถ้าเผลอ มันก็จะหลุดออกวิ่งไปหาเป้าภายนอกใหม่ เมื่อเผลอปล่อยมันไปแล้ว ก็ตั้งคำถามใหม่อีกว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" เพื่อเริ่มการดึงความสนใจให้กลับเข้าบ้านอีก การทำเช่นนี้ทำได้ทั้งขณะนั่งสมาธิหรือขณะใช้ชีวิตประจำวัน เราจะทราบว่าเราก้าวหน้าหรือไม่จากการตัวชี้วัดสองอย่างคือ ถ้าเราก้าวหน้าจะพบว่า (1) ความคิดลดลง และ (2) จิตใจเบิกบานมากขึ้น

     "หนูมีความคิดเกิดขึ้นว่า เฮ้ย.. การวางตัวตนนี้ มันก็เป็นแค่คอนเซ็พท์ที่พูดกันหรือเปล่า หนูเองเมื่อยี่สิบปีก่อนก็เคยไปที่สวนโมกข์ ก็พูดกันมากถึงการวางอัตตา แต่ก็เป็นแค่การพูดกัน ไม่มีใครทำได้  มันคงไม่ง่ายอย่างนี้หรอก มันต้องมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า"

     "เฮ้ย..ย"

     นี่เป็นคำสำคัญนะ เฮ้ยนี่เป็นความคิด เป็นความคิดที่อันตรายด้วย คือมันเป็นความสงสัย ความสงสัยนี่เป็นตััวร้าย เป็นความคิดชนิดที่จะลากจูงเราออกไปจากเกมเสียก่อนที่เราจะได้ทันวางความคิดลง ขณะหน้าสิ่วหน้าขวานกำลังจะเห็นดำเห็นแดงกันอยู่แล้ว พอเจ้าเฮัยนี้มาเท่านั้นแหละ เราก็ถูกดึงกลับไปหาความคิดทันที กลับไปตั้งต้นที่สนามหลวงกันใหม่ กลับไปตั้งต้นเสาะหาคำตอบกันใหม่ กลับไปอ่านหนังสือใหม่ ไปฟังอาจารย์คนใหม่ แล้วหนังสือก็ดี อาจารย์ก็ดี ก็เป็นเพียงความคิดอีกความคิดหนึ่ง ซึ่งจะพอกไปบนความคิดเดิมที่สับสนอลหม่านและมากมายเกินพออยู่แล้ว ความคิดแรกที่จะต้องวางลงก็คือหนังสือนั่นแหละ แล้วหันมาเดินหน้าถามตัวเองว่า "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" ถามแล้วพยายามตอบ จนความสนใจผละจากความคิดกลับไปอยู่กับความรู้ตัวได้สำเร็จ

     ประเด็นสำคัญที่ผมจะชี้ตอนนี้คือหากคุณอยากจะพบความสุข คุณต้องหยุดแสวงหาหนทางที่จะคลี่คลายความสงสัย หันหลังให้กับคำว่า เฮ้ย..ย แล้วลงมือชักนำความสนใจออกจากเป้าภายนอกกลับไปสู่ความรู้ตัวที่ภายใน ที่นี่เลย เดี๋ยวนี้เลย อย่าลืมว่าหนังสือก็ดี คำแนะนำของใครก็ตามรวมทั้งของผมเองด้วย ล้วนเป็นความคิด ไม่มีความคิดในรูปแบบใดๆไม่ว่าจะเป็นคอนเซ็พท์ ความเชื่อ หรือความสำคัญมั่นหมายในตัวตนจะพาคุณไปพบความสุขที่ถาวรได้ เพราะความสุขถาวรมีอยู่แต่ในความรู้ตัวซึ่งเป็นที่ที่ปราศจากความคิดเท่านั้น ความรู้ตัวเท่านั้นที่เป็นของจริงที่จีรัง มันอยู่ที่นี่อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้แล้ว ทีี่ในตัวคุณนี่เอง เพียงแค่คุณวางความคิดลง คุณก็เข้าถึงมันได้แล้ว

     "ความสุขไม่ใช่เกิดจากเราได้สนองตอบความต้องการของเราได้สำเร็จหรือครับ"

     มองเผินๆคล้ายจะเป็นอย่างนั้นนะ พอเราอยาก เราก็ดิ้นรนสนองความอยาก เมื่อความอยากนั้นได้รับการสนอง เราก็มีความสุข จึงดูเหมือนว่าความสุขเกิดจากการได้สนองความอยากสำเร็จ แต่ความเป็นจริงคือว่าความสุขเกิดขึ้นจากการที่เรามีความรู้ตัว หมายความว่าเมื่อความสนใจของเราทิ้งเป้าที่ข้างนอกหันกลับไปอยู่กับความรู้ตัวที่ข้างใน พอมีความอยากเกิดขึ้น หมายความว่าความสนใจที่เดิมอยู่ในบ้านอยู่ดีๆได้วิ่งจู๊ดออกจากบ้านไปหาเป้าที่อยู่ข้างนอกอีกแล้ว เราก็ร้อนรนกระวนกระวายเพราะความอยาก ก็ต้องไปดิ้นรนสนองตอบต่อความอยากนั้น พอสนองได้แล้วความสนใจก็ละจากเป้าซึ่งเป็นความอยากเดิมนั้นหดกลับมาอยู่กับความรู้ตัวได้อีกครั้งแม้จะชั่วคราว เราก็มีความสุขได้อีกครั้ง เราจึงนึกว่าความสุขเกิดจากการได้สนองความอยาก แต่แท้ัจริงความสุขเกิดจากความสนใจได้ผละทิ้งความอยากนั้นกลับไปสู่ความรู้ตัว

     เปรียบเหมือนวันอากาศร้อน คนสองคนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพื่อแสวงหาความร่มเย็น คนหนึ่งนั่งได้สักพักก็ออกไปค้นหาความสงบเย็นที่ข้างนอกเงาต้นไม้ ไปโดนแดด พักหนึ่งก็บอกว่าร้อนๆแล้วก็กลับเข้ามานั่งใต้ต้นไม้แล้วจึงรู้สึกเย็น แต่อีกพักเดียวก็ออกไปค้นหาอะไรที่กลางแดดอีกแล้ว แล้วก็บอกว่าร้อนๆอีก เข้าๆออกๆร่มไม้อยู่อย่างนี้ ขณะที่อีกคนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ตลอดไม่ออกไปไหน เขาก็ได้รับความร่มเย็นตลอดไม่ต้องเจอความร้อนเลย คนที่เข้าๆออกๆเสมือนคนที่มีความอยากแล้ววิ่งตามสนองซ้ำซาก ส่วนคนที่นั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้เสมือนคนที่อยู่กับความรู้ตัวตลอดโดยวางความอยากลงเสีย

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

04 สิงหาคม 2560

มาตรฐานไขมันคนไทยวัยกินข้าวราดผัดสิ้นคิดโปะไข่ดาว

กราบเรียน อาจารย์หมอ สันต์ ครับ

ขออนุญาตแนะนำตัวและเล่าเรื่องก่อนครับ
ผมอายุ 32 ปี สูง 188 ซม ปัจจุบันปี 2017 หนัก 87 กก. (ปี 2011 หนัก 98 กก.) ความดันเลือด 123/62 ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พ่อแม่ไม่มีสายตรงพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นโรคหัวใจครับ มีแต่โรคมะเร็งครับ ตาเป็น มะเร็งตับ ย่าเป็น มะเร็งปอด ป้าเป็นมะเร็งเม็ดเลือด
เรื่องอาหารการกิน ซื้อกินที่บริษัท มื้อเช้าส่วนใหญ่ข้าวราดเช่น ผัดกระเพราหมู หรือ หมูทอดแบบแห้งๆ ไม่ติดมัน และ ไข่ต้ม 1 ฟอง โดยไม่ดื่มชาหรือกาแฟใดๆ กินน้ำเปล่า และเนื่องจากเป็นอาหารที่โรงอาหารจึงไม่ทราบวิธีการปรุงครับ กลางวัน : ข้าวหรือก๋วยเตี๋ยว เช่น ข้าวแกง ผัดผัก หรือ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส ไม่ปรุง และ ผลไม้ เช่น สาลี่ แคนตาลูป เย็น : กับข้าวทั่วไป ที่ไม่มัน ไม่กะทิ เช่น แกงจืด ผัดผัก และน้ำเปล่า
ผมตรวจพบค่า CHOL สูงตั้งแต่ปี 2011 ( ตามตารางด้านล่างและไฟล์แนบ)

Month/YearCHOLTRIHDLLDLSGOTSGPTFBS
Sep-1125610460.4164.7201692
Sep-122424675.1164.4221581
Jul-132693497.9166211892
Jul-142663991.6175.4201479
Aug-152813598.4179.8191592
Sep-162414684.2169.4211789
Jul-1727656741917313783
 จากการตรวจประจำปีของบริษัท คุณหมอที่ตรวจจึงแนะนำให้ออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ผมจึงออกกำลังกายโดยการวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร สลับกับว่ายน้ำ เล่นเวทเทรนนิ่งเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มเติม : หลังเวทเทรนนิ่งไม่ได้กินเวย์ หรือ นม เพราะ ไม่ย่อย และท้องอืด ครับ กินแค่อาหารหลักทั่วไปครับ ไม่ได้กินขนม ไม่กินน้ำอัดลมเลยครับ แต่ผลตรวจประจำปี 2012-2016 ก็ยังพบค่า CHOL สูงมาโดยตลอดและคุณหมอ (เปลี่ยนคุณหมอไปทุกปีเนื่องจากเป็นการตรวจประจำปี) ก็แนะนำเหมือนเดิมคือ ให้ออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ผมก็แจ้งว่าออกกำลังกายทุกวันและควบคุมอาหารมาโดยตลอดทำไมค่า CHOL ยังไม่ลดลงอีก คุณหมอจึงบอกว่าให้ออกกำลังมากกว่าเดิมอีก จนถึง July ปี 2017 ผมไปตรวจเลือดกับ รพ ... แทน ค่า CHOL ก็ยังสูง และพบค่า SGOT, SGPT สูงมากขึ้น 4 และ 9 เท่าตามลำดับด้วย และคุณหมอแจ้งว่าทำไมผมไม่กินยารักษาตั้งนานแล้วปล่อยมาถึง  6 ปี ผมจึงแจ้งว่าไม่มีคุณหมอท่านไหนแนะนำให้ทานยา ค่า HDL ผมสูงมากบางปีมากกว่า 90 ซึ่งเป็นผลดี มาจากการออกกำลังกาย ค่า TRI ต่ำมากบางปี 30 ซึ่งเป็นผลดี มาจากการควบคุมอาหาร แต่ค่า LDL ยังคงสูงต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากพันธุกรรม เป็นแบบนี้ ต่อให้ออกกำลังกายและควบคุมอาหารอีกกี่ปีก็ไม่ลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และค่า LDL สูงมากกว่า 190 แล้วจึงต้องกินยาลด LDL และตรวจเลือดสม่ำเสมอทุก 1 เดือน ค่า SGOT, SGPT สูงมากขึ้น เนื่องจากเกิดภาวะไขมันพอกตับแล้ว จึงต้องกินยา

ผมจึงอยากเรียนถามอาจารย์หมอดังนี้ครับ

1. ยาที่คุณหมอให้กินคือ LIVALO 2 mg 1 เม็ด หลังอาการเช้า ทุกวัน ต้องกินต่อเนื่องไหม
2. ยา SAMARIN 140 1 เม็ด หลังอาหาร เช้า,กลางวัน, เย็น ทุกวัน จำเป็นต้องกินตามที่คุณหมอแนะนำไหมครับ เนื่องจาก LDL มาจากพันธุกรรม ออกกำลังกายก็ไม่ลด (ส่วนตัวไม่ค่อยอยากกินยา) ต้องกินไปตลอดชีวิตไหมครับ เพราะมาจากพันธุกรรม
3. หากหยุดกินค่า LDL จะสูงเหมือนเดิมไหมครับ เพราะมาจากพันธุกรรม
4. เคยได้ยินว่ายาลดไขมันที่กินจะมีผลต่อตับไหมครับ เนื่องจากค่าตับสูงอยู่แล้ว
5. การออกกำลังกายวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร สลับกับว่ายน้ำ เล่นเวทเทรนนิ่งเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 5-6 ปีไม่ช่วยลดค่า LDL เลยหรอครับ แต่ทำไมคุณหมอทุกคนปี 2011-2016 แนะนำให้ออกกำลังกาย
6. ค่า LDL ขึ้นกับพันธุกรรมถูกต้องไหมครับ
7. ค่า SGOT, SGPT ในปี 2011-2016 ทำไมถึงยังอยู่ในเกณท์ ทั้งๆที่ค่า LDL ก็ สูงมาโดยตลอด แต่พอปี 2017 ค่า SGOT, SGPT กับสูงขึ้นมาก 4 และ 9 เท่าตามลำดับ
8. ภาวะไขมันพอกตับ จะหายจากการกินยา  LIVALO 2 mg และ SAMARIN 140 ไหมครับ
9. ผมยังต้องออกกำลังกายอยู่ไหมครับ ถ้า LDL มาจากพันธุกรรมครับ

เพิ่มเติม ไม่รู้จะเกี่ยวกับที่ตับและ LDL สูง ไหมครับ ก่อนหน้านี้มีอาการท้องอืด ไม่ย่อย คุณหมอให้ส่องกระเพาะอากหาร พบเชื้อ H Pylori จึงให้ยามากิน 3 ตัว (จำชื่อยาไม่ได้ แต่กินแล้วขมคอและถ่ายป็นสีดำ)   กิน 2 อาทิตย์ วันที่ 1-15 กค แต่ตรวจเลือด (รพ และ หมอ คนละที่กับส่องกล้อง) ที่พบค่าตับสูงวันที่ 21 กค ตอนนี้รอไปเป่าลูกโป่งวันที่ 19 สิงหา เพื่อตรวจเชื้อ H Pylori อีกครั้งครับ
ขอบพระคุณ อาจาร์หมอ สันต์ มากครับ

...................................................

ตอบครับ

1. ถามเรื่องยาลดไขมัน LIVALO (pitavastatin) ขอแยกตอบเป็นสองประเด็นนะ

     1.1 กรณีของคุณจำเป็นต้องกินยาลดไขมันไหม ตอบว่ากินก็ได้ ไม่กินก็ได้ เพราะประโยชน์และความเสี่ยงของยาในกรณีของคุณมันก้ำกึ่งกันมาก

    กล่าวคือยานี้ปกติมันเป็นของดีสำหรับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดแล้ว (เช่นทำบอลลูนมาแล้ว หรือหัวใจวายมาแล้ว) หรือคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค (เช่นสูบบุหรี่ หรือความดันสูง หรือมีกรรมพันธ์เป็นโรคนี้เป็นต้น) สำหรับคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่ำอย่างคุณนี้ ยานี้มีประโยชน์น้อยมาก แต่วงการแพทย์ก็ตกลงกัน (NCEP/NICE) ว่าคนที่มีความเสี่ยงต่่ำหากปรับอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว LDL ยังเกิน 190 ก็ควรจะให้กินยา นี่เป็นข้อตกลงนะ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย หลักฐานสนับสนุนแม้จะมีไม่มาก แต่วงการแพทย์เขาตกลงอย่่างนี้แล้วผมก็แนะนำตามนี้ แต่ว่ากรณีของคุณยังมีอีกสามประเด็น

     ประเด็นที่ 1. เขาตีเส้นแดงไว้ที่ 190 ของคุณตรวจได้ 191 แพทย์ที่เถรตรงก็ถือว่าสูงกว่าเส้นแดงมีข้อบ่งชี้ต้องให้ยา แต่การแพทย์มันไม่ใช่คณิตศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์นะ ถ้าตัวชี้วัดมันคาบลูกคาบดอกก็ควรต้องเอาปัจจัยอื่นมาพิจารณาประกอบ

     ประเด็นที่ 2. โครงสร้างไขม้ันในเลือดของคุณ (HDL) สูงมาก ซึ่งคนแบบนี้มีข้อมูลยืนยันจากงานวิจัยชุมชนฟรามิงแฮมว่ามีโอกาสเป็นโรคต่ำมาก คนอย่างคุณจึงไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการกินยาสะแตตินเพราะยานี้กินเพื่อป้องก้ันการตายจากโรค มันจึงมีประโยชน์ในคนที่มีความเสี่ยงตายจากโรคมาก คุณมีโอกาสเป็นโรคน้อย มีความเสี่ยงตายจากโรคน้อย ยาจึงแทบไม่มีบทบาทอะไร

     ประการที่ 3. ดูจากบันทึกการกินอาหารที่คุณให้มา สองมื้อในสามมื้อคุณแขวนท้องไว้กับโรงอาหารที่บริษัทซึ่งทำอาหารไทยแบบรูดมหาราชเช่นผัดสิ้นคิดมันย่องโปะไข่ดาวให้กิน อาหารแบบนี้มีแคลอรี่สูงจากน้ำมันที่ใช้ผัดทอด จึงย่อมจะต้องทำให้ไขมันในเลือดสูงแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ที่คนไทยวัยผู้ใหญ่ที่เดินถนนทุกวันนี้ไขมันในเลือดสูงกันเกือบ 50% ก็เพราะกินอาหารนอกบ้านแบบคุณนี้แหละ คุณจึงยังมีโอกาสที่จะลดไขมันผ่านการปรับอาหารได้อีกมากถ้าคุณจะทำจริง

     สรุปว่าหมอคนก่อนจะแนะนำยังไงก็เรื่องของเขา ผมอาจจะให้คำแนะนำที่แตกต่างออกไป เป็นธรรมดาว่ามากหมอก็มากความ ให้คุณใช้ดุลพินิจเอาเองว่าจะทำตามใคร ถ้าคุณไม่ทำตามผมผมก็ไม่ว่าอะไรนะ เพราะผมมีหน้าที่สอนให้คุณสามารถตัดสินใจดูแลตัวเองได้เท่านั้น  คือผมแนะนำคุณว่าคุณยังไม่ต้องกินยาแต่ควรจะขยายเวลาปรับอาหารออกไปอย่างน้อย 6 สปด. - 6 เดือนแล้วแต่สะดวก เพื่อปรับอาหารการกินอย่างเข้มงวด ในประเด็นต่อไปนี้

(1) ลดอาหารเนื้อสัตว์ลง หรือเลิกเนื้อสัตว์ไปก่อนก็ยิ่งดี
(2) ลดไข่ที่กินทุกวันลงไปด้วย เพราะสำหรับคนไขมันในเลือดสูงอยู่แล้วบางคน เมื่อลดไข่ ไขมันในเลือดจะลดลง
(3) เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะธัญพืชไม่ขัดสีช่วยลดไขมันเลวในเลือดได้
(4) เลิกเมนูผัดทอด กินแต่เมนูอบ ต้ม แกง นึ่ง ย่าง หรือกินสดๆอย่างสลัดหรือน้ำพริกผักจิ้มแทน ถ้าอยากกินผัดกินทอดก็ให้ทำเองโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน
(5) เพิ่มอาหารพืชผักผลไม้รวมทั้งถั่วต่างๆ เพิ่มเยอะๆ กินวันละเป็นถาดๆได้ยิ่งดี

   ครบหกสัปดาห์แล้วเจาะเลือดซ้ำ หาก LDL ยังสูงเกิน 190 เส้นทางหลักคืือต้องปรับอาหารให้ยิ่งขึ้นไปอีก คือต้องมานั่งวิเคราะห์ว่าตรงไหนหรือเมนูไหนที่ทำให้แคลอรี่ในอาหารสูงกว่าการเผาผลาญที่ออกกำลังกายไป ขณะเดียวกัน ณ จุดนั้นการกินยาลดไขมันขนาดต่ำ (เช่น pitavastatin 1 mg) ควบไปด้วยในระยะแรกก็เป็นทางเลือกที่ด่ีทางหนึ่งนะ เป็นทางเลือกนะครับอย่าลืม ไม่ใช่ข้อบังคับหรือกฎหมาย บางคนนึกว่าการใช้ยาลดไขมันเป็นกฎหมาย มันไม่ใช่อย่างนั้น

     1.2 ถามว่ายานี้ต้องกินตลอดชีวิตไหม ตอบว่าไม่ต้อง ยาลดไขมันเมื่อปรับอาหารได้ดีไขมันไม่สูงก็หยุดยาได้ อย่าไปอ้างพันธุกรรม อาหารที่คุณกินนั่นแหละตัวดี คุณเองก็บอกว่าสายตรงของคุณไม่มีใครตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วจะอ้างพันธุกรรมได้อย่างไร คนไม่น้อยที่เอาง่ายเข้าว่าเอะอะก็อ้างพันธุกรรม การอ้างอย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไขมันสูงแบบมีพันธุกรรมหรืือไม่มีก็รักษาเหมือนกันคือต้องปรับลดไขมันในอาหารอย่างเข้มงวดเป็นสำคัญ

    2. ถามว่ายา SAMARIN จำเป็นต้องกินไหม ตอบว่าไม่จำเป็นต้องกิน ยานี้มันเป็น "ยาผีบอก" หมายความว่ามันไม่ใช่ยาที่วงการแพทย์ยอมรับเป็นยามาตรฐาน มันเป็นสมุนไพรชื่อ milk thistle หรืออะไรทำนองนี้แหละ สรรพคุณที่อวดอ้างว่าปกป้องตับรักษาตับอักเสบได้นั้นก็ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์ระดับงานวิจัยสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบใดๆรองรับดอก ดังนั้นผมแนะนำว่าถ้าคุณไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน แต่ถ้าคุณอยากกินก็เป็นเรื่องของคุณนะครับ ผมไม่ห้าม เพราะผมนับถือพังเพยโบราณที่ว่าหมูเขาจะหามอย่าเอาคานเข้าไปสอด

     3. ถามว่าหากหยุดกินยาสะแตตินแล้วค่า LDL จะสูงเหมือนเดิมไหมครับตอบว่าก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเปลี่ยนอาหารได้สำเร็จจริงจังแค่ไหนสิครับ ถ้าคุณกินอาหารเหมือนเดิม หยุดยาแล้วไขมันก็ย่อมจะกลับไปสูงเหมือนเดิม เพราะกลไกการทำงานของยานี้คือมันไปบล็อกไม่ให้ตับสร้างโคเลสเตอรอล พอไม่มีตัวบล็อก ตับก็สร้างใหม่ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนอาหารตามที่ผมแนะนำได้สำเร็จ หยุดยาตอนแรกไขมันจะเด้งขึ้นบ้าง แต่ต่อไปมันก็จะค่อยๆลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติเพราะไขมันจากอาหารที่จะเข้าไปเพิ่มไขมันในเลือดมันลดลง อย่าลืมว่าร่างกายนี้พระเจ้าไม่ได้สร้างโดยกำหนดสะเป๊กล่วงหน้ามาว่าต้องเอายาสะแตตินใส่น้ำประปากินตลอดชีพจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นะ ไม่ใช่อย่างนั้น ร่างกายนี้หากคุณรู้วิธีดูแลรักษามัน คุณไม่ต้องใช้ยาอะไรเลยมันก็อยู่ของมันได้ สะเป๊คของมันเป็นอย่างนั้น

     4.  ถามว่ายาลดไขมันมีผลต่อตับไหม ตอบว่ามีครับ คือมันมักทำให้เอ็นไซม์ตับสูงขึ้น แต่ไม่ได้มีพิษอะไรมากกว่านั้น ที่จะเป็นพิษจนตับวายนั้นมีน้อยระดับหนึ่งในแสน คือน้อยมาก ยาลดไขมันจะไปแสลงกับการเล่นกล้ามของคุณมากกว่า เพราะยาลดไขมันมีพิษต่อกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออักเสบและปวดกล้ามเนื้อได้ กรณีรุนแรง (ราวหนึ่งในสามพัน) อาจเกิดกล้ามเนื้อสลายตัวได้

     5. ถามว่าการออกกำลังกายวิ่งวันละ 10 กิโลเมตร สลับกับว่ายน้ำ เล่นเวทเทรนนิ่งเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 5-6 ปีไม่ช่วยลดค่า LDL เลยหรอครับ ตอบว่า อ้าว ก็ผลเลือดก็เห็นแล้วอยู่โต้งๆไง หิ หิ พูดเล่น คำตอบก็คือ LDL สัมพันธ์กับดุลของแคลอรี่และไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งทั้งสองอย่างนี้การปรับอาหารจะมีผลมาก การออกกำลังกายจะมีน้อย ตราบใดที่ยังมีไขมันอยู่ในร่างกายมาก (แปลว่าตราบใดที่ยังอ้วน) ค่า LDL ก็จะยังสูง การออกกำลังกายจะมีผลลด LDL ก็ต่อเมื่อการออกกำลังกายนั้นสามารถลดไขมันส่วนเกินในร่างกายลงได้อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น อย่างของคุณนี้ดัชนีมวลกาย 25 ก็ยังคาบเส้นแดงว่ายังน้ำหนักเกินอยู่ แปลว่ายังอ้วนอยู่นะ

     6. ถามว่าค่า LDL ขึ้นกับพันธุกรรมถูกต้องไหมครับ เอาอีกละ ชอบจังนะ พันธุกรรมเนี่ย ตอบว่าไม่ถูกครับ คนมีพันธุกรรมไขมันในเลือดผิดปกติมีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คนไทยอายุรุ่นคุณนี้ที่ไขมันในเลือดผิดปกติมีประมาณ 50% เพราะกินอาหารไทยจานด่วนสมัยใหม่เช่นผัดสิ้นคิดมันย่องราดข้าวโปะไข่ดาว

     7. ถามว่าค่า SGOT, SGPT ของคุณสูงเพราะอะไร ตอบว่าไม่ทราบครับ เพราะคุณไม่ได้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องมา สาเหตุที่ทำให้ตับอักเสบที่พบบ่อยก็คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี.หรือซี. การได้รับสารพิษ (เช่นยาและสมุนไพรต่างๆ) การดื่มแอลกอฮอล์ และการมีไขมันแทรกเนื้อตับ ทั้งหมดนี้หากเว้นเรื่องแอลกอฮอล์เสียอย่างเดียวแล้ว อย่างอื่นเป็นไปได้หมด แนะนำให้คุณงดยาและสมุนไพรเสียทั้งหมด (รวมทั้งสะแตตินด้วย) สักหนึ่งเดือน แล้วไปตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยแยกโรคตับอักเสบจากไวรัสบี.และซี. ได้ผลอย่างไรแล้วค่อยมาว่ากัน อยู่ดีๆจะโทษว่าตับอักเสบเพราะไขมันแทรกตับตะพึดโดยไม่มีข้อมูลการวินิจฉัยแยกโรคนั้น มันเป็นการวินิจฉัยแบบเดาเอา ซึ่งมันไม่แม่นเท่ากับวินิจฉัยโดยมีหลักฐานประกอบ

       8. ถามว่ายา Livalo และ Samarin จะทำให้ตับอักเสบหายไหม ตอบว่า "ไม่" ครับ งานวิจัยพบว่ายาสะแตติน (รวมทั้ง Livalo ด้วย) ไม่อาจรักษาตับอักเสบจากไขมันแทรกตับให้หายได้ ส่ว่นยาสมุนไพร Samarin นั้้นไม่มีหลักฐานระดับสุ่มตััวอย่างเปรียบเทียบที่เชื่อถือได้ใดๆเลยที่แสดงว่ามันจะทำประโยชน์อะไรให้ตับได้

     9. ถามว่ายังต้องออกกำลังกายอยู่ไหมครับ ถ้า LDL มาจากพันธุกรรม มาอีกละ พวกบ้าพันธุกรรม ก็เพิ่งพูดไปแหม็บๆว่าพันธุกรรมไม่พันธุกรรมไขมันสูงใช้วิธีรักษาเดียวกันทุกประการ ก็คือต้องปรับอาหาร สำคัญที่สุด และออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินสำคัญรองลงมา แปลว่าการออกกำลังกายก็ควรต้องทำต่อไปให้เป็นชีวิตปกติของคุณ

     10. ถามว่าก่อนหน้านี้ไปหาหมอเรื่องกระเพาะหมอให้ยาอะไรไม่รู้มาสามดัวกินแล้วถ่ายดำจะมีผลต่อตับไหม ตอบว่าคุณซึ่งเป็นคนกินยายังไม่รู้เลยว่าเป็นยาอะไร แล้วหมอสันต์จะตรัสรู้ได้ยังไงเนี่ย ผู้ป่วยไทยแตกต่างจากผู้ป่วยฝรั่งตรงนี้ คือหมอให้ยาอะไรก็รับมาหมดแต่ยาอะไรบ้างไม่รู้ กินไปทำไมไม่รู้ มีผลข้างเคียงอย่างไรก็ไม่รู้ อามิตตาภะ..พุทธะ แต่ถึงไม่รู้หมอสันต์ก็ตอบคำถามคุณได้นะ เพราะคำถามบางคำถามมันพอมั่วตอบแบบรูดมหาราชได้ อย่างเรื่องยานี้ตอบได้เลยว่ายาทุกตัวเกิดปัญหากับตับได้ทั้งนั้น เพราะยาทุกตัวเป็นโมเลกุลแปลกปลอม ย่อมจะเกิดการแพ้ได้ และปฏิกริยาการแพ้บางชนิดก็ทำให้ตับอักเสบหรือถ้ารุนแรงมากก็ทำให้ตับวอดวายได้

     หมดคำถามแล้วนะ ผมตอบคุณครบทุกเม็ดทุกดอกแล้ว แหย่เล่นบ้าง อย่าว่าคนแก่เลย นานๆจะมีจดหมายจากคนวัยเด็กๆให้แหย่เล่นบ้างแก้ง่อม..สาธุ

 นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

03 สิงหาคม 2560

ีเรียนรู้จากเรื่องเล่า "การวางตัวตน"

สวัสดีครับคุณหมอสันต์

     อยากขอบคุณคุณหมอสำหรับบทความต่างๆ ที่คุณหมอพิมพ์ให้อ่านโดยเฉพาะเรื่องการละตัวตน ผมเป็นคนตั้งใจกับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงาน ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานบ่อยครั้ง เพราะผมต้องประสานงานกับเกือบทุกแผนกในออฟฟิซที่ผมอยู่ และต้องคอยแก้งานของพวกเขา บ่อยครั้งต้องทะเลาะกันเพราะผมอธิบายแล้วพวกเขาไม่ฟัง เป็นอย่างนี้มาเกือบ 4 ปีในบริษัทนี้ รวมถึง 6 เดือนในที่ทำงานแรกหลังจบป.ตรี หลังทะเลาะกันแต่ละครั้ง ผมจะรู้สึกร้อนรุ่มในใจ โกรธ อยากเอาคืน(แต่ไม่เคยแก้แค้นใครนะครับ) ใช้วิธีปล่อยให้ผ่านไปหลายวันก็จะลืมความทุกข์นั้นไปเอง

แต่พักหลังๆงานที่ออฟฟิซเยอะขึ้น เร่งรัดเรื่องเวลาจนพลาดเมื่อไหร่บริษัทจะเสียหายหลายหมื่นหรือหลายแสน ผมทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานถี่ขึ้น ผมเริ่มแสดงออกโดยการไปทำงานสาย อันที่จริงมันค่อยๆสายขึ้นทีละนิดมานานแล้วแต่ผมหลอกตัวเองว่าผมแค่รักสบาย แต่หลายครั้งที่ผมบอกตัวเองว่าไม่อยากตื่นไปทำงานเลย บางครั้งอยากลาออก อยากฆ่าตัวตาย ที่ใกล้เคียงสุดคือเอาขาข้างหนึ่งพาดไว้บนราวระเบียงห้องแล้วก็รีบชักกลับเพราะถ้าเราเป็นอะไรไป แม่กับญาติๆต้องเสียใจมากแน่ๆ ผมอ่านข่าวคนฆ่าตัวตายทุกวันรู้ว่าทุกปัญหาการฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออก เลยเตือนสติตัวเองได้บ้าง แถมปัญหาก็แค่เรื่องงาน อย่างเลวร้ายที่สุดลาออกก็จบ แต่ก็ไม่เคยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้

ที่เป็นประเด็นคือผมทะเลาะกับคุณกอไก่(เพื่อนร่วมงานในออฟฟิซ)อย่างหนักที่สุด หนักถึงขั้นว่าผมเขียนใบลาออกไว้เรียบร้อยแล้วเหลือแต่ยื่นให้บิ๊กบอส คุณกอไก่ต้องรับคำสั่งผมในบางครั้ง(คือเขารับคำสั่งจากหัวหน้าคนอื่นมาช่วยงานผมบางเวลา) บางทีเขาจะแสดงออกในทางประชด ไม่อยากฟังคำสั่งผม แกล้งให้ผมยกเอกสารกองใหญ่ทั้งที่เป็นหน้าที่เขา แล้วผมก็เลี่ยงจะทำงานกับคุณกอไก่ไม่ได้เสียด้วย เรื่องคุณกอไก่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย จากปัญหาอื่นๆที่หมักหมมมาก่อนหน้า ทั้งงานที่กดดันพลาดแล้วบริษัทจะเสียหายเป็นตัวเงิน การทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น บิ๊กบอสโยนงานที่พนักงานคนเก่าทำไม่เสร็จแต่ลาออกไปแล้วมาให้ผมทำแทน ฯลฯ ผมเคยคิดว่าลาออกเป็นทางออกที่ดีที่สุด

แต่คืนก่อนที่ผมจะยื่นใบลาออกนั้นเอง ผมก็ได้กลับมาอ่านเรื่องที่คุณหมอแนะนำคนที่เจอความทุกข์ให้รู้จักวางตัวตน อ่านอันแรกจบผมก็ตามไปอ่านอื่นๆในบล็อกย้อนหลังไปด้วย ผมเริ่มรู้สึกว่านี่คือทางออกที่ผมต้องการในเวลานี้ ก่อนหน้านี้ผมเคยอ่านเรื่องนี้ของคุณหมอมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยเข้าใจเพราะผมยังไม่ทุกข์มากพอ

ผมกลับมามองตัวเองว่า สาเหตุของความทุกข์ทั้งหมดของผมมีต้นกำเนิดจากอัตตาทั้งนั้น ถ้าทิ้งอัตตาว่าผมคือใคร ชื่ออะไร นามสกุลอะไร แล้วเหลือแต่ความตระหนักรู้โดยไม่คิดอะไรทั้งสิ้น ความทุกข์ก็ดับลงทุกเรื่อง เวลาทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน อัตตาของผมโดนกระทบอย่างหนัก การให้อภัยหรือขอโทษเป็นวิธีที่ดี แต่ไม่ใช่คำตอบที่ทำให้พ้นทุกข์ เพราะให้อภัยหรือขอโทษไปแล้วเดี๋ยววันหลังก็ทะเลาะกันอีก ต้นเหตุจริงๆอยู่ที่ผมถือดีว่าตัวผมมีอยู่ พอตัวผมมีอยู่ คนอื่นจะทำผิดจากสิ่งที่ผมต้องการไม่ได้ แต่พอตัวผมไม่มี มีแต่ความตระหนักรู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ผมก็ไม่โกรธใครอีก ไม่เป็นทุกข์อีก
ผมเคยคิดว่าการลาออกแล้วไม่ต้องทำงานสักพัก หรือย้ายที่ทำงานใหม่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ แต่คุณหมอช่วยให้ผมรู้ว่า ความทุกข์จริงๆเกิดจากความคิดของผมต่างหาก ต่อให้ผมลาออกจริง ระหว่างว่างงานก็อาจเกิดความทุกข์เรื่องอื่น หรือในที่ทำงานใหม่ผมก็อาจไปทะเลาะกับคนอื่น ถ้าจะหยุดทุกข์ก็คือหยุดทุกข์ในเวลาปัจจุบัน ในพื้นที่ปัจจุบันที่ผมอยู่ ต่อให้ผมหนีไปเรื่อยๆ ไปท่องเที่ยว ลาออกกลับบ้านต่างจังหวัด ไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่ถ้าผมหนีอัตตาตัวเองไม่ได้ แหล่งกำเนิดทุกข์ตัวจริงก็ติดอยู่ในหัวผมอย่างนั้นเอง วันต่อมาผมเก็บใบลาออกไว้แล้วนั่งทำงานไปตามปกติ เวลาคุยกับคุณกอไก่ก็มีความเครียดขึ้นแวบหนึ่ง แต่แล้วก็วาง เพราะไม่รู้จะจับความคิดไปเพื่ออะไร สามารถทำงานได้ตามปกติ และคงอยู่ทำงานได้จนจบโครงการ(ออฟฟิซผมทำเป็นโครงการๆไป) เดี๋ยวนี้ยังมีความคิดแย่ๆ วาบขึ้นมาบ้าง (หมายรวมถึงความทุกข์อื่นๆที่นอกเหนือจากเรื่องงานด้วย) แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจมัน ปล่อยให้มันมา พอไม่สนใจมันก็ไป

ขอบคุณบทความของคุณหมออย่างสุดซึ้งครับ

...............................................................

ตอบครับ

บางครั้งจดหมายเล่าเรืื่องตัวเองของท่านผู้อ่าน ก็มีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านท่านอื่นๆด้วย เพราะ "เรื่องเล่า" มักจะเป็นบทเรียนที่ดีกว่าตัวเนื้อวิชาเสียอีก ขอบคุณท่านผู้อ่านท่านนี้นะครับที่ช่วยเขียนมา

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์