01 มิถุนายน 2560

ความตายช่างน่ากลัวเหลือเกิน

ผมเป็นมะเร็งตับ เคมีบำบัดไป 6 คอร์สแล้ว ผมขอให้หมอทำต่ออีก หมอบอกว่าพอแล้ว ตอนนี้ผมอยู่ที่สถานพยาบาล... ที่จังหวัด... ไม่น่าเชื่อว่าผมจะซมซานมาถึงที่นี่ แต่มาถึงแล้วสิ่งที่รุมเร้าผมอยู่ในใจก็ยังไม่หายไปไหน คำสอนให้ฝึกสตินั้นไร้ผล ผมเป็นห่วงลูกเมีย ไม่มีผมแล้วพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร ผมยังตายไม่ได้ แต่ผมก็รู้ว่ามีโอกาสสูงมากที่ผมกำลังจะตาย ผมห้ามลูกเมียไม่ให้มาเยี่ยม เพราะมาแล้วพวกเขาเอาแต่ร้องไห้และผมก็ร้องไห้ จดหมายนี้เขียนด้วยความลำบาก โดยความช่วยเหลือของพี่..ผู้กรุณา เธออาสาจะเขียนมาให้ตามคำบอก เธอบอกว่าคุณหมอสันต์สามารถให้ความหวังที่เป็นความหวังจริงๆไม่ลมๆแล้งๆ ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าผมเขียนมาทำไม รู้แต่ว่าผมไปต่อไม่ถูก

...............................

ตอบครับ

     โอ้ จดหมายสั้นจุ๊ดจู๋มากเลย ไม่รู้ภูมิหลังอะไรทั้งสิ้นรู้แต่ว่ากลัวตายและไขว่คว้าหาความหวัง เป็นคนระดับไหน เรียนอะไรมา มีความเจนจัดในชีวิตแค่ไหน ไม่รู้เลย ถ้าเป็นจดหมายถามเรื่องการเจ็บป่วยให้ข้อมูลสั้นแค่นี้ผมโยนลงตะกร้าไปแล้ว แต่จดหมายของคุณเป็นจดหมายฉบับพิเศษ อะไรบางอย่างที่ข้างในบอกผมว่าผมจะต้องตอบจดหมายของคุณทันที

     คุณกับผมมีเวลาพบกันชั่วโมงเดียวโดยไม่รู้จักกันมาก่อน และจำเป็นต้องสื่อสารเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดของชีวิตสู่กัน นั่นคือสถานะการณ์จริงในขณะนี้ ผมจะพยายามนะ

     วงการแพทย์มองชีวิตว่ามีสองส่วนคือร่างกาย (body) และจิตใจ (mind) ซึ่งในส่วนของจิตใจนี้ พูดง่ายๆก็คือความคิด (thought) นั่นเอง

     แต่มันยังมีวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพอีกแบบหนึ่งเรียกว่าดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (holistic health) อันนี้ ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบันนะ จะเรียกว่าแผนโบราณหรือแผนพ่อมดหมอผีก็ได้กระมัง มองว่าชีวิตมีสามส่วน คือ ร่างกาย จิตใจ และความรู้ตัว (consciousnesst) คำว่าความรู้ตัวนี้ภาษาอังกฤษบางครั้งก็ใช้คำว่า  awareness แต่ไม่ว่าจะใช้คำไหนมันก็บ่งบอกลักษณะที่แท้จริงไม่ได้เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกไม่ได้ด้วยคำพูด ตัวผมเองถนัดจะใช้คำว่า "ความรู้ตัว"

     สภาวะการณ์ของคุณ ณ ขณะนี้ คือ "ร่างกาย" กำลังป่นปี้ "จิตใจ" ตกอยู่ภายใต้ความคิดลบที่ประดังขึ้นมาไม่มีหยุด สาระหลักของความคิดลบเหล่านั้นก็คือความกลัวตาย ความเป็นห่วงลูกเมีย คุณอยู่ในสภาพโหยหาความคิดบวกเช่นความหวังจะได้มาลบล้างความคิดลบเหล่านั้น โดยที่ส่วนที่สามของชีวิต คือ "ความรู้ตัว" คุณไม่ได้ยุ่งกับส่วนนั้นเลย พยายามฝึกสติก็ไม่สำเร็จ เพราะความคิดลบมันครอบไปหมดทุกอนูของชีวิตเสียแล้ว

     ก่อนที่จะคุยกันถึงเรื่องซีเรียสของคุณต่อ เรามาเล่นละครกันสักเรื่องดีกว่านะ สมมุติว่าคุณนอนหลับอยู่ที่บนคอนโดชั้นยี่สิบในกรุงเทพ คุณหลับแล้วฝันว่าพาลูกเมียไปเดินเที่ยวเล่นในป่าแล้วหลงทางเข้าไปในป่าลึก มีต้นไม้ขนาดหลายคนโอบขึ้นเต็มไปหมด เจอเสือลายพาดกลอนตัวบะเริ่ม มันส่งเสียงโฮกและส่งกลิ่นสาบรุนแรงจนคุณกลัวขยับมือเท้าไม่ได้ มันย่างกรายเข้ามา คุณกางมือปกป้องลูกเมียไว้แต่ใจก็ว้าวุ่นว่าจะทำอย่างไรดี แล้วหูก็ได้ยินเสียง

     "พี่...ตื่น หกโมงเช้าแล้ว เดี๋ยวรถติดส่งลูกไม่ทัน" 

     คุณตื่นขึ้นมาเหงื่อแตกพลั่ก เสือหายไปแล้ว ป่าไม้ก็หายไป เหลือแต่ห้องนอนในคอนโด ถามว่าเสือและป่าหายไปไหน ตอบว่าเสือและป่าและเรื่องราวในป่านั้นมันเป็นเพียงสมมุติที่เราตั้งชื่อให้ (names) ว่านี่เสือ นี่ต้นไม้ นี่ลูก นี่เมีย อาการอย่างนี้เรียกดุร้าย ฯลฯ บางอันมันมีเรือนร่าง (forms) ที่ตาเราเห็นหรือมือเราสัมผัสได้เป็นชิ้นเป็นอันด้วย ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็น names ก็ดี เป็น forms ก็ดี มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นสิ่งที่ความรู้ตัวของเราสร้างขึ้นมา แม้มันจะดูจริงจังเหลือเกินขณะฝัน แต่พอความรู้ตัวของเราตื่นจากระดับหนึ่งขึ้นมาอยู่อีกระดับหนึ่ง ทั้งหมดนั้นก็หายไป

     เอ้า คราวนี้คุณตื่นมาอยู่ในชีวิตวันนี้แล้ว แต่มันมาอีกละ คราวนี้สถานที่เป็นสถานพยาบาลอะไรของคุณนั่นแหละ ตัวคุณเป็นมะเร็งตับ เจ็บตับมากโอดโอย แล้วนั่นลูก นี่เมีย คุณกลัวตายเพราะมะเร็งตับ ความเป็นห่วงลูกเมีย กลัวมาก ลนลาน ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ลองมองให้ดีนะ ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็น names และ forms ดูจริงจังเหลือเกินกลางวันแสกๆอย่างนี้ แต่ถ้ามีใครมาปลุกคุณว่าเฮ้ย ตื่น แล้วคุณตื่นขึ้นมา ทั้งหมดนี้ก็จะหายไป เพราะทั้งหมดนี้มันก็ไม่ใช่ของจริง ของใดที่ไม่จริง ท้ายที่สุดมันก็จะหายไป เหมือนที่เสือหายไปจากคอนโดของคุณ

     คุณอาจะคิดในใจว่า

     "อ้าว ถ้างั้นดีแล้ว หมอสันต์ปลุกผมให้ตื่นหน่อยสิ" 
  
    แหะ แหะ ขออำไพจิงจิงคับ คนที่จะปลุกคุณให้ตื่นได้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือตัวคุณไง คุณอาจจะบอกว่า

     "บ้า แล้วผมจะไปปลุกตัวเองให้ตื่่นได้ไง"

    แหะ แหะ ใจเย็นๆ ผมพอจะแนะแนวทางให้ได้นะ แต่คุณต้องเอาไปทำเอง ถ้าคุณไม่ทำผมก็ช่วยไม่ได้ วิธีทำก็คือให้คุณทำตัวเป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวนหน่อยสิว่าคุณเนี่ย จริงๆแล้วคุณเป็นใครกันแน่

     "ฉันคือใคร" หรือ

     "Who am I?"

     เริ่มต้นการสืบสวนที่สนามหลวงเลย คุณคือร่างกายที่นอนแขม่วอยู่นี่หรือเปล่า คุณรู้จักร่างกายนี้มานานหรือยัง ก็ตั้งแต่อายุสองสามขวบโน่นแหละ แล้วตอนนั้นร่างกายนี้มันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ไม่ใช่หรอก ตอนนั้นมันเป็นร่างกายตัวเล็ก แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นตัวโต แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นตัวอ้วน แล้วก็มาเปลี่ยนเป็นตัวมะเร็งตับ มันเปลี่ยนของมันมาเรื่อย โดยที่ตัวคุณ "นายสัปดน" (ผมสมมุติให้ว่าคุณชื่อสัปดนก็แล้วกัน) ก็ยังเป็นนายสัปดนคนเดิม ร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวคุณหรอก มันเป็นแค่ยานพาหนะที่คุณอาศัยมันไปไหนมาไหนแค่นั้นเองและมันก็เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นส่วนมันเรื่อยมา

     แล้วชื่อ "สัปดน" นี้ละ มันคือความเป็นตัวคุณหรือเปล่า คุณรู้จักชื่อนี้มานานหรือยัง ก็รู้จักตั้งแต่ราวหนึ่งขวบโน่นแหละเพราะพ่อแม่เขาเรียกซ้ำซากจึงเริ่มรู้จัก แล้วก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าที่คุณจะได้ชื่อนี้มา คุณมีอยู่หรือเปล่า ก็มีอยูุ่แล้วนะ ดังนั้นชื่อนี้ไม่ใช่คุณ มันเป็นเพียงคำเรียกว่าหมายถึงร่างกายของคุณเฉยๆ

    แล้วความเป็นบุคคลคนหนึ่งของนายสัปดนนี้ละ มันคือคุณตัวจริงหรือเปล่า นายสัปดนที่เป็นผู้ชายรูปหล่อเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนาขี่รถบีเอ็มทำงานเป็นผู้จัดการมีหน้ามีตา เป็นคนรักลูกรักเมีย รักความยุติธรรม เกลียดการคดโกง เป็นคนมุ่งมั่นสร้างฐานะสร้างอนาคตให้ลูกเมีย ทั้งหมดนี้คือตัวคุณหรือเปล่า มองให้ดีนะ ทั้งหมดนี้มันเป็นแค่ชุดของความคิด หลายๆความคิดมาถักทอกันเป็นเรื่องเป็นราวเรียกว่า "คอนเซ็พท์" แถมยังมี "ความเชื่อ" เป็นตุเป็นตะพ่วงเข้าไปด้วย โหลงโจ้งแล้วกลายเป็นความเป็นบุคคลหรือตัวตน (ego) ของนายสัปดนขึ้นมา ธาตุแท้มันเป็นแค่ความคิด ชื่อว่าความคิด เกิดขึ้นแป๊บเดียวแล้วก็หายไป แต่หากมันเกิดซ้ำซากมันอาจหลอกให้คุณเชื่อว่ามันเป็นคุณได้นะ เหมือนภาพโฮโลแกรมที่ฉายแสงออกมาจากทางนั้นทีทางนี้ทีซ้ำซากก็หลอกเราว่าเป็นตัวคนจริงๆพูดได้จริงๆด้วยแต่พอดับแสงเสียภาพโฮโลแกรมนั้นก็ไม่มี

      "เออ เมื่อร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ฉัน ความคิดทั้งหลายก็ไม่ใช่ฉัน แล้วกู..เอ๊ย ไม่ใช่ แล้วฉันนี่เป็นใครกันละโว้ย"

     ฮ้า..ชักได้ที่แล้วไหมเนี่ย เย็นไว้ เย็นไว้ ใกล้จะบรรลุแล้ว คราวนี้เรามาเล่นละครฉากสุดท้ายกันนะ คุณหลับตานะ วางความคิดทั้งหลายลงไปก่อน วางความเป็นนายสัปดนลงไปก่อน ความคิดอะไรเสนอตัวเองขึ้นมา วางมันลงไปก่อน ความกลัวมะเร็ง..วางก่อน ความหวังว่าจะหาย..วางก่อน วาง วาง วางหมด จนไม่เหลือความคิดใดๆจะให้วางเลย คราวนี้คุณก็มาอยู่ในห้องมืดอันลึกลับละสิ ไม่มีอะไรเลย นอกจากความมืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีความคิดใดๆเหลืออยู่เลย คราวนี้สังเกตให้ดี คุณยัง "รู้" ผ่านอายตนะได้นะ ยังรู้สึกลมเย็นพัดกระทบผิวหนัง ยังได้ยินเสียงนก แล้วคุณยังตื่นอยู่นะ ยังไม่ตาย เพียงแต่ไม่มีความคิดใดๆ คราวนี้ให้คุณถามตัวเองว่า

     "ฉันรู้ตัวอยู่หรือเปล่า" 

     คุณอย่าคิดหาคำตอบนะ อย่าคิดคำพูด (names) ใดๆ ปล่อยให้ความรู้สึกลึกๆข้างในตอบคุณเอง ว่าฉันรู้ตัวอยู่ ตรงนี้แหละคือ "ความรู้ตัว (consciousness)" ซึ่งเป็นตัวคุณที่แท้จริง มันเป็นความว่างเปล่าในความมืดที่มีความตื่นและความสามารถรับรู้ แต่ไม่มีความคิด ที่ตรงนี้ไม่มีอะไรที่คุณจะตั้งชื่อให้ได้ (names) ต้องไม่มี ถ้ามีแสดงว่าความคิดเบียดตัวเองเข้ามาเสียแล้ว หากมีอะไรที่คุณตั้งชื่อให้ได้โผล่ขึ้นมาแสดงว่าเป็นความคิดปลอมตัวมาเป็นความรู้ตัว ให้คุณวางมันลงซะ วางหมายความว่าไม่สนใจ ไม่หยิบฉวย แล้วที่ตรงนี้มันไม่มีอะไรที่มีเรือนร่างรูปทรง (forms) ให้คุณเห็นหรือสัมผัสได้ ถ้ามีแสดงว่ามันเป็นความคิดปลอมเข้ามาอีกแล้ว ให้คุณวางมันลงเช่นกัน แล้วที่ตรงนี้มันไม่มีเวลานะ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ความรู้ตัวนี้มันก็อยู่ที่นี่เป็นอย่างนี้(ตื่นรู้)อยู่ตลอดมา ไม่ไปๆมาๆ ไม่เข้าๆออกๆ มีแต่ความคิดของคุณเท่านั้นแหละที่ไปๆมาๆเข้าๆออกๆ แล้วคุณสังเกตนะ ที่ตรงนี้มันโล่งๆ สบายๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรกับใคร การจะแก้ปัญหาของคุณ คุณต้องมาอยู่ที่ตรงนี้ให้ได้ก่อน

     เมื่อมาอยู่ที่ตรงนี้ได้ เท่ากับว่าคุณได้ปลุกตัวเองให้ตื่นสำเร็จแล้ว อาจจะหลับๆตื่นๆช่วงแรกๆ แต่ทำซ้ำๆไปก็จะตื่นมากขึ้นๆ แล้วสิ่งที่คุกคามคุณทั้งมะเร็งตับ ความกลัวตาย ความเป็นห่วงลูกเมีย และความหวัง  ทั้งหมดจะหายแว้บไปเหมือนเมื่อเสือหายไปจากคอนโด เพราะทั้งหมดล้วนเป็นไม่ว่าจะเป็นความกลัวหรืือความคาดหวังล้วนเป็นสิ่ง่ซึ่งคุณตั้งชื่อให้ได้ (names) และสิ่งที่คุณเห็นเป็นเรือนร่างรูปทรง (forms) ซึ่งล้วนไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ตัวคุณ ตัวคุณซึ่งเป็นของจริงนั้นคือความว่างเปล่าที่ตื่นรู้อยู่ในที่ตรงนี้ เฝ้าดูสิ่งเหล่านั้นอยู่

     ก่อนจบขอพูดถึงความหวังสักหน่อยนะ แหม ใครนะช่างว่าหมอสันต์เป็นคนให้ความหวังยี่ห้อ "ไม่ลมไม่แล้ง" ได้ ขอแก้ข่าวหน่อยนะ สำหรับคนที่มาถึงระดับคุณแล้ว หมายความว่าคนที่ความตายจ่ออยู่หน้าบ้านแล้ว "ความหวัง" เนี่ยเป็นอะไรที่เลวร้ายพอๆกับ "ความกลัว" เลยนะ เพราะความหวังและความกลัวมันมีความระยำระดับเดียวกันอยู่อย่างหนึ่งคือมันชวนคุณหนีออกไปจากความรู้ตัวซึ่งคือที่นี่เดี๋ยวนี้ มันชวนคุณไปอยู่ในอนาคตในรูปของความคิด ซึ่งอนาคตนั้นไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นแค่ความคิดที่มีแต่จะบีบคั้นให้คุณคับข้องใจ ดังนั้นให้คุณวางทั้งความหวังและความกลัวเสีย มาอยู่กับ "ความรู้ตัว" ซึ่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ดีกว่า

     การจะอยู่กับความรู้ตัวได้ คุณต้องยอมรับทุกอย่างที่มีอยู่เป็นอยู่ ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าไปกลัวความเจ็บปวดหรือประสบการณ์ที่ผะอืดผะอมอึดอัด เพราะหากคุณสอบสวนให้ดี นั่นแหละเป็นสิ่งที่จะพาฝ่าข้ามลูกกรงของความคิดที่ขังคุณไว้ได้ดีนัก เมื่อความคิดลบโผล่ขึ้นมาชักนำคุณว่า

     "โอ๊ย..ย เดือดร้อนมาก ไม่ไหวแล้ว นี่จะทนได้อย่างไร" 

     ให้สารวัตรสัปดนสอบสวนให้ลึกลงไป สอบสวนดูว่า

     "ใครกันวะที่เดือดร้อน เอ็งกำลังพูดกับใคร"

    ถ้าความคิดมันบอกว่าพูดกับคุณนั่นแหละ ให้คุณรู้เลยว่ามีความคิดอีกความคิดหนึ่งฝังแฝงปลอมเป็นตัวคุณคอยฟังอยู่ แล้วความคิดกับความคิดมันก็จะพูดโต้ตอบกันมันส์พะยะค่ะ โดยทั้งสองความคิดล้วนมีจุดประสงค์จะพาคุณหนีออกไปจากความรู้ตัวที่อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้

     คนอื่นอาจจะแนะนำจะสอนอะไรอย่างอื่นซึ่งไม่เหมือนที่ผมแนะนำหรือสอนคุณจนคุณไม่รู้จะเชื่อใคร แต่ถ้าคุณจะซี้ซั้วเชื่ออะไรสักอย่างหนึ่งละก็ ขอให้คุณเชื่อว่าคุณได้บรรลุ "ความหลุดพ้น" จากความคิดที่ทำให้คุณเป็นทุกข์ได้แล้ว เพียงแต่คุณยังไม่รู้ว่าคุณหลุดพ้นแล้วเท่านั้นเองจึงมัวไขว่คว้าอยู่ ให้คุณโฟกัสที่ ณ ขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คนอื่นจะสอนว่าอย่างไรช่างเขา แต่ผมสอนคุณว่าคุณอย่าไปยุ่งกับเรื่องความตาย อย่าไปใฝ่ฝันถึงความตายหรือชีวิตหลังการตาย ไม่ต้องไปเตรียมตัวตาย เพราะขณะนี้คุณยังไม่ตาย ให้คุณออกจากความคิดมาอยู่กับความรู้ตัวที่นี่เดี๋ยวนี้ให้ได้ก่อน ถ้าทำได้แล้วแม้ความตายของร่างกายจะเกิดขึ้นหรือจะไม่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นแค่ความเปลี่ยนแปลงใน names และ forms เหมือนเสือกับป่าในคืนที่คุณนอนหลับที่คอนโด คุณจะไปเดือดร้อนอะไรเพราะคุณได้หลุดพ้นออกจากวังวนนั้นมาอยู่กับความรู้ตัวได้ก่อนหน้านั้นตั้งนานแล้ว

นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์